.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

หลวงพ่อเล่าเรื่องท่านปู่โกมารภัจจ์

หลวงพ่อเล่าเรื่องท่านปู่โกมารภัจจ์

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ในตอนนั้นก็มีท่านผู้หนึ่งที่เราได้ยินชื่อกันอยู่เสมอ คือ ท่านหมอโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นหมอสำคัญขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ คอยรักษาโรค และก็เป็นหมอที่มีความรู้เป็นพิเศษจริง การไปศึกษาของท่านนั้นปรากฏว่า ไปศึกษาวิชาเวชศาสตร์ มีความฉลาดสามารถมากยิ่งกว่าลูกศิษย์ใดๆ จากสำนักตักศิลา


ท่านโกมารภัจจ์ ประวัติก็มีอยู่ว่า เป็นลูกพิเศษของพระเจ้ากรุงราชคฤห์ คำว่า "เป็นลูกพิเศษ" นี่ก็หมายความว่า อาจจะเป็นลูกจากเมียพิเศษที่เจ้าย่องไปเจ้าชู้นอกเขตพระราชฐาน ผู้หญิงคนนั้นก็เลยมีลูกขึ้นมา 2 คน คนแรกชื่อว่า โกมารภัจจ์เป็นลูกคนหัวปี คนที่สองมีนามว่า สิริมา เป็นคนสวยที่สุดในสมัยนั้น


เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เจ้าก็ไม่ได้รับว่าเป็นลูกโดยตรง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธในด้านจิตใจ คือ คอยสงเคราะห์ตลอดเวลา แต่เป็นการสงเคราะห์แบบลับๆ ฉะนั้น ชื่อของท่านโกมารภัจจ์ก็ดี สิริมาก็ดี ไม่ได้ชื่อเป็นเจ้า แต่ว่าเขาให้ฐานะดีมากและก็เป็นคนใกล้กับพระราชฐานอยู่ตลอดเวลา เพราะเจ้ารู้ว่าเป็นลูก แต่ยอมรับไม่ได้ ประกาศเปิดเผยไม่ได้ แต่ก็เลี้ยงอย่างลูกสงเคราะห์อย่างลูกเหมือนกัน


เมื่ออายุได้ 16 ปี ก็ส่งไปสู่เมืองตักศิลา ท่านตั้งหน้าตั้งใจศึกษาวิชาเวชศาสตร์อย่างเดียว เมื่อเวลาเรียนจบก็ลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์อยากจะทดลองความสามารถ จึงได้บอกให้ท่านโกมารภัจจ์จัดกระจาดเข้าสองลูกทำเป็นหาบใส่สาแหรกหาบไป และมีมีด 1 เล่ม มีเสียม 1 เล่ม มีค้อน 1 อัน บอกว่า 

"เจ้าจงเดินไปได้สี่ทิศๆ ละ 1 โยชน์ ดูผักหญ้า ต้นไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ดิน ทราย แม้แต่แร่ต่างๆ ดูว่าถ้าสิ่งไหนมันไม่เป็นยาละก็ตัดมาให้ครูดูหรือขุดมาให้ครูดู"


ท่านโกมารภัจจ์ใช้เวลาแบบนี้ประมาณเดือนเศษ พอเดินไปหนึ่งโยชน์ กว่าจะถึงหนึ่งโยชน์ก็ต้องเดินดูไปตลอดทุกอย่างตามทิศทางที่อาจารย์บอก เมื่อไปครบได้ทุกทิศทุกทางด้านละหนึ่งโยชน์ ก็ปรากฏว่ากลับมาหาบเปล่า หาอะไรที่เป็นยาไม่ได้เลย พอมาถึงก็รายงานอาจารย์บอกว่า

"ไม่มีละ สิ่งที่ไม่เป็นยานะ เป็นดิน เป็นทราย เป็นหิน เป็นกรวด เป็นต้นไม้ เป็นต้นหญ้า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด มันเป็นยาทั้งหมด"


ปรากฏว่าท่านอาจารย์ก็ชมเชยบอกว่า "ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านได้ ถ้ายังหาว่าทุกสิ่งทุกอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ไม่เป็นยาละก็กลับบ้านไม่ได้ ถือว่ายังเรียนไม่จบ" แล้วท่านก็ลากลับ


ตอนกลับก็เดินมาในระหว่างทางไม่ทันถึงกรุงราชคฤห์มหานคร เวลาตอนเย็นวันหนึ่งมันใกล้ค่ำ ท่านพักอยู่โคนต้นไม้ใกล้บ้านเศรษฐี พอดีท่านมหาเศรษฐีเดินออกไปพบเข้าถามว่า "ไปไหนมา"


ท่านก็บอกว่า "ไปเรียนวิชาเวชศาสตร์ คือ วิชาหมอที่เมืองตักศิลา"

ก็บังเอิญภรรยาของท่านเศรษฐีเป็นโรคปวดศรีษะมา 3 ปี ทำงานไม่ได้ ใช้สมองไม่ได้ ท่านมหาเศรษฐีถามว่า "จะรักษาหายไหม เห็นว่าเป็นหมอ"


ท่านก็บอกว่า "ต้องดูอาการก่อน" พอเข้าไปดูอาการก็บอกว่า "จะทดลองดูเพราะว่า เพิ่งเรียนหมอมาใหม่ๆ ยังไม่มั่นใจว่าจะรักษาหายหรือไม่หาย แต่ว่ายาไม่ได้มีติดมือมาเลย"


ท่านมหาเศรษฐีก็ถามว่า "ต้องการอะไรบ้าง" ท่านถามว่า "มีเนยใสไหม" ท่านมหาเศรษฐีก็บอกว่ามี และก็ถามท่านมหาเศรษฐีว่า "ไอ้หญ้าประเภทนี้มีไหม"


อาตมาก็ลืมชื่อหญ้าเสียแล้ว ท่านก็บอกว่ามี (ถ้าบอกชื่อก็หาไม่ได้ เพราะไม่รู้จักกัน) ให้เอาของทั้งสองอย่างคือ เอาหญ้ามาโขลกเข้าแล้วเอาเนยใสเข้าไปละลายแล้วคั้นเอาน้ำออกมากรองให้ดีแล้วก็หยอดเข้าไปในจมูกของภรรยาท่านมหาเศรษฐี พอหยอดเข้าไปเท่านั้นก็ปรากฏว่า ภรรยาของท่านมหาเศรษฐีมีทั้งน้ำมูกมีทั้งเสลดออกมาทั้งทางจมูกทางปากออกมาอย่างมาก ในที่สุดในขณะเดียวกันก็ปรากฏว่าหายปวดทันที


ท่านมหาเศรษฐีก็จัดรางวัลเป็นการใหญ่ ท่านโกมารภัจจ์ท่านก็รับ เวลาจะกลับท่านก็มอบคืน ท่านไม่บอกว่าคืน"มอบของทั้งหลายเหล่านี้ไว้เพื่อได้สงเคราะห์คนจนต่อไป"


นี่เป็นประวัติตอนต้น แล้วท่านก็เดินทางต่อไป


ต่อมาท่านโกมารภัจจ์ก็ได้เป็นหมอประจำพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะทรงประชวรด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ท่านโกมารภัจจ์ประกอบยาแค่เม็ดเดียว เสวยครั้งเดียวหายทันที


นี่จะเห็นว่า แม้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาเป็นพระอรหันต์และเป็นยอดอรหันต์ เป็นจอมอรหันต์ ก็ยังป่วยไข้ไม่สบาย ก็ยังแก่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายก็อย่าคิดว่าพระอรหันต์ไม่ป่วย


ต่อมาในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกพระเทวทัตกลิ้งหินลงมามีความปรารถนาจะให้ทับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ตาย จากยอดเขาคิชฌกูฎ (พระพุทธเจ้านั่งอยู่เชิงเขา เทวทัตขึ้นไปยอดเขาก็กลิ้งหินให้ทับ) แต่เป็นการบังเอิญที่มีหินก้อนใหญ่มหึมาก้อนหนึ่งปรากฏโผล่ขึ้นมากันหินที่พระเทวทัตกลิ้งมาแตกกระจัดกระจาย เศษหินถูกพระบาทของสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาที่นิ้วพระบาทห้อพระโลหิต


เมื่อองค์พระธรรมสามิสรมีอาการอย่างนั้น ท่านโกมารภัจจ์ก็ประกอบยาถวายปิดลงไปที่ห้อพระโลหิตแล้วเอาผ้าผูกไว้ พอเสร็จแล้วก็ลาสมเด็จพระจอมไตรไปภายนอกกำแพงวัง คุยกับเพื่อนเพลินไป โอกาสนั้นประตูเมืองเขาปิด 6 โมงเย็น ท่านเลยเข้าประตูเมืองไม่ได้ก็ร้อนใจคิดว่า โอหนอ ยาที่ถวายองค์สมเด็จพระจอมไตรเป็นยาแรง เวลานี้แผลก็คงหายแล้ว อีกประการหนึ่งเมื่อแผลหายยาที่ยังอยู่ที่นิ้วพระบาทขององค์สมเด็จพระจอมไตรจะทำให้พระองค์ทรงมีความลำบาก เพราะยามีความร้อน


ตอนนั้นเองเวลาเดียวกัน สมเด็จพระชินวรทรงทราบวาระจิตของท่านโกมารภัจจ์ว่ามีความลำบากใจ คิดว่ายาจะเป็นโทษแก่เรา จึงได้เรียกพระอานนท์เข้ามาตรัสว่า "อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอจงแก้ผ้ามัดนิ้วฉันออกไปแล้วจงเอายาออก"


เมื่อแก้ผ้าออกแล้ว พระอานนท์ก็เอาน้ำที่สะอาดมาล้างให้


ตอนวันรุ่งขึ้น ท่านโกมารภัจจ์เข้าเมืองได้ก็รีบมาเฝ้าสมเด็จพระจอมไตรถามว่า "ยามีอันตรายแก่พระองค์ไหม"


พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า "ไม่มี เวลานี้ฉันให้พระอานนท์แก้ออกมาแล้ว"

ท่านถามว่า "แก้เวลาไหน"

พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า "แก้เวลาเมื่อเธอลำบากใจคิดว่ายาจะมีอันตรายกับฉัน"


นี่เป็นตอนหนึ่ง ต่อมาเมื่อองค์สมเด็จภควันต์บรมศาสดาป่วยเป็นอะไร ท่านโกมารภัจจ์ก็รักษาหายทันทีทันใด


คัดมาจาก หนังสือ "พ่อสอนลูก" คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (ท่าซุง) อุทัยธานี

ความคิดเห็น

  1. 1
    ก๊อบ
    ก๊อบ 28/05/2016 14:28

    กราบหลวงพ่อครับ

  2. 2
    คณันตพรชัย
    คณันตพรชัย kanantapornchai@gmail.com 21/08/2015 13:01

    สาธุ ครับ หลวงพ่อ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view