.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ตายจากสุนัขไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ตายจากสุนัขไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

"..ตอนที่อาตมาและคณะเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้ไปที่ทะเลสาบโรโตรัว
ในทะเลสาบแห่งนี้ เวลานี้มีปลาอยู่ตัวหนึ่งรูปร่างคล้ายปลาตะโก้หรือปลาแดง ตัวยาว ๑ โยชน์ 
กำเนิดของปลาตัวนี้จริงๆ ในสมัยนั้นเป็นปลายสมัยพระพุทธเจ้าสมเด็จพระพุทธกัสสป
เวลานั้นมีสุนัขตัวหนึ่ง พวกเมารีทั้งหมดไม่ชอบฆ่าสัตว์ ชอบเลี้ยงสัตว์ ชอบให้ทาน 
โปรดสัตว์มากและมีฝูงปลาอยู่ ชอบเลี้ยงปลาด้วย พอลงไปใกล้แม่นํ้าปลาจะวิ่งเข้ามาหาเลย สุนัขตัวนี้ก็ชอบไปดูปลาด้วย เวลาให้อาหารปลามันก็มองดู เวลาเขาเปิดอาหารปลาไว้ 
มันอยากไปดูปลามั่ง มันก็คาบอาหารโปรยและก็มองดูปลา


หลังจากตายจากสุนัขชาตินั้นแล้ว อาศัยมีเมตตาจิตก็ไปเสวยสุขอยู่บนแดนสวรรค์
ชั้นดาวดึงสเทวโลกชั่วคราว และอาศัยความมีเมตตาจิตจึงขออธิษฐานมาเกิดเป็นปลายักษ์
ยาว ๑ โยชน์เพื่อเลี้ยงปลาตัวเล็กๆ เพราะเห็นปลาตัวเล็กๆ เป็นเหยื่อของปลาตัวใหญ่ หาอาหารได้ยาก 
ก็เอาตะไคร่นํ้าหรืออาหารที่ตัวเหลือกิน พ่นออกมาเลี้ยงปลาตัวเล็ก เวลานี้ก็ทำแบบนี้อยู่ ยามปกติไม่ไปไหนก็พลิกตัวไปพลิกตัวมา ขยับได้นิดหน่อย  ความจริงเขาก็มีความเป็นอยู่คล้ายเป็นทิพย์ ถึงแม้มีเศษอาหารสักนิดหนึ่งหรือเห็นตะไคร่นํ้าก็ตาม กินนิดเดียวก็อิ่ม ตะไคร่ที่ติดอยู่ข้างตัวก็เป็นอาหารของปลาเล็กๆ เมื่อปลาเล็กเข้าไปอยู่ใกล้ ปลาใหญ่ที่เป็นศัตรูจะไม่กล้าเข้าไปอยู่ใกล้ ไม่กล้าเข้าไปทำอันตรายบรรดาปลาทั้งหลายเหล่านั้น
รวมความว่าประวัติของปลาตัวใหญ่ยาว ๑ โยชน์มาจากสุนัขตัวเล็ก
ถามเขาว่า "จะอยู่อีกกี่ปี" เขายืนยันว่าเขาจะอยู่อีก ๒๙ ปีก็จะตายจากความเป็นปลาขึ้นไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามเดิม จากนั้นเขาตั้งใจรอพระศรีอาริย์ แต่ถ้ามาช้าเกินไปเขาจะไปก่อน เวลานี้เทวดาล้อมเขาเต็ม เทวดาไม่ต้องดำนํ้าหรอก


การที่ท่านเล่าเรื่องนี้ให้มิใช่ประสงค์จะให้ทะนงตัว แต่ให้จำไว้ว่าการเกิดชาติใดชาติหนึ่งก็ตาม มันเป็นอนิจจังหาความเที่ยงไม่ได้ จะเห็นว่าความเที่ยงแท้แน่นอนไม่มี ใครมีปัญญาก็เอาไปคิดเป็นวิปัสสนาญาณ.."
จาก หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน


เรื่อง...หมาของหลวงพ่อ
มีหมาอยู่ตัวหนึ่งทำท่าแหยๆ เรียก ไอ้ตี๋ๆ ทำท่าเหมือนตี๋ แต่อย่าไปโกงเชียวนะ พ่อสู้ไม่ว่าใคร ตัวเล็กแต่คอยวิ่งส่งวิ่งรับ ที่แรกเรานึกสงสาร ไอ้ตัวนี้จะสู้ใครเขาได้ ที่ไหนได้พวกไปแหย่หน่อยเดียวฟัดดะ ปกติท่าทางเรียบร้อย วันหนึ่งแม่ศรีเขามาบอกชื่อ ตัวนั้นชื่อนั้นๆ ตัวนี้ชื่อนี้ พอเรียก พระยา หน่อย หูรี่วิ่งเข้ามา แม่ศรีเขาบอกเดียวนั้นก็เรียกเดียวนั้นเลยหูรี่แสดงออกชัด ดีอกดีใจ เป็นชื่อเก่าเขา
มีตัวหนึ่งตัวเล็กที่สุด ป่วยตั้งแต่เกิดตั้งหลายเดือน มันไม่ยอมหายกับเขาเสียที เราก็หนักใจว่ามันจะตาย ท่านย่ามาบอก
"ไปเรียกมัน ชูศรี ซิ "
หูรี่วิ่งมาหาเลยคำแรกเท่านั้นนะมันรู้จักชื่อ เราระยำไม่รู้จักชื่อหมา มันแปลกจริงๆ น่าอัศจรรย์ ทำท่าหาย ทำท่าดีใจ
"เพราะฉนั้นเห็นสุนัขจะดูถูกไม่ได้ว่าเป็นหมานะเจ้าคะ"
สุนัข นี้เขาไม่ได้แปลว่าหมา เขาแปลว่า เล็บงาม ถ้าหมายตามศัพท์คือ สา สุนัขนี่ไม่แน่บางตัวเป็นพระโพธิสัตว์
มีอีกตัวตอนนี้มันแก่ ไม่ใช่ป่วย เดินจะไม่ไหว ชื่อ โคล่า 
เมื่อวานนอนดูอยู่ พระท่านมาถามว่า 
"รู้จักโคล่าไหม ?"
ถาม "ทำไมครับ? "
ท่านบอกว่า 
"เธอเห็นมันแปลกอะไรบ้างไหม"
บอก "เห็นครับ "
เพราะว่าเจ้านี่เวลาแม่มันอยู่มันกินมูมมาม กินเสร็จแล้วก็ออกไปเกะกะโวยวาย เจ้าแม่มันเป็นสุนัขเรียบร้อย เวลาเขาให้กินยังไม่กิน นั่งเรียบร้อย พอแม่มันตาย

วันนั้นทำเหมือนแม่มันเลย เหมือนหมดทุกอย่างจนกะทั่งถึงวันนี้นะ 
แล้วตอนก่อนนี้ขึ้นไปรับแขก แม่มันขึ้นไปเป็นเพื่อนพอแม่มันตายแล้ว 
ก็เจอะโคล่าอยู่ข้างล่าง บอก 
"โคล่า ตอนนี้แม่ตายแล้วนะ หลวงพ่อไม่มีเพื่อน ไปอยู่เป็นเพื่อน "
พอรุ่งขึ้นก็ไปถึงที่ 
พอต่อมา บอก 
"โคล่า กินข้าวถ้าหากอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง ไปขอป้าเขานะ"
ถึงเวลากินก็เข้าไปไม่ต้องนำ ทุกอย่างบอกคราวเดียว ถ้าทำผิดปั๊บเขาก็ทำแบบขออภัย สั่งงานสั่งคราวเดียวจำตลอดชีวิต
เวลาใกล้เพลสั่งไว้ว่า
" เวลาหลวงพ่อหลับหรือเผลอมาเรียกด้วยนะ"
พอ ๔ โมงมาเรียก
ตอนหลังบอกมันยาวเกินไป ๑๕ นาทีเพลค่อยมาเรียกนะ อีก ๑๕ นาทีเพลมาเรียกจริงๆ เตือน
พระท่านก็เลยมาบอกว่า 
"เจ้าโคล่าเป็นพระโพธิสัตว์"
แล้วท่านยังบอกต่อว่า คนสงเคราะห์เลี้ยงพระโพธิสัตว์มีอานิสงส์มาก
"แล้วทำไมถึงมาเกิดเป็นสุนัขละคะ...?"
ลงมาช่วย สุนัขหรือแมว ถ้าพระเลี้ยงตายแล้วไปสวรรค์ทุกตัว ได้เปรียบมาก 
"อย่างนั้นสุนัขที่แสนรู้ต้องมีเบื้องหลังแน่นอน"
สุนัขแสนรู้นี่ถ้าไม่ได้เกิดเป็นเทวดาก็คนแน่ เพราะตัวเมตตาเข้าถึง ทานบารมีเก่าเขามี
เมตตาบารมี บารมีเริ่มเข้าสนองพวกนี้ได้เปรียบเราเยอะ คนนี่ไม่แน่นอน จะไปอบายภูมิก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ 
ไปพรหมก็ได้ มีคนสงเคราะห์ไม่ลงต่ำแน่
จากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๑๐ หน้า ๒๗-๒๙



เรื่อง...หมาของหลวงพ่อกลายเป็นเทวดา
เมื่อกลับมาจากสถานที่รับแขก เวลา ๓ โมงเย็น ๓ โมงเย็นก็เลิกรับแขก เพราะร่างกายมันทนไม่ไหว มันเป็นโรคหลายอย่าง เมื่อกลับมาถึงแล้วเขาก็รายงานบอกว่า เจ้าขุน ป่วยหนัก คำว่า เจ้าขุน นี่เป็นสุนัขตัวหนึ่งเป็นหมายเลข ๑๓ นั่นก็หมายความว่า เป็นสุนัขตัวที่ ๑๓ ที่เรียกว่า เจ้าขุน ก็เพราะว่าในสมัยหนึ่ง ขนมันหลุดหมด มันเป็นโรคเรื้อน ก็เลยเรียก เจ้าขุน ๆ หมายความว่า ขนไม่มี ก็เหมือนขุนช้าง ขุนช้างตามหนังเสือเขาเขียนนะ แต่ขุนช้างจริง ๆ เขาสวย ก็เลยเรียกเจ้าขุน ๆ แทนขุนช้าง 
ต่อมาก็ติดสงสารหมา หายามา ก็บังเอิญ โยมสมัคร บอกว่า มียาขนานหนึ่ง คนที่เป็นโรคชันนะตุ โรคอะไรก็ไม่ทราบ ที่มันเกิดบนหัวน่ะ เกิดขึ้นแล้วก็ผมหลุดหมด หัวเป็นแผลเป็น เขาใช้ เปลือกแค เปลือกต้นแคนี่นะ ฟังให้ดีนะถากมาแล้วก็เอาไป แช่น้ำซาวข้าว น้ำซาวข้าวนะ ไม่ใช่น้ำข้าวที่สุกแล้ว แช่สัก ๕-๗ วัน แล้วก็ทาผมขึ้นเต็มศีรษะ หนาปึ้บ นี่หัวคน ก็ลองมาทาเข้าขุน ปรากฏว่า ไม่นาน ไม่กี่วันนัก ขนสวยสดงดงามมาก เป็นหมาที่มีขนสวย แต่ว่าเจ้าขุนนี่มีปกติอยู่อย่างหนึ่ง เป็นหมาที่มีความจงรักภักดี แต่ว่าไม่ค่อยจะยอมให้จับ ไม่ค่อยเข้าหาใคร เวลาเรียก เวลาเขาเข้ามาใกล้ ๆ ปล่อยเขาเข้ามาเอง เขาเข้ามา ลูบคลำได้ ถ้าเรียกชื่อเมื่อไร ถอยหลังเมื่อนั้น ออกไปไกล แต่ถ้าเวลาไหนพบเขาเข้า ถ้าเวลากลางวัน หรือกลางคืนก็ตาม เห็นหมาตัวอื่นนอน ก็เลยบอกว่า ขุน อยู่ยามนะ ขุนมันเก่ง ขุนอยู่ยามนะ เจ้าขุนจะไม่ยอมหลับ จะจ้องในสถานที่ต่าง ๆ ถ้าสงสัยขึ้นมาก็ส่งเสียงเห่า หมาทุกตัวที่นอนอยู่ก็ลุกขึ้นพร้อมกัน ไปตามเสียงเห่า
เป็นอันว่า เจ้าขุนมีความจงรักภักดี แต่ว่ามันไม่ค่อยยอมให้จับ ทีนี้เมื่อกลับมา เมื่อวันวานนี้ วันที่ ๕ ปรากฏว่า พรนุช คืนคงดี บอกว่า เจ้าขุนปล่อยหนัก ให้ กุ๊กกิ๊ก ไปให้น้ำเกลือ คำว่า กุ๊กกิ๊ก เป็นเด็กนักเรียนสตรี นักเรียนประจำ เด็กนักเรียนประจำนี่มี สัตว์แพทย์เดชา ท่านสอนให้นักเรียนหญิงที่มีความสนใจในสัตว์ รู้จักวิธีรักษาสัตว์ ที่เรียกว่า สัตวบาล ให้มีความรู้ สำหรับยาที่จะใช้จะใช้ยา อะไรก็ปรึกษาสัตวแพทย์ การฉีดยาเข้ากล้าม เข้าเส้น การให้ยานี่ เธอเข้าใจดี บางทีเจ้าสุนัขตัวไหนมันป่วย อยู่ไกล ก็เดินหากัน จนกระทั่งครึ่งวันค่อนวันก็หา เธอมีเมตตาดีมาก เด็กดี ๆ ประเภทนี้ควรจะให้ทุนการศึกษา ทั้งในขั้นต้น คือ ขั้นมัธยม และมหาวิทยาลัย ถ้าเธอสามารถสอบได้ ถ้าเธอเข้าไปสอบกับเขาได้ ก็จะให้ทุน เพราะว่ามีเมตตาดี
ก็ปรากฏว่า พอไปเยี่ยมสุนัข มันมีหลายฝูง อาตมาก็ไม่สบาย เดินก็จะล้ม ก็มี พระครูปลัดอนันต์ กับพระน้อย ควบคุมไป เกรงว่าจะล้ม พอเดินเข้าไปเยี่ยมฝูงเจ้ามณี ก็ปรากฏว่า มีข่าวเขาบอกว่า เจ้าขุนตายเสียแล้ว เมื่อวันวานนี้ พอเดินขากลับมา จะขึ้นบันได อาคารแม่ใหญ่ ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งลอยอยู่ข้างหน้า ก็ถามว่า ขุน ใช่ไหม เขาก็บอกว่า ใช่ครับ บอก เออ...ขุน เอ็งก็มีความดีอยู่มาก มีความจงรักภักดีต่อหลวงพ่อ และอีกประการหนึ่ง รักษาของสงฆ์ มันก็เป็นบุญใหญ่ ผลบุญใดที่พ่อทำแล้ว ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบัน ขอเธอจงโมทนา รับผลเช่นเดียวกับพ่อ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เธอยกมือไหว้แล้วก็หายไป อาตมาก็เดินกลับ
ต่อมาวันนี้ ที่พูดนี่เป็นเวลา ๖ โมงเย็น ๆ ๖ โมงครึ่ง เมื่อเวลาประมาณ ๖ โมง หลังจากฉันยาเสร็จ อาบน้ำแล้ว อาเจียนแล้ว ก็พักผ่อนนอนคนเดียว ภาวนาไปตามเรื่อง ก็ภาวนาตามคาถาที่ชอบใจ ชอบใจบทไหน ภาวนาบทนั้น จิตเป็นสุข 
ทำอารมณ์ให้เป็นสุขตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำ พอสักประเดี๋ยวเดียว จิตก็หลบแว้บ ปรากฏว่า มีผู้ชายใส่ชฎา สวยมากยืนอยู่ไกล อยู่ระหว่างวิมาน เป็นเทวดา มีวิมานเป็นทองคำ เสาเป็นทองคำ แต่หลังคาเป็นแก้ว แต่สำหรับเทวดา สวยงามมาก ชฎาที่เห็นใส่มันสวยกว่าชฎาลิเกเรามาก มีเพชรแพรวพราวเป็นระยับ ตัวก็เพชรแพรวพราว แต่ว่าอยู่ไกล เมื่ออยู่ไกลก็มีความรู้สึกว่า 
เอ๊...นี่มันเจ้าขุนนี่หว่า ถามว่า นั่นเทวดาเจ้าขุนใช่ไหม เขาบอกว่า ใช่ขอรับ บอก เมื่อเธอเป็นสุนัข เธอก็ยังกลัวไม่กล้าจะเข้าใกล้ วันดีคืนดีเธอเข้ามาหา แต่วันปกติถ้าเรียกมา เธอจะไม่ยอมเข้าใกล้ จะวิ่งหนีออกไกล เวลานี้เป็นเทวดา ทำไมจึงอยู่ไกล เธอก็ตอบว่า ผมเป็นเทวดา ผมยังกลัวครับ ก็บอกว่า เธอจะกลัวทำไม ให้เข้ามาใกล้ ๆ วิมานเธอก็ลอยเข้ามาใกล้ ก็ถามว่า เวลานี้เธออยู่ที่ไหน เธอก็บอกว่า อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถามว่า มีความสุขดีไหม ก็บอกว่า มีความสุขมาก ก็ถามว่า ในสมันที่มีชีวิตอยู่ทำไมจึงกลัวหลวงพ่อ เธอก็บอกว่า ไม่ทราบว่ามันเป็นอะไรครับ ผมก็รักหลวงพ่อ แต่ว่ากลัว เรียกเมื่อไร่ หนีเมื่อนั้น ถ้าไม่เรียกก็ย่องเข้ามาหา ๒-๓ วันเข้ามาหาที ลูบคลำได้ แต่ว่า ถ้าเป็นการอยู่ยาม เป็นหน้าที่ของเขา เขาอยู่ยามดีจริง ๆ คืนทั้งคืนไม่ยอมหลับก็มี นอกจากว่ามีสุนัขตัวอื่นไปเปลี่ยน
สุนัขที่นี่มันมีทั้งหมดจริง ๆ นับทั้งที่ตายไปแล้ว และยังไม่ตายมี ๒๐๐ กว่า แต่เหลือจริง ๆ ก็ประมาณ ๑๐๐ เศษ ทั้งนี้เพราะอะไร พ่อแม่ต้นมันยังไม่ตาย เจ้านิลเป็นพ่อใหญ่ แม่นาค เป็นแม่ใหญ่ ยังอยู่ทั้งคู่ แต่แค่ ๗-๘ ปี เท่านี้แหละ บรรดาท่านผู้ฟัง มันผลิตลูกออกมา ต่างคนต่างช่วยกันผลิต พ่อแม่ใหญ่ก็ผลิตลูก ไอ้ลูกมันก็ผลิตลูกไอ้หลานก็ผลิตลูก ผลิตกันออกมาถึงป่านนี้ตั้ง ๒๐๐ เศษ ลองคิดดูแล้วก็ต้องไม่ยอมให้สุนัขที่อื่นเข้ามาปน เพราะเกรงว่า เจ้าพวกนี้ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน มันจะกัด ต้องอยู่ในขอบเขต ค่ายา ค่ารักษาโรค ปีละมาก ๆ ค่าอาหารก็ปีละมาก ๆ แต่ว่าสุนัขชุดนี้มันมีบุญ มีคนสงเคราะห์ ให้สตางค์ค่าอาหาร ค่ายารักษาโรคอยู่เสมอ จนกระทั่งมีทุนฝาก เอาดอกเบี้ยมาเป็นค่าอาหาร ค่ายารักษาโรค ก็ขอโมทนา ท่านด้วยนะ
คนหลายท่านที่ต่างคนต่างทำบุญมา สมัยที่ท่านยังมีรายได้ดีคนละไม่น้อยนะ อย่างน้อย ๆ คนละ ๓,๐๐๐ -๔,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ก็มี บางราย (มีอยู่ ๒ ราย) ๕๐,๐๐๐ ก็เลยฝากเอาเงินดอกเบี้ยมาใช้เป็นค่าอาหาร ค่ายารักษาโรค และยามที่โรคระบาดมันเกิดขึ้นก็ต้องพาสุนัขวิ่งไปหาหมอ นั่งรถไปหาหมอกันเกือบทุกวัน เวลานี้เด็กศึกษาสัตวบาลได้ ก็เบาตัวไป และเอาคำแนะนำเรื่องยาจากหมอ
นี่ก็เป็นอันว่า วันนี้มันก็เหลือเวลาอีก ๑๑ นาที ก็มานั่งคุยกันถึงกรณีพิเศษว่า สุนัขที่พระเลี้ยงหรืออยู่กับพระนี่ มันตายแล้วเป็นเทวดาได้ แต่ความจริงก็มีเจ้าขุนตัวเดียวแหละ ที่เป็นเทวดาแล้วอยู่ไกล เห็นภาพยืนสง่างามมาก ชฎาก็สวยงามมาก แต่ยืนอยู่ไกล แต่ทุกตัวที่ตายไปแล้ว เห็นเมื่อไรเข้าอยู่ใกล้ ๆ เขาจะรายงานว่า เวลานี้ไปอยู่ที่นั่น อยู่ที่นี่ 
ถ้าพูดอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้อ่าน และผู้ฟังอาจจะสงสัยว่า ทำไมยกย่องว่า หมาเป็นเทวดา หมาเป็นนางฟ้า แล้วคนล่ะ ก็ต้องขอตอบว่า ก็ตามใจท่านสิ ท่านก็มีความรู้กันอยู่แล้ว ตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอนว่า ทำบุญแบบไหนไปเกิดเป็นพรหม ทำบุญแบบไหนไปนิพพาน ทำบาปแบบไหนไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน
ที่มา หนังสืออ่านเล่นเล่ม15




ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view