.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

หลวงพ่อเล่าเรื่อง...ทาน

หลวงพ่อเล่าเรื่อง...ทาน

ทาน 4 ส่วน

หลวงพ่อค่ะ แล้วที่เขาบอกว่าก่อนจะเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนก่อน หมายความว่าอย่างไรคะ.....?

ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่าต้องแบ่ง 4 ส่วน คือ
1. ชำระหนี้เก่า
2. เป็นเจ้าหนี้ใหม่
3. ฝังไว้
4. ทิ้งเหว
ชำระหนี้เก่าคือ คือบิดามารดาและผู้มีพระคุณ ต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง
เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชายต้องสงเคราะห์ใช่ไหม
ฝังไว้ สร้างความดีในส่วนกุศล
ทิ้งเหว คือกิน
ทั้ง 4 อย่างนี้ ใช้ 4 หารไม่ได้นะ ต้องดูความเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยเกินไปมันจะเดือดร้อนมันเบียดเบียนตัวเอง ต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม
การทานพระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าให้เบียดเบียนตัวเอง ถ้าเบียดเบียนตัวเอง อัตตกิลมถานุโยค เป็นการทรมานตัว
และการให้ทานพระพุทธเจ้าให้ดูอีกว่า ควรให้หรือไม่ควรให้ ถ้าให้ในเขตของคนเลวอานิสงค์น้อย อาจจะไม่มีเลย รู้ว่าคนนี้ควรจะให้เราก็ให้ ถ้าไม่ควรให้เราก็ไม่ให้ ให้แล้วไปกินเหล้า เมายา ไปสร้างอันตรายกับคนอื่นเราไม่ให้ดีกว่า เป็นการต่อเท้าโจร
เวลาจะให้ท่านว่างกฎไว้อย่างนี้
1.ผู้ให้บริสุทธิ์
2.ผู้รับบริสุทธิ์
3. วัตถุทานบริสุทธิ์
ของดีก็ตาม ของเลวก็ตามมีอานิสงค์มาก อานิสงค์คือความดี ความชื่นใจมาก
ถ้าผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ วัตถุทานไม่มีความบริสุทธิ์ ความดีน้อยลง 
แต่ผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับไม่บริสุทธิ์ วัตถุทานไม่บริสุทธิ์ ให้บาทหนึ่งจะได้สักสตางค์หรือเปล่าก็ไม่รู้
รวมความว่าต้องบริสุทธิ์ 3 อย่าง ถ้าลดไปอย่างใด อย่างหนึ่งอานิสงส์ก็ลดตัวตัวลงมา ถ้าลดเสียหมดเลยก็ไม่มี
แต่ว่าทาน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อีกประเภทหนึ่งต้องครบ 3 กาลจึงจะมีอานิสงค์
อนาถบิณฑิกเศรษฐี
มีเรื่องเล่าว่าในสัมยหนึ่ง เมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจนลงเพราะเคราะห์กรรมบางอย่างทำลายท่าน เงินที่เขากู้ไปก็โกง ไอ้คนที่อยู่ภายในบ้านมันก็ขโมยของ ทรัพย์ที่ฝังไว้ชายทะเลชายแม่น้ำ แผ่นดินก็พังทรัพย์จมไปทั้งหมด ท่านจนขนาดข้าวเป็นเม็ดแทบไม่มีกิน ต้องกินปลายข้าว
แต่ว่าท่านศรัทธาของท่านไม่ถอย ท่านนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมไปด้วยพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ท่านก็เอาปลายข้าวละเอียดเรียกว่าข้าวปลายเกวียนต้ม แล้วก็เอาผักดวงเปรี้ยวๆเค็มๆ ทำมาถวาย พระพุทธเจ้า พุทธเจ้าก็ฉันแบบนี้เหมือนกัน
เวลาที่พุทธเจ้าฉันอยู่ท่านก็นั่งใกล้ๆ กราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเวลานี้ทานของข้าพระพุทธเจ้าเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าถามว่า เธอมีเจตนายังไง ก่อนจะให้เธอมีความรู้สึกยังไง ท่านจึงได้บอกว่า ก่อนจะให้เต็มใจพร้อมเสอม เตรียมใจก่อนแล้ว

ของเลวก็มีอานิสงส์


พระพุทธเจ้าก็ถามว่า ในขณะที่ให้เธอมีความรู้สึกยังไงท่านก็บอกว่า ในขณะที่ให้ท่านก็ปลื้มใจ พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่า เมื่อให้แล้วเป็นยังไง ท่านก็บอกว่า ให้แล้วก็เกิดความเลื่อมใส ดีใจว่าให้แล้ว พระพุทธจึงได้ตรัสว่า ดูก่อนเศรษฐี ลูขัง วา ปณีตัง แปลว่า ดี
ท่านตรัสว่า ถ้าคนให้มีเจตนาพร้อมเพรียงทั้ง 3 กาลคือ
1. ก่อนจะให้ตั้งใจว่าจะให้
2. ขณะที่ให้ก็ดีใจ
3. เมื่อให้แล้วเกิดความเลื่อมใส
อย่างนี้ของดีก็ตามของเลวก็ตาม ย่อมมีสงส์เลิศมีอานิสงส์
ถ้าหากว่าเราไม่รู้จะเลือกยังไง องค์นี้จะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์หรือเปล่า หรือเป็นพระโปเก พระเชียงกง ถ้าเราไม่รู้ ก็ถวายเป็นสังฆทานเลย เพราะสังฆทานมีอานิสงส์ มาก รองจากวิหารทาน
หลวงพ่อคะ กุศลชนิดใดที่มีอานิสงส์มากกว่าวิหารทานบ้างครับ.....? 
สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ การให้เป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
ธรรมทานนี่สูงสุดใช่ไหมครับ.....?
พระพุทธเจ้าท่านบอกที่สุด ชนะทั้งหมดไงล่ะ แต่ว่าธรรมทานเฉยๆ เกิดไปชาติหน้าก็อด อดจริงๆนะ เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว
ขาดทานบารมี
ในสมัยพระพุทธเจ้าเอง มีคนๆหนึ่งเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าศาสนาก็ขอบวช ตอนเช้าไปบิณฑบาต พระใหม่ก็ต้องเดินท้ายแถว พอเขาใส่บาตร พอจะถึงองค์ท้ายข้าวหมด คือเขาไม่มีเจตนาให้ไม่ทั่วนะ แต่เขาไม่เห็นองค์ท้าย เขาเทใส่บาตรรององค์ท้ายหมด
รุ่งขึ้นมาท่านอุปัชฌาย์ก็บอก เอ้า......วันนี้คุณเดินหน้า เดินหน้าสุด ส่วนชาวบ้านก็นึก เมื่อวานเราใส่หม้ามันไม่หลัง วันนี้เราใส่หลังมาก่อนดีกว่า แก้ตัวใหม่ แต่อุปัชฌาย์ท่าน รู้กฎของกรรม ถ้าบอกเฉยๆๆกลัวจะไม่เชื่อ
รุ่งขึ้นอีกวัน อุปัชฌาย์บอก คุณ.....วันนี้ยืนกลาง ถ้าชาวบ้านใส่หน้าใส่หลังก็ถึงแน่ พอวันที่สาม ชาวบ้านบอกวันก่อใส่ต้นไม่ถึงท้าย วันที่สองใส่ท้ายไม่ถึงต้น วันนี้แบ่งเป็นสองพวกเลย พอถึงตรงกลางเจ๊งอีแล้ว
พอวันนี้ที่สี่ อุปัชฌาย์ เอาใหม่ วันนี้คุณรองฉันชาวบ้านก็ใส่ทางหน้ามา ไม่เห็นองค์อีกที่สองอีก เลยมาใส่องค์ที่สาม
วันต่อมาอุปัชฌาย์ต้องเอามือจับบาตร จึงได้ข้าว เพราะอาศัยอดข้าว เพราะท่านอดแบบนี้ ท่านเลยได้เป็นอรหันต์ พระพุทะเจ้าทรงบอกว่า ท่านผู้นี้เมื่อเกิดไม่นิยมการให้ทานวัตถุ นิยมแต่ธรรมทาน หมายความว่านิยม แต่ ปรมัตถธรรม อย่างเดียว มี ศีล สมาธิ ปัญญา ทานไม่มี
นี่เห็นไหม เกือบจะพังอยุ่แล้ว แต่นี่พูดถึงเรื่องทานนะ ศีลก็ต้องรักษาเป็นเขตไป ถ้าทำลายศีลเป็นฌานสมาบัติ เป็นสีลานุสสติกรรมฐาน บุญก็สูงกว่านั้นอีก
ถ้าหากว่าทำจิตให้เกิดปัญญา ตัดกิเลสได้ ก็สูงกว่านั้นอีก ถ้า ตัดกิเลสซึ่งเรียกว่าสังโยชน์ 3 ข้อ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี ตัดกิเลสในสังโยชน์ได้ 5 ข้อ เป็นพระอนาคามี ตัดได้ 10 ข้อเป็นอรหันต์


ธรรมปฏิบัติเล่มแปด โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

(พระมหาวีระ ถาวโร ) วัดจันทาราม จ. อุทัยธานี
view