.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

การชำระหนี้สงฆ์

การชำระหนี้สงฆ์


การชำระหนี้สงฆ์

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อุทัยธานี

หลวงพ่อสอนให้ลูกศิษย์ และญาติโยมรู้จักชำระหนี้สงฆ์ และแนะนำให้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์พร้อมทั้งนำ เกร็ดความรู้ที่ได้ ประสบมาเล่าให้ฟัง เพื่อจะเป็นประโยชน์ ต่อท่านทั้งหลายจะได้นำประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง อีกทั้งจะได้เป็นเครื่องป้องกัน ตัวเอง และผู้อื่นไม่ให้กระทำความชั่วต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับของพระ สงฆ์อีก ท่านเล่าในหนังสือประวัติหลวงพ่อปานว่า 
"ของทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่า เป็นสมบัติของสงฆ์แล้ว จะเป็นสิ่งของ หรือวัตถุเครื่องใช้อะไรก็ตาม จะมีราคามาก หรือน้อยก็ตาม ผู้ที่นำไปใช้โดยพละการหรือทำสิ่งของเหล่านั้นเสียหาย จะต้องนำสิ่งของเหล่านั้น มาทดแทน ให้เหมือนเดิม ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ล่วงละเมิด ลงสู่อเวจีมหานรกได้โดยง่าย"
อย่างวัดร้างที่ปรากฏว่า เป็นที่ดินเปล่า ไม่มีฐานะแสดงว่า เป็นวัด หรือบางแห่งแสดงฐานะว่า เป็นวัดแต่อยู่ในป่าในดงหรือ วัดที่มีฐานะอยู่ก็ตาม เราจะนำสิ่งของอะไรมาก็ตามในเขตนั้นเป็นของสงฆ์หรือว่าถ้าใครยึดแผ่นดินของสงฆ์ไว้ เป็นสมบัติ ส่วนตัวละก็ ถือว่า ซวยขนาดหนัก แบบนี้ มีผู้เรืองอำนาจรุกรานสงฆ์ เคยตกนรกขั้นขุมที่ 7 มาแล้ว ขุมนี้หนักมาก รองจาก อเวจีมหานรก เพราะอะไร เพราะ บุกรุกที่ดินของวัด ถึงแม้จะไม่มีเจตนาโกง วัดก็เป็นวัดร้าง แต่ไม่รู้ว่า เป็นวัดร้าง แค่นี้ก็ ตกนรกขุมที่ 7 จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่ เจตนาไม่ได้ มีความผิดหมด หรือว่า มีไม้ลอยมาหน้าบ้าน เราเห็นว่า ไม่มีเจ้าของ เอาเข้ามาทำฟืน แต่ถ้าไม้นั้นมาจากวัด ก็เป็นไม้ของสงฆ์ไปเอาเข้ามันก็บาป ต้นหญ้าต้นฝาง ที่มันอยู่กลางทุ่งสถานที่นั้นอาจ จะเคยเป็นวัดมาก่อนก็ได้ เขาเคยถวายเป็นของสงฆ์ แต่ว่า สภาพของวัดมันสูญไป ของที่อยู่ในนั้นทั้งหมด แม้แต่แผ่นดิน ก็ยังเป็นของสงฆ์ เราไปเอาต้นไม้ต้นเดียวมาก็บาป แล้วโทษของสงฆ์ หนักมาก เรียกว่า ขั้นอเวจีขั้นเดียว มีระดับเดียว ระดับอื่นไม่มี 
หลวงพ่อปานท่านก็ชวนชาวบ้านชำระหนี้สงฆ์ว่า ใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง ด้วยจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม เอามารวมกัน แล้วประกาศต่อหน้าสงฆ์ ขอชำระหนี้สงฆ์ คือ วัดร้างที่ปรากฏมีเป็นวัดก็ตาม หรือไม่ปรากฏเป็นวัดก็ตาม วัดที่มีพระก็ตาม วัดไหนก็ได้ ทำไปโดยเจตนาว่ารู้ว่าเป็นของสงฆ์ก็ตามไม่รู้ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้น ย่อมไม่ทราบค่าราคาของ ถือว่าเป็นของเล็กน้อย ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงินเท่านี้ ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายเห็นสมควร ก็ขอให้พร้อมกัน ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลาย ไม่ เห็นสมควรก็ขอให้นิ่งอยู่ ถ้าพระหมดสาธุพร้อมกัน เป็นอันว่าใช้ได้ ชำระกันแบบนี้ทุกปี ท่านบอกว่า ค่อย ๆ ทำไป เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องหนัก 
ในเมื่อพระสงฆ์สาธุ ท่านจะมอบเงินจำนวนนั้นเป็นสมบัติของสงฆ์ เป็นสิทธิของสงฆ์ที่พึงใช้ จะใช้ได้ก็ต้องเอาเงินจำนวน นั้นไปใช้ในการก่อสร้าง หรือบำรุงสงฆ์ ท่านทั้งหลาย อาจสงสับว่า ของต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งก่อสร้างก็ดี วัสดุเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดี หรือต้นไม้ใบหญ้าก็ดี ของที่อยู่ในวัดทั้งหมด ถ้าหากรื้อหรือนำไปใช้แล้ว เกิดชำรุดเสียหาย ทำไมเราจะต้องสร้างแทนของเดิม ทั้งนี้เพราะทรัพย์สินต่างๆ ที่เขาสร้างไว้ในวัด เขาไม่สร้างให้พระองค์ใดองค์หนึ่ง เขาสร้างถวายบูชาพระพุทธเจ้า คำ ว่าของสงฆ์นี่น่ะ ต้องหมายถึง พระพุทธเจ้าเป็นประธาน เป็นของส่วนกลาง ไม่มีใครหรอกที่จะถือสิทธิ์ว่า เป็นของฉันจะมาชี้ว่า สมบัตินี้เป็นของฉัน เป็นของส่วนตัว ถ้าทำอย่างนั้น จะต้องลงนรกหมด เรื่องนรกนี้ เขาไม่เว้นใครหรอก 
ของในวัดก็เหมือนกัน ถ้าพระองค์ใดปลูกไว้ถ้าเขาสึกแล้วก็ตามเขาตายแล้วก็ตาม ของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ถ้าว่าเขาตาย หรือสึกไปแล้ว พระองค์ใดองค์นหนึ่ง จะถือเป็นทายาทกันเองก็ดี ใช้เองก็ดี ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเป็นของสงฆ์เสียแล้ว เวลาจะกินจะใช้ต้องประชุมสงฆ์ ต้องลงมติอนุมัติจึงถือว่าไม่เป็นโทษ 
ก็มีตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ มีพระองค์หนึ่ง ชื่อ พระอาจารย์ทิม สำหรับอาจารย์ทิมนี่ รุ่นเดียวกัน อยู่ที่สุพรรณบุรี เป็นนักก่อสร้าง พระองค์นี้เป็นพระดีมากระเบียบวินัยก็ดี เจริญสมถภาวนาก็ดี แต่ว่าโทษมันมีอยู่อย่างหนึ่งแกป่วยครั้งหลังสุด กำลังก่อสร้างโบสถ์ สตางค์ส่วนตัวแกไม่มี หมอเขาบอกว่า ต้องต้มยาหม้อในราคา 60 บาท ท่านก็เลยขอยืมเงิน ที่เขาสร้างโบสถ์ก่อน ฉันหายแล้ว เวลาใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะใช้คืน 
พอปี 2508 ดันตายเสียได้ "ไอ้เงิน 60 บาท ดันเป็นพิษ พระทิมไปนั่งจ๋อที่นักพระยายม" เวลาทุ่มเศษๆ กำลังนอน สบายๆ เห็นเทวดาองค์หนึ่ง เป็นพวกวชิระ มายืนปลายเท้า กราบ กราบ 
ถามว่า "มาทำไม" เขาบอกว่า "ท่านใหญ่ให้นิมนต์ไปพบครับ" 
เลยบอกว่า "แกไปข้างหน้าฉันตามไป" 

ตามไป หน่อยเดียวแกบอกว่า "เดี๋ยว ผมต้องไปตามอีก 2 องค์ แกไปตามอีก 2 องค์ "
เราก็ตรงไปพอถึงก็พบท่านทิม อยู่ที่ สำนักพระยายม จึงถามว่า "ไง....มานั่งอยู่ที่นี่เล่า" 
แกก็บอกว่า "เป็นหนี้สงฆ์อยู่ 60 บาท "

ถามว่า "คนอย่างแกเป็นหนี้สงฆ์ด้วยเรอะ" แกบอก "เป็นหนี้ตอนใกล้ตาย เพราะหมอที่สั่งยามาให้ แต่ไม่มีเงิน ทุ่มเทเอาไปสร้างโบสถ์หมด ไอ้เงินส่วนตัวจริงๆ นี่เรียกว่า ตามอัธยาศัยมันไม่เหลือ ก็เอาเงินส่วน นี้เขาไปซื้อยา "
จึงเข้าไปถามลุง (พระยายม) ถามลุงว่า "ยังไงนี่" 
ลุงบอกว่า "ยังไม่ว่าไง เดี๋ยวค่อยว่า คอยอีกสององค์ก่อน ยังไม่สอบสวน " 

ถ้าสอบสวนไม่ได้ ของสงฆ์นี่หนักมาก ปิดปากเลย ถ้ากรรมดีละก็หนัก ปิดปาก กระเบื้องอันเดียวกันปิดปากเลย เรื่องบุญนี่ พูดไม่ได้เลย 
พออีกสององค์ไปถึงเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เรียกอาจารย์ทิมเข้าไปถามว่า "ท่านเองเงินสงฆ์ไปใช้ 60 บาท ใช่ไหม" ท่านตอบว่า "ใช่" ไปใช้เพื่ออะไร" บอกว่า "มันป่วย หมอเขาสั่งยามา "
จิตคิดอย่างไร" จิตคิดว่า ถ้าใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะชำระหนี้สงฆ์ แต่นี่ยังไม่ทันชำระใช่ไหม" แกตอบว่า "ใช่" แล้วท่านถามว่า "จะว่าอย่างไร" ท่านบอกว่า "ไม่มีเรื่องจะว่า" 

ลุงพุฒ ท่านก็หันมาถามพวกเราว่า "ท่าน 3 องค์จะว่าอย่างไร" บอกว่า "ยังมีเรื่องว่าอยู่" "ว่ายังไงล่ะ" "ทำอย่างพระองค์นี้จะต้องไปเป็นพรหม เขาได้ฌานสมบัติ ควรจะไปเป็นพรหม" 

ท่านก็เลยบอกว่า "เวลาตายก่อนจะดับจิต อารมณ์อยู่ในฌานฌานยังตั้งไม่ได้" 
เลยถามว่า "ไอ้เรื่องนี้พอจะอภัยกันได้ไหม" 

ท่านก็เลยบอกว่า "ของสงฆ์อภัยให้กันไม่ได้ มันต้องชำระหนี้สงฆ์" 
ก็บอกว่า "ต้องสร้างพระพุทธรูป 1 องค์ หน้าตัก 12 นิ้ว" 

เราเลยบอกว่า "เรื่องเล็ก เอาสัก 10 องค์ก็ยังได้" ท่านบอกว่า "องค์เดียวพอ" 
แล้วพระอีกสององค์ท่านก็รับไปคนละองค์ รวมเป็น 3 องค์ เราบอกว่า "อย่างนี้ ฮ้อ ตกลง" ท่านก็เลยบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นไปได้ตามผลของความดี" 
ตอนนั้นเลยบอกกับท่านทิมว่า "อย่าเพิ่งไป อยู่ที่นี่ก่อน" 
ถามลุงว่า "การสอบสวนขอพักเดี๋ยวได้ไหม" 

ท่านบอกว่า "ได้" เราก็เลยบอกท่านทิมว่า "จำอารมณ์หนึ่งได้ไหม" 
เขาถามว่า "อะไรล่ะ" ก็เลยบอกว่า "เอกัคคตารมณ์กับอุเบกขาน่ะ" บอก "จำได้" "จำได้ก็ขอไปตามนั้น" 
นั่นมันฌาน 4 ท่านทิม เลยไปเป็นพรหมชั้นที่ 11 ถ้าไปตอนนั้น ก็ไปด๊อกแด๊ก อยู่แค่ กามาวจร ต้องช่วยกระตุกตรงนี้ มัน พ้นตอนที่เรารับปากจะให้ อารมณ์ที่ปิดปากอยู่ก็หมด ลุงพุฒ แกตั้งใจช่วยเลยให้คนมาตาม ไม่ได้ตั้งใจคอยใคร ขนาดมาตามเลยนะ ที่ตามก็มีพระอยู่ 2 องค์ อีกองค์หนึ่ง เป็นพระอยุธยาหนุ่ม เลยละองค์นั้น ตอนนั้น ฉันก็อายุสัก 40 กว่าๆ องค์ที่ อยู่อยุธยา ก็อยู่ในเกณฑ์ 30 เศษๆ แต่ไม่รู้ว่า วัดไหน รูปร่างสูงๆ ดำๆ อีกองค์หนึ่ง รูปร่างหน้าตาดี ไม่รู้อยู่วัดไหน เวลาไป ตามก็มี 3 องค์ เลยเล่นกำไรเสียเลย พระพุทธรูป 12 นิ้ว กับคนที่จะไปพรหม ราคามันไม่เท่ากันใช่ไหม เราสร้างพระ 12 นิ้วเดี๋ยวเดียว ไอ้คนที่บำเพ็ญบารมีเป็นพรหม มันง่ายเสียเมื่อไหร่ล่ะ 
คราวนี้มันก็มีปัญหาอยู่ว่าทำไมท่านจึงเจาะจงมาเอาฉันไปช่วย ถ้าลงได้เป็นแบบนี้ละก้อจะต้องเป็นเครือเดียวกันเป็นพวก เดียวกัน เดินทางแนวเดินกัน อาจารย์ทิมกับฉันรู้จักกันมานาน ตั้งแต่ ตอนบวชอยู่ใหม่ๆ ส่วนอีก 2 องค์ไม่รู้ว่า เขารู้จักกัน มาเมื่อไหร่ แต่ทั้งสององค์นั้น บ้าๆ บวมๆ เหมือนกัน เงินส่วนตัวไม่มี ฉันถามอีกองค์หนึ่ง ที่รูปร่าง หน้าตาดี ๆ บอกว่า อยู่สิงห์บุรี จากนั้นฉันก็ไม่ได้สนใจ ถามถึงปฏิปทา เขาก็บอกว่า ผมกับท่าน บ้า ๆ บวมๆ เหมือนกัน สตางค์ไม่เหลือ อาจารย์ ทิม ก็บ้าเหมือนกัน แต่ดันบ้าตายก่อน มันจะลงนรก เราให้ลงไม่ได้ ทีนี้วิธีกระตุ้นๆ นิดเดียว ถ้าบอกว่า อาจารย์ทิม เริ่มนั่งเข้าฌานละก็ซวยเลย ใครจะไปเข้าฌานได้ยังไง เขาต้องถามถึงอารมณ์ เดิมนิดเดียว ถามว่าจำอารมณ์หนึ่งได้ไหม เอกัคคตา กับ อุเบกขา 
บอกจำได้เท่านี้ก็พอแล้ว จำได้เป็นฌาน 4 สภาพก็เป็นพรหม ตัวแกก็เป็นพรหมแจ๋ว เลยบอกไปตามอัธยาศัย ข้าจะกลับวัด เดี๋ยวลูกศิษย์ข้าคอย ที่เล่าให้ฟังนี่ มันเป็นเรื่อง ของผู้ที่ไม่มีเจตนาโกงเงินสงฆ์ ไอ้พวกที่มีเจตนาโกง ไม่มีทางช่วย เรี่ยไร มา 10 บาท เอาของเขาไปใช้ 9 บาท 90 สตางค์ อีก 10 สตางค์ ก็เอาเข้ากระเป๋าอย่างนี้ ลงอเวจีมหานรก 
ของสงฆ์นี่ แม้แต่กระเบื้องแตก ๆ ก็เก็บไม่ได้ ของที่สงฆ์เขาไม่ใช้ แล้วเห็นว่า มันดีนี่เอาไปบ้านหน่อย อย่างนี้ เอวังตกดัง ตูม อเวจี และก็มีอีกเรื่องหนึ่ง 
ในสมัยของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระวิปัสสีทศพลสมัย พระวิปัสสีนั้น มีพระอยู่ 4 องค์ เวลานั้น ข้าวยาก หมากแพง ฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวที่บ้านเขาอาจจะมีมาก แต่ว่าข้าวที่วัดมีน้อย พระพวกนั้นมีเพื่อนมาหาข้าวที่จะกินเข้าไปมัน ไม่พอข้าวส่วนตัวไม่มี ก็มีข้าวสารของสงฆ์ ไปนำข้าวสารของสงฆ์มา เมื่อได้ข้าวสารของสงฆ์มาคนละทะนานแล้ว ก็มาหุง เลี้ยงเพื่อนคิดในใจว่า ถ้าเราได้ข้าวสารมาใหม่เราก็จะชำระหนี้สงฆ์ คือว่าเราจะใช้หนี้ให้ แต่ในเมื่อยังไม่ทันจะใช้หนี้พระ 4 องค์นั่นก็ตาย ตายทั้ง ๆ ที่ยังมีเจตนาว่า จะชำระหนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ชำระ 
ตายแล้วไปไหน ปรากฏว่า ไปไหม้อยู่ในอเวจีมหานรก สิ้นพันปีนรก เมื่อพ้นจาก อเวจีมหานรกแล้ว ก็ตกนรกบริวารผ่านมา 4 ขุมแล้วก็ยมโลกีนรกอีก 10 ขุมมาเป็นเปรต เปรตนี้จัดเป็น 12 ระดับ ระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 11 ไม่มีโอกาสจะได้โมทนา บุญของชาวบ้านที่ทำให้ ระดับที่ 12 ที่เรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต ตอนนั้นมีโอกาสในระหว่างที่เป็นเปรตระดับที่ 1 ถึงที่ 11 ก็พบพระพุทธเจ้าหลายองค์ 
ถามท่านว่า เมื่อไหร่ข้าพระพุทธเจ้าจะได้กินข้าว กินน้ำเสียที เห็นน้ำเข้าวิ่งไปน้ำก็หายกลายเป็นทะเลเพลิง เห็นข้าวอยากจะกิน วิ่งเข้าไป ก็ปรากฏว่า เป็นทรายแล้วก็เป็นไฟลุก กินไม่ได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ก็ทรงพยากรณ์ว่า เมื่อไรพระพุทธ เจ้า ทรงพระนามว่า พระสมณโคดม อุบัติขึ้นในโลก ในตอนนี้แหละญาติของเจ้าชื่อว่า พระเจ้าพิมพิสารจะบำเพ็ญกุศลแล้ว เธอหมดทุกคน ได้รับโมทนา ก็จะพ้นทุกเวทนาเสียที เปรตทั้งหลายเหล่านั้นคอยกันมานาน 
จนกระทั่ง เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงอุบัติ พระเจ้าพิมพิสารถวาย พระเวฬุวันมหาวิหาร แล้วก็ถวายทาน แก่พระพุทธเจ้า พร้อม ด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด เมื่อถวายทานแล้ว ก็ไม่ได้กรวดน้ำ ไม่ได้กรวดซีเพราะไม่รู้ ตอนนั้นมันเป็นการทำบุญคร้งแรกยังไม่ รู้ว่า ทำบุญแล้วกรวดน้ำกันได้ผล 
เปรตทุกคนที่คอยอยู่ ก็นั่งตั้งท่าจะโมทนา เห็นพระเจ้าพิมพิสารไม่กรวดน้ำให้ ก็เดือดร้อน กลางคืนเข้ามา ในพระราชนิเวศน์ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ไม่เห็นตัว เป็นพระโสดาบัน แต่ท่านไม่เห็นตัว ก็เลยร้อง เมื่อร้องขึ้นมา พระเจ้าพิมพิสารก็ตกใจ แปลกใจว่า เสียงอะไรไม่ทราบมาร้องกึกก้อง ในเมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ตกใจในตอนเช้าก็ไปหาพระพุทธเจ้าไปถามว่าเมื่อ คืนนี้ไม่รู้เสียงอะไร มันร้องกรี๊ดกร๊าดๆ ในพระราชฐาน ไม่เคยได้ยิน
พระพุทธเจ้าก็เล่าความนั้นให้ทราบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เปรตเป็นญาติของพระองค์ต้องการโมทนาบุญ เมื่อวานนี้พระองค์ทรงทำบุญแล้ว ไม่ได้กรวดน้ำอุทิศให้ คำว่า อุทิศ แปลว่า เจาะจง นะอุทิศนี่นะ เขาแปลว่า เจาะจงให้เฉพาะ พระเจ้าพิมพิสาร จึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด ไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์ ตอนนี้เมื่อพระพุทธเจ้า ฉัน เสร็จก่อนจะโมทนา พระเจ้าพิมพิสารก็กรวดน้ำ 
ใช้คำว่า อิทังโนญา ตีนังโหตุ แปลเป็นใจความว่า ขอผลทานนี้ จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า เท่านี้นะละ การกรวดน้ำ ครั้งแรกเปรตทั้งหลายเหล่านั้น ตั้งท่าคอยอยู่แล้ว ได้รับโมทนา เมื่อได้โมทนา แล้วร่างกายทิพย์หมด มีความอิ่มเอิบ มีความสวยสดงดงาม ร่างกายเทวดา แต่ว่า เป็นเทวดาชีเปลือย ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีผ้านุ่ง เพราะอะไร เพราะว่า ในสมัย ก่อนเมื่อจะตาย ไม่ได้เคยทำบุญ ถวายผ้าผ่อน ท่อนสไบ ไว้ในพุทธศาสนา เมื่อร่างกายสวย แต่ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีกางเกง นี่มันก็แย่เหมือนกันก็เดือดร้อน ตอนกลางคืนจึงเข้ามาหาพระเจ้าพิมพิสาร แสดงตัวให้ปรากฏ แต่ว่าตอน ยืนน่ะ สงสัยนะว่า จะยืนหันหลังให้ คงไม่ยืนหันหน้าหรอก คงจะอายเหมือนกัน พระเจ้าพิมพิสาร แปลกใจว่า คนอะไรสวยก็สวย แต่แก้ผ้าไม่มีเสื้อไม่มีผ้า 
ตอนเช้าไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า พวกเปรตพวกนั้นแหละเป็นเทวดา แต่ไม่เคยถวาย ผ้าไตรจีวรไว้ใน พุทธศาสนา เพราะอาศัยบารมีที่พระองค์ให้อาหารเป็นทาน เขาก็มีแต่ร่างกายสวยงามผ้าจึงไม่มี พระเจ้าพิมพิสาร ถามว่า ทำไมเขาจึงจะได้ผ้า ท่านก็บอกว่าต้องถวายไตรจีวรแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลให้เขาจะได้เครื่อง ประดับอันเป็นทิพย์ พระเจ้าพิมพิสารก็ทำอย่างนั้นแต่ พอได้เครื่องประดับแล้ว เทวดาก็มาแสดงตัวให้ปรากฏแล้วนับตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมา ก็เลยไม่รบกวนอีก 
นี่เล่าถึง เรื่องของสงฆ์ ให้ฟังนะว่า มีเจตนาขอยืม ยังมีโทษขนาดนี้ แต่ถ้าหากว่า เราไปเอามา โดยไม่ขอยืม มันจะมีโทษ ขนาดไหน 
และอีกเรื่องหนึ่ง กากะเปรต สมัยที่เกิดเป็น กา แย่งข้าวในขันที่เขานำไปจะถวายพระ ข้าวสุกนั้นเขา นำไปยังไม่ถึงพระ ยังไม่ใช่ของสงฆ์ จะถือว่าเป็นของชาวบ้านก็ไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจถวายสงฆ์แล้ว กรรมเล็กน้อยเพียงเท่านี้ตายแล้วไปลง อเวจี แล้วถามมาเกิดเป็นเปรต 
ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ คนที่กินข้าวที่พระอนุญาตแล้วทำไมถึงตกนรก และพระที่ให้ก็ต้องตกนรกด้วยครับ 
หลวงพ่อ : "ถ้าอาหารที่พระให้ ต้องเป็นของที่ญาติโยมถวายเฉพาะองค์นั้นไม่มีโทษแน่ แต่ที่เป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอาหาร ที่ เขาถวายเป็นส่วนกลาง คือ เป็นของสงฆ์ ของสงฆ์นั้นพระองค์ใดองค์หนึ่งไม่มีสิทธิ์ให้นอกจากสงฆ์จะประชุมตกลงให้พระ องค์นั้น เป็นผู้จ่ายแทนสงฆ์ ตัวอย่างของสงฆ์เช่น อาหารวันพระที่มี ข้าวใส่บาตรเหลือมากๆ แล้ว ทายกใส่ถ้วยเอาไปบ้าน โดยที่คณะสงฆ์ ไม่มีส่วนรู้เห็น อย่างนี้ แม้แต่เจ้าอาวาสเอง ยังไม่มีสิทธิ์ให้ตามลำพัง 
บางทีกินอาหาร ที่พระฉันเหลือ ถ้าพระอนุญาตแล้ว ไม่มีโทษ (สำหรับญาติโยมที่ไปในงาน ทางวัดเขาตั้งใจเลี้ยงก็ไม่เป็นไร) แต่บางท่านก็หยิบของที่พระฉันแล้วเอามาเฉย ๆ บางท่านก็ขอเอาดื้อๆ ให้หรือไม่ให้ก็ตาม ออกปากขอ แล้วยกไปเลย พระยังไม่ทันอนุญาต ท่านทายกประเภทนี้ ท่านช่วยยก คนที่กินกับท่าน ลงอเวจีแบบสะดวก เมื่อจะขอต้องดูว่า อาหารมาก ไหมถ้ามากจนเหลือเฟือ ก็ขอให้พระท่านให้ ตามความพอใจของท่าน เพราะท่านอาจจะมีกังวล นำอาหารไปให้ใคร ที่ท่าน มีภาระต้องเลี้ยง ถ้าถือเอาตามความพอใจ ก็ต้องถือว่า แย่งอาหารจากพระมีโทษ 100 เปอร์เซ็นต์ 
และ อาหารถวายพระพุทธรูป ก็เหมือนกัน อาหารประเภทนี้ ดูเหมือนจะเป็นเหยื่อล่อให้ทายกลงอเวจี สะดวก สบายมาก อาหารที่เขานำมาวัด เขาตั้งใจถวายพระสงฆ์ การนำไป ถวายพระพุทธรูปนั้น เป็นความดี เพราะเป็น พุทธานุสสติ ด้วย เป็น พุทธบูชา ด้วย แต่อาหารประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้มาก เพราะ พระพุทธรูป ไม่ได้ฉัน ท่านจะฉัน หรือไม่ฉัน ก็ตาม อาตมาคิดว่า ทายกทายิกาไม่มีสิทธิ์จะกิน หลายวัดหรือส่วนใหญ่ ทายกมักจะเอาอาหารดีๆและมากๆ ไปทุ่มเทถวาย พระพุทธรูป 
เมื่อพระฉันเสร็จแล้วต่างก็ยกเอามากิน ตอนนี้ไม่ถูกด้วยประการทั้งปวง ต้องเอาไว้ถวายพระตอนเพลจึงจะถูก ทายก ทายิกาได้ เฉพาะอาหารที่เหลือเดนจากพระฉันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์สถาปนาตนเอง เป็น "ลูกศิษย์พระพุทธรูป" แต่ประการ ใด 
รวมความว่า ของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น คือ ของในวัดทุกประเภท ที่เขาภวายเป็นของสงฆ์แล้ว แม้แต่ ดอกไม้ ผลไม้ ในวัด เศษไม้ที่คิดว่า ทำอะไร ไม่ได้แล้ว เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่น เล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างจง อย่าคิดว่า ไม่ทำบาป แม้แต่ เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์ มีผลเสมอกัน เว้นไว้แต่ ดอกไม้ ผลไม้ ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัดถ้าท่านเจ้า ของยังอยู่ในเขตวัดนั้น และท่านอนุญาต อย่างนี้เอามาได้ไม่บาปด้วย ท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ ให้ได้ รับมาได้ ไม่มีโทษ ถ้าท่านผู้ปลูก ออกไปจากวัดนั้น หรือตายไปแล้ว ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง ไปเอามา มีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์ 
และอีกประการหนึ่ง วัดร้างที่ไม่มีพระอยู่ แต่มีสภาพเป็นวัด ถ้าเราไปนำมานิดเดียว แม้แต่ต้นหญ้าต้นเดียว เขาถือว่า เป็น หนี้สงฆ์ อันนี้อันตรายมาก สมัย หลวงพ่อปาน ท่านก็แนะนำ ให้คนชำระหนี้สงฆ์ บาทสองบาท สลึงสองสลึง บางคน ไม่มี เงิน เอามาทำงานแทน ทำอะไรก็ได้ ไม่บังคับ คือ ดายหญ้าก็ตามไม่เอา ค่าแรง" 
ผู้ถาม : "แล้วเรื่องพระชำระหนี้สงฆ์มีความเป็นมาอย่างไรครับ..?" 
หลวงพ่อ : "เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ฉันไปที่ศรีราชาญาติโยมเขาถามเรื่องชำระหนี้สงฆ์ ถ้าหลายๆชาติมาเราไม่รู้อะไรมาบ้าง ถามว่า จะถามอย่างไร ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พอตอบไม่รู้ ก็เห็นพระ ท่านลอยมา ท่านบอก "ถ้าจะชำระให้ครบถ้วน เป็น เงินเท่าไรก็ไม่พอให้สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก 4 ศอก" 

พระหน้าตัก 4 ศอก ถือว่า เป็นพระประธานมาตรฐาน ท่านบอกว่า "พระพุทธรูปนี่ ไม่มีใครตีราคาได้ ใช้ในการชำระหนี้สงฆ์ หนี้สงฆ์ที่แล้วๆมาถือเป็นการหมดไป" 
ฉันพูดแล้ว ก็กลับมาวัด ต่อมาพวกนั้น ก็ถามใหม่ว่า "สร้างพระองค์เดียวได้คนเดียวหรือกี่คน" ฉันก็ไม่รู้อีก ซิ ก็นึกถึงท่าน ท่านก็มาใหม่ ท่านก็บอกว่า 
"ถ้าไม่ปิดทองได้คนเดียว ถ้าปิดทองครบถ้วนได้ทั้งคณะ" 
คำว่า "คณะ" หมายความว่า บุคคลหลายคนก็ได้ ตัดบาปเก่า ถ้าสร้างใหม่ เอาอีกนะ สร้างหนี้ใหม่ต่อ เป็นหนี้ใหม่ เหมือน กันนะ 
ผู้ถาม : "ถ้าหากถามว่า เรามีสตางค์น้อย แล้วถวายพระจะได้ไหมครับ...?
หลวงพ่อ : ถ้าเรามีสตางค์น้อยๆ ก็ใส่ซองเขียนหน้าซองว่า ชำระหนี้สงฆ์" คือว่า ไม่ได้จำกัด ทำไปเรื่อย ๆ ให้สบายใจ บาท สองบาทตามกำลังที่จะพึงทำได้ เขาไม่ได้เกณฑ์ว่า จะสร้างพระนี่ เขาถามก็บอก ท่านมาบอก อัตรานี้โละกันเลยนะคือ ไม่ ใช่จะเกณฑ์ให้สร้างพระ เพราะทุนไม่พอใช่ไหม เราก็ทำไปเรื่อย ใจสบาย
มีสตางค์รับเงินเดือนมาทีทำ 5 บาท ใส่ซองถวายพระบอก "ขอชำระหนี้สงฆ์" ท่านไม่รู้ท่านใช้ผิดท่านลงนรกเองไม่ต้อง ห่วง ถ้าไปกินเป็นส่วนตัวละเรียบร้อย 
เงินชำระหนี้สงฆ์ มันมีค่ากว่า เงินสังฆทาน และวิหารทาน
ถ้าไปใช้เป็นส่วนตัวไม่ได้ ต้องใช้เป็นส่วนกลางอันตรายกับพระ แต่ช่างท่านเถอะ ถ้าบวชแล้วอยากโง่ให้ลงนรกไปใช่ไหม" 
ผู้ถาม : " ถ้ามีญาติโยม เอาเงินไปถวายพระ แต่พระก็เอาเงินไปปลูกบ้านบ้าง ให้ญาติโยม ไปออกดอก ออกช่อบ้าง อยาก ทราบว่าผลบุญที่ลูกได้ทำแล้ว จะมีอนิสงฆ์สมบูรณ์แบบ หรือไม่เจ้าคะ...? "
หลวงพ่อ : "เขาถวายเป็นของสงฆ์ใช่ไหม เขาถวายเข้าไปในวัดใช่ไหม แล้ววัดไม่ได้ทำอะไร แต่คนใน วัดเอาไปปลูกบ้าน เงินนั้นไปที่อื่นใช่ไหม เขาถวายอานิสงส์ มันได้ตั้งแต่ถวาย มีอานิสงส์ครบถ้วน นั่นเขา ครบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยนะ คนอื่น เอาไปใช่ไหม อย่าไปยุงกับเขาเลยนะ 
อานิสงส์ได้ ตั้งแต่เริ่มให้ ยิ่งให้ ก็ยิ่งอานิสงส์หนักขึ้น เวลาให้ต้องให้ด้วยตนเองใช่ไหม ขณะที่พระรับก็เกิด ธรรมปีติอิ่มใจ อานิสงส์มันเพิ่ม แต่ว่าคนที่นำเอาไปใช้พิเศษ คนนั้นลงอเวจีแน่" 

คัดมาจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับพิเศษ และหนังสือสมบัติ พ่อให้
ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อุทัยธานี


view