.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

อารมณ์พระอนาคามี ท้าวสหัมบดีพรหม

อารมณ์พระอนาคามี ท้าวสหัมบดีพรหม
อารมณ์พระอนาคามี

โดยท้าวสหัมบดีพรหม


ท้าวสหัมบดีพรหม เป็นหัวหน้าของพรหมทั้งหมด ท่านเคยเป็นพ่อของหลวงพ่อฤๅษี ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นลูก-หลานหลวงพ่อมาก่อน ก็ควรจะเรียกท่านว่า ท่านปู่ จุดนี้คือต้นเหตุแห่งกรรมผูกพันกันมาก่อนในอดีต ท่านจึงเมตตามาแนะนำสั่งสอนพวกเราให้ได้ดี พระธรรมคำสอนนี้ท่านเมตตาสอนไว้หลังจากที่หลวงพ่อท่านทิ้งขันธ์ ๕ ไปสู่พระนิพพานเมื่อ๓๐ ต.ค. ๒๕๓๕ ผมขอเล่าที่มาของพระธรรมนี้ย่อเพียงแค่นี้ ขอเน้นเอาแต่ความสำคัญของพระธรรมเป็นหลักใหญ่ โดยย่อดังนี้

๑. ท่านว่าไม่ยาก แค่กำหนดรู้อารมณ์ต่างๆที่มากระทบ อย่างราคะเกิดก็รู้ โทสะเกิดก็รู้ โมหะเกิดก็รู้ รู้ตามจริตหก แล้วก็ยกเอากรรมฐานแก้จริตมาใช้แรกๆก็อาจจะอืดอาดอยู่บ้าง กว่าจะนึกได้กิเลสมันก็จูงจิตไปไกลลิบแล้วแต่ใหม่ๆมันก็ต้องเผลอเป็นธรรมดา จงอย่าท้อถอยค่อยเอากรรมฐานแก้ แก้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็เป็นธรรมดาเพราะเรายังมีอารมณ์เผลอถ้าหากเสียท่ากิเลสก็จงอย่าไปเจ็บใจ บอกกับจิตว่าไม่เป็นไร คราวหน้าเอาใหม่ ที่แล้วมามันเป็นอดีตไปแล้ว

๒. ให้เอาอดีตที่แพ้ต่อกิเลสเป็นครู แต่อย่านำมาย้อนคิดให้เจ็บใจ เกิดความเศร้าหมองขึ้นในจิต เราไม่ควรทำ แต่จำไว้ว่า จะพยายามไม่เผลออีกเหมือนในอดีต

๓. ธรรมอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อย่านำมาพึงคิดปรุงแต่ง ให้เกิดอารมณ์ชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะอารมณ์จิตจริงๆแล้ว กระทบอยู่รู้อยู่แต่ในธรรมปัจจุบันก็พอจึงจัดว่าเป็นของแท้การอยู่ในธรรมปัจจุบันเราเป็นผู้กำหนดสิ่งกระทบต่างๆ จะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ก็รู้แต่ในธรรมปัจจุบัน วางอารมณ์จิตให้เข้าถึงกฎไตรลักษณ์ ไม่ยอมให้อารมณ์ชอบใจไม่ชอบใจเข้ามาครอบงำจิต จิตเราจะอยู่แต่ในธรรมอันเป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น โดยอาศัยปัญญาเป็นตัวคิดพิจารณา

๔. ธรรมะของพระพุทธเจ้า ทรงมีทั้งเหตุและผล รองรับอยู่ในธรรมแต่ละหมวดแต่ละข้อเสร็จสรรพขอให้จิตเข้าถึงธรรมจริงก็แล้วกัน เข้าถึงธรรมได้เมื่อไร จิตเราก็จะเป็นสุขเพราะวางอารมณ์ชอบใจและไม่ชอบใจลงได้ ไม่มีอะไรยากหากตั้งใจทำกันจริงๆ อย่าท้อถอยเสียก่อนก็แล้วกัน

๕. อย่าไปสงสัยธรรมพ้นโลกที่ยังมาไม่ถึง ให้เอาจิตมาสงสัยในปริศนาธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า มรรคนี้เดินอย่างนี้แล้วจะได้ผลอย่างนั้นดีกว่าค้นคว้าในสิ่งที่เป็นสาระธรรม หาความจริงในธรรมคำตรัสสอนให้ประจักษ์ ดีกว่าจะมานั่งคิดถึงอนาคตธรรมที่ยังมาไม่ถึงให้ปวดหัวเล่นๆ อารมณ์วิตกจริตจะเล่นงานหนัก จงอย่าทำอย่างนั้นอีก ธรรมใดที่ยังมาไม่ถึงก็จงละปล่อย-วาง มาสงสัยศึกษาในธรรมปัจจุบัน หาเหตุหาผลแห่งการเกิดอารมณ์จริตต่างๆให้พบเพราะธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ต้องรู้ต้องหาให้เจอต้นเหตุจึงจะแก้ได้ มาสงสัยอย่างนี้ดีกว่า ว่าทำไมจิตถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมอารมณ์ถึงเป็นอย่างนี้

๖.กิเลสมันเหมือนกับขโมยที่เล่นซ่อนหากับตำรวจ ตำรวจโง่ไม่สงสัยว่าขโมยมันมาได้อย่างไร ไปอย่างไร ซ่อนอยู่ตรงไหนจะเอาแต่ขี้เกียจนอนเนื่องอยู่ในสันดานเกิดใหม่แล้วตายอีกกี่แสนกัป ตำรวจก็จับขโมยไม่ได้ เพราะไม่ใช้ปัญญาตรวจสอบพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเกิดกิเลสนั่นเอง อันที่จริงตำรวจโง่ก็ชอบกินสินบน ไปเจอรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศเข้า ตำรวจชอบรับเละ ปล่อยให้สินบนมันจูงจมูกไปไม่ยอมทำหน้าที่จับขโมย อย่างนี้ก็มี

๗. ถ้าอยากเป็นตำรวจฉลาด ก็ต้องไม่เอียงซ้ายเอียงขวาไม่รับสินบนใดๆทั้งสิ้น ต้องมีคุณธรรมอยู่ประจำจิต มองเห็นกฎของความเป็นจริงอยู่ตรงหน้า เห็นเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ชอบใจ-ไม่ชอบใจเป็นทุกข์ต้องยอมรับในกฎไตรลักษณ์อยู่อย่างนี้ อย่าให้กิเลสมันหลอก อะไรดีก็ว่าดี ไม่ใช่ให้มันหลอก ไม่ดีก็ว่าดี ดีแล้วกลับว่าไม่ดีต้องวางใจเป็นกลางเสียให้ได้ นั่นแหละอารมณ์จิตจึงจะสงบ ค่อยๆทำ ค่อยๆพิจารณา อย่าใจร้อน คิดจะลุยลูกเดียว ไม่ดูกำลังใจของตน (บารมี ๑๐) เป็นคนประมาทไม่ทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไว้เสมอๆ ของง่ายๆยังทำไม่ได้ ก็จะเริ่มทำของยากๆเลยเหมือนกับเด็กที่ยังเดินไม่คล่อง ก็จงอย่าเพิ่งไปวิ่ง ประเดี๋ยวจะไปสะดุดก้อนกิเลสเข้า หัวทิ่ม หน้าคะมำ แขนขาหัก หัวแตกเอาได้ง่ายๆเอาล่ะ ก็มาบอกเตือนเอาไว้แค่นี้ ขอให้โชคดีปฏิบัติธรรมให้ได้ผลนะลูก


จากนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทรงเมตตาสอนเพิ่มเติมมีความสำคัญว่า

๑.ฟุ้งดีควรฟุ้ง แต่ฟุ้งเลวสงสัยในธรรมนั้นหาควรไม่

๒.ที่ยังระงับฟุ้งเลวไม่อยู่ มีสาเหตุจากพวกเจ้าไม่ยอมรับนับถือความตายอย่างจริงใจ มักจักมีความประมาทปล่อยลมหายใจเข้า-ออกให้หลงลืมสติอยู่เนืองๆ

๓.ให้เริ่มต้นใหม่เสีย ตั้งอารมณ์ของจิตให้ดีๆ พยายามสงบอารมณ์ของจิต อย่าให้สงสัยในธรรม โดยการรับรู้ลมหายใจเข้า-ออกให้มากๆ คิดถึงความตายที่จักเข้ามาถึงเจ้าเดี๋ยวนี้ อย่าไปคิดอื่นไกล

๔."มื่อความฟุ้งซ่านเกิด ก็จงหมั่นระงับด้วยอารมณ์นึกถึงความตายนี่แหละ เห็นความตายที่จักเข้ามาตัดรอนชีวิต การปฏิบัติธรรมยังไม่ถึงที่สุด มัวแต่ฟุ้งออกนอกลู่นอกทางตายแล้วเจ้าจักไปไหน ขอให้คิดดูให้ดีๆจงยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้นแก่จิตเถิด ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ขอให้ใคร่ครวญกรณีนี้ให้มากๆ

ขอสรุปต้นเหตุที่ยังเอาดีไม่ได้ โดยย่อๆดังนี้

๑.ชอบสงสัยธรรมที่ตนยังปฏิบัติไม่ถึง 

๒.พวกขี้สงสัย เวลาตายก็ตายไปพร้อมกับความสงสัย มีจิตเศร้าหมองก็ต้องกลับมาเกิดแล้วสงสัยต่อไปไม่รู้จบ

๓.ธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตัง ถ้าธรรมพ้นโลกจิตเรายังปฏิบัติไม่ถึง สงสัยไปก็มีแต่ขาดทุน เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ธรรมใดที่เธอยังไม่รู้ ยังไม่เห็น ก็ควรจะเชื่อท่านผู้รู้ผู้เห็นไปก่อน ต่อเมื่อเธอปฏิบัติจนเกิดผลแล้ว รู้เห็นได้ด้วยตนเองแล้ว เธอจักเชื่อหรือไม่เชื่อก็ย่อมได้

หมายเหตุ ธรรมในข้อ ๓ นี้ พระองค์สอนเฉพาะพวกที่มีศรัทธาในพระองค์อย่างแท้จริง คือ มีพระรัตนตรัย หรือมีพระพุทธพระธรรมและพระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งประจำจิตตลอดชีวิต กำลังปฏิบัติบูชาอยู่ด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา มิได้สอนพวกเดียรถีย์หรือพวกนอกศาสนาที่มาถามปัญหาพระองค์ พวกเหล่านั้นพระองค์จะสอนอีกแนวหนึ่ง คือ ใช้กาลามสูตร หรือเกสปุตตสูตร ที่เขียนเน้นจุดนี้ไว้ เพราะมีบุคคลที่ยังไม่รู้จริง รู้ไม่ถึงเอากาลามสูตรมาสอนชาวบ้านให้เข้าใจผิดๆ เพราะไม่รู้เจตนาของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นพระสัพพัญญูหรือมีพุทธญาณแต่ผู้เดียว ผู้อื่นไม่มี รายละเอียดมีอยู่มาก จึงขอเขียนไว้สั้นๆแค่นี้ก่อน

๔.สิ่งที่มีค่าสูงสุดในโลกทั้ง ๓ นี้ก็คือพระธรรม ในเมื่อพระองค์ทรงเมตตามาแนะนำพระธรรมให้ถึงตัวเราแล้ว เหตุใดเราจึงยังสงสัยในธรรมนั้นๆ เพราะความโง่หรือกฎของกรรมบังจิตเราไว้จึงยังมองไม่เห็นคุณค่าของธรรม

๕.ผู้ยังมีกิเลสมาก ก็เห็นทรัพย์สินเงินทองเป็นของมีค่า แต่ผู้ปฏิบัติธรรมจนจิตถึงธรรมแล้วจะเห็นว่า สิ่งใดๆในโลกนี้จะมีค่ายิ่งกว่าพระธรรมนั้นไม่มีเลย ใครจะมีเงินทองทรัพย์สินจนมีค่านับไม่ถ้วนตายแล้วเอาไปไม่ได้เลย ต่างกับพระธรรม ตายแล้วเอาไปได้ทุกคน

๖.จงหมั่นสงสารผู้ละเมิดพระธรรม เพราะเขาไม่มีโอกาสรู้ตัวว่าเขาเองก็อยู่ในพระธรรม แต่เป็นธรรมบทบัญญัติไหนล่ะ กุศลาธัมมา (ธรรมที่เป็นกุศล) อกุศลาธัมมา (ธรรมที่เป็นอกุศล) อัพยากตาธัมมา (ธรรมที่ไม่เป็นกุศลและอกุศล หรือธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง หรือไม่มีอุปาทาน)ทุกชีวิตอยู่โดยพระธรรมทั้งสิ้นกรรมหรือธรรมเป็นกฎตายตัว ใครทำสิ่งใดก็ย่อมได้สิ่งนั้นตอบสนองแน่นอน

๗.เรื่องอภัยทาน เป็นทานภายในที่มีค่าสูงสุด ชนะทานทั้งปวง ความจริงอภัยทานก็คือธรรมทานขั้นสูงสุด จริงอยู่ พระองค์ทรงตรัสว่า“การให้ธรรมเป็นทานชนะทานทั้งปวง”แต่ทรงตรัสเสริมว่าการให้อภัยทานเป็นบุญสุดยอดของธรรมทาน” ความสำคัญของอภัยทานอยู่ที่เราจะต้องทำให้เกิดขึ้นกับจิตของเราก่อนจึงจะเป็นของจริง แล้วจึงนำของจริงนั้นไปให้ผู้อื่นได้พระอริยเจ้าเบื้องสูงคือพระอนาคามีผลขึ้นไปถึงพระอรหันต์เท่านั้นจึงจะมีของจริง

ธรรมเรื่องนี้ละเอียดมาก หากเขียนมากโอกาสผิดพลาดก็มีมากด้วย เพราะผู้เขียนเองก็ยังไม่มีของจริง ยังเป็นแค่สัญญา (ความจำ) เท่านั้น จึงขอจบไว้เพียงเท่านี้

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view