.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

การใช้อารมณ์มโนมยิทธิให้เป็นประโยชน์

การใช้อารมณ์มโนมยิทธิให้เป็นประโยชน์


มโนมยิทธินี่เป็นหลักสูตรของอภิญญา

ขอได้โปรดทราบว่า ถ้าหากว่ากำลังใจของท่านดีนี่ ทุกคนก็มีโอกาสจะได้เหมือนกันหมด 
หากว่าท่านที่ยังไม่ได้ หรือได้ไม่คล่องแต่กลับไปที่บ้าน ไปหารือกับคนที่เขาได้แล้ว
ว่าเขาตั้งอารมณ์แบบไหนมันถึงได้
ว่าทำอารมณ์แบบไหน จึงมีความแจ่มใส

เพราะว่าการฝึก มโนมยิทธิ นี่ ถ้าพูดกันตามหลักสูตรจริงๆ ละก็ ถือเป็นของที่ยากมาก 
เพราะว่าเป็นอภิญญา อภิญญา ก็ดี วิชชาสาม ก็ดี จัดว่าเป็นหลักสูตรที่ยากอย่างยิ่ง 
คือว่าถึงแม้ว่าถ้าหลักสูตรนี้ยาก ถ้าเราทำได้ก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้โดยรวดเร็ว
เพราะว่าเป็นเครื่องมือสำหรับตัดกิเลสได้อย่างชัดเจน
ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้มีผลดีกว่าแบบ สุกขวิปัสสโก

แบบสุกขวิปัสสโก
สำหรับการปฏิบัติในด้าน สุกขวิปัสสโก นี่ เราทำไปแต่ว่าเราไม่เห็นอะไรเลย 
มันก็แบบเดียวกับคนดำน้ำ ดำน้ำนี่เราเห็นอะไรชัดไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด 
การปฏิบัติแบบ สุกขวิปัสสโก ก็สามารถเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ได้
แต่ว่าความมั่นใจของเราไม่มี ต้องมีอารมณ์ที่มีความเข้มแข็งเชื่อมั่นจริงๆ จึงจะบรรลุได้

แบบวิชาสามและอภิญญา
สำหรับด้าน วิชชาสาม ก็ดี อภิญญา ก็ดี นี่เราเห็น เราสามารถที่จะเห็นนรก เห็นเปรต 
เห็นอสุรกาย เห็นสัตว์เดรัจฉาน เห็นสัมภเวสี เห็นเทวดา เห็นพรหม แล้วก็เห็นนิพพาน

วิชามโนมยิทธิควรใช้เพื่อตัดกิเลส
ในเมื่อเราสามารถจะเข้าถึงนิพพาน ก็จงมีความภูมิใจว่า ถ้าเราไม่เลวเกินไปชาตินี้ 
เราก็ไปพระนิพพานได้ ที่ว่าไม่เลวเกินไป ก็เพราะอะไร เพราะว่าที่เลวเกินไป
ก็หมายถึงว่าเป็นคนที่มีความประมาท

อีกประการหนึ่ง เอาวิชาความรู้ประเภทนี้ไปเที่ยวอวดชาวบ้าน เที่ยวไปเป็นหมอดูบ้าง 
อวดชาวบ้าน ว่าฉันเห็นนั่นเห็นนี่บ้างถ้าอวดแบบนี้มีสิทธิ์พลาดพลั้ง
ถ้าทรุดตัวเมื่อไหร่ การตีตัวขึ้นเป็นของยาก

ทั้งนี้ก็เพราะว่า เราตกอยู่ในความประมาท ถ้าตกอยู่ในความประมาทเมื่อไหร่ 
ก็แสดงว่านิวรณ์ก็กินใจเราเมื่อนั้น ในเมื่อนิวรณ์กินใจ ทุกคนมีหวังลงนรก

ถ้าหากบรรดาท่านพุทธบริษัทที่ทำได้แล้ว ก็จงควบคุมใจว่าการเห็นนรกได้ เห็นเปรต 
เห็นอสุรกาย เห็นสัมภเวสี เห็นสวรรค์ เห็นพรหม และเห็นนิพพานได้ การเห็นนี่ยังดีไม่พอ

เพราะว่าการเห็นและการไปได้เราอาศัยฌานโลกีย์ แต่ในช่วงนั้นเรามีวิปัสสนาญาณพอสมควร 
สามารถตัดขันธ์ ๕ ได้ชั่วขณะหนึ่งเราจึงไปได้

ใครคืออาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์
ในเมื่อเราไปได้แล้วก็ต้องรักษาความดีเอาไว้ เพราะว่าการปฏิบัติแบบนี้เราสามารถจะได้อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์

คำว่า “อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์” นั่นก็คือ พระพุทธเจ้า ถ้ามีการขัดข้องอะไรเกี่ยวกับผลของการปฏิบัติ 
เราขึ้นไปทูลถามพระองค์เอง พระองค์ก็จะตรัสมาโดยเฉพาะกับกิจที่เราจะพึงทำ และตรงกับอารมณ์จิตของเรา
ในเมื่อได้รับคำสอนนั้นแล้วอย่างไหนต้องปฏิบัติให้ได้ จงตั้งใจว่า“คำว่าไม่สามารถ จะต้องไม่มีในชีวิตเรา”

แล้วประการที่ ๒ ที่เราจะลืมไม่ได้นั่นก็คือว่า

เราจะไม่ห่วงร่างกายของเรา
เราไม่ห่วงร่างกายของบุคคลอื่น
เราไม่ห่วงทรัพย์สินใดๆ
เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้
ถ้าเราห่วงถึงเวลาที่มันจะตาย ก็ไม่มีประโยชน์ในการห่วง

คนที่ตายทุกคนไม่มีใครแบกเอาร่างกายไปด้วย
ไม่มีใครแบกพี่ แบกน้อง แบกพ่อ แบกแม่ แบกผัว แบกเมีย แบกลูก แบกหลานไปด้วย
และทรัพย์สินต่างๆ ที่เรามีอยู่ ก็ไม่มีโอกาสที่จะแบกได้

สิ่งที่จะแบกไปได้นั่นก็คือ
ความดีกับความชั่ว

บุคคลตัวอย่าง
ฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องแบกไปเราก็ต้องเลือกแบก ถ้าเราเลือกแบกเอาความชั่วไป นั่นหมายถึงว่า เราต้องลงนรก
ดูตัวอย่าง พระเทวทัต ท่านสามารถทรงอภิญญา ๕ ได้อย่างคล่องแคล่ว เนรมิตอะไรก็ได้ เหาะเหินเดินอากาศก็ได้
ต่อมาความโลภของจิต ความทะเยอทะยานเกิดขึ้น คิดอยากจะปกครองพระสงฆ์ซึ่งเป็นพระอริยเจ้า 
และต่อมาถึงขั้นคิดฆ่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง อันนี้เป็นอารมณ์ของความชั่ว

ขอทุกท่านน่ะ จงอย่านึกว่า ตัวของเราดี

จงจำคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“อัตตนา โจทยัตตานัง”

จงกล่าวโทษโจทย์ความผิดของตัวเองไว้เสมอ 

ในเมื่อเรากล่าวโทษโจทย์ความผิด เราจะโจทย์กันตรงไหนล่ะ


การทรงอารมณ์ของพระโสดาบัน

ก็มานั่งดู สังโยชน์ ๓ คือ

(๑) สักกายทิฏฐิ
(๒) วิจิกิจฉา
(๓) สีลัพพตปรามาส

สังโยชน์ ๓ นี่ เป็นการทรงอารมณ์ได้ของ พระโสดาบัน และพระสกิทาคามี

(๑) สักกายทิฏฐิ ของพระอริยเจ้า ๒ ขั้น จะมีความรู้สึกว่า

ร่างกายเรานี้มันเป็นของไม่ดี ในที่สุดมันต้องตาย

และในข้อที่ 
(๒) วิจิกิจฉา เราจะมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ด้วย “ปัญญา”

ต้องใช้ “ปัญญา” พิจารณาว่า

พระพุทธเจ้าน่ะดีแบบไหน
ท่านทำดีแบบไหน
พระอริยสงฆ์ดีแบบไหน
ทำไมเราจึงต้องเชื่อ
ทำไมถึงต้องเคารพนับถือ

(๓) สีลัพพตปรามาส เราจะต้องมีศีลเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอริยเจ้าสองขั้นนี้ก็คือ 
ศีล ๕ เราจะต้องเป็นผู้ทรงศีล ๕ อยู่ตลอดเวลา เมื่อทรงศีล ๕ นี่ต้องทรงอยู่ ๓ ระดับคือ

๑. เราจะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง
๒. ไม่ยุยงบุคคลอื่นให้ทำลายศีล
๓. ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว

(๔) และก็มีนิพพานเป็นอารมณ์

เพราะว่าคนที่จะเป็นพระโสดาบันได้ เมื่อจิตเข้าสู่ โคตรภูญาณ จิตจะรักพระนิพพานเป็นปรกติ 
คือไม่มีความต้องการอย่างอื่น เมื่อจิตเจ้าถึงความเป็นพระโสดาบันจริงๆ ตอนนี้จิตจะยอมรับนับถือ กฎของธรรมดา

“ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของธรรมดา”

แต่ทว่าพระโสดาบันก็ยังไม่ได้ละกิเลสได้หมด ยังมีความรักในระหว่างเพศ ยังมีแต่งงาน มีผัว มีเมีย มีลูก มีหลาน 
แต่อยู่ในขอบเขตของศีล ๕ พระโสดาบันยังอยากรวย แต่ว่ารวยใน สัมมาอาชีวะ ไม่โกงใคร หากินโดยสุจริตธรรม
พระโสดาบันยังมี่ความโกรธ แต่ว่าไม่ทำร้ายคนอื่น เพราะเกรงว่าศีลจะขาด

พระโสดาบันยังมีความหลง เพราะยังมีเหตุ ๓ ประการที่กล่าวมา แต่ว่าความหลงของพระโสดาบันนี่หลงไม่มาก 
หลงเพียงว่ายังมีความรัก ยังมีความอยากรวย ยังมีความโกรธ ยังมีศีลที่พึงควบคุม
แต่ว่าจิตใจของพระโสดาบันก็มีความคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าตายจากชาตินี้เราต้องการพระนิพพาน”
อันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทต้องทำให้ได้ คำว่าต้องทำให้ได้นี่ ความจริงอารมณ์พระโสดาบันนี่ 
ถ้าเราจะทำกันจริงๆ นะ อย่างช้ามันไม่เกิน ๓ เดือน มันก็ได้

ครูมีหน้าที่เพียงแต่บอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ มโนมยิทธิ นี่ถ้าใครทำถึงเดือนก็เลวเต็มที ที่ว่าเลวเพราะอะไร 
เพราะเห็นแล้ว นรกก็เห็น เปรตก็เห็น อสุรกายก็เห็น เทวดาก็เห็น พรหมก็เห็น นิพพานก็เห็น 
ทั้งๆ ที่เราเห็นได้เราไปได้ แต่จิตใจเรายังเลวมันก็สุดทางแก้ การแก้นี่เราต้องแก้ด้วยตัวเอง
การช่วยจะให้ดี จะให้ชั่วเราก็ต้องทำเอง ไม่ใช่หน้าที่ครู

ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อักขาตาโร ตถาคตา”

ซึ่งแปลว่า ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก

บอกแล้วทำตามหรือไม่ทำตาม ก็เป็นเรื่องของท่าน ท่านจะไปสวรรค์ ท่านจะไปพรหม ท่านจะไปนิพพานได้ 
ครูไม่มีการอิจฉาริษยาท่าน หากว่าท่านจะไปนรก ไปเป็นเปรต ไปเป็นอสุรกาย ครูก็ไม่ตามไปแก้
เพราะมันเป็นความพอใจของท่าน

ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เมื่อได้ มโนมยิทธิ แล้ว ก็ควรจะมุ่งจุดหมายปลายทาง 
นั่นคือ ความเป็นพระอรหันต์ 
สำหรับ ฆราวาส จะเป็นพระอรหันต์ ถ้าเป็นวันนี้ วันพรุ่งนี้ก็นิพพาน

สำหรับ พระ ถ้าเป็นพระอรหันแล้ว ก็ต้องอยู่ถึงอายุขัย หรือบางทีเกินอายุขัย 
เพราะต้องทำกิจให้พระพุทธเจ้าเพื่อตอบแทนพระองค์

อย่าประมาทในการปฏิบัติ

ฉะนั้น ขอให้ทุกคนจำ ปัจฉิมวาจา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อวันที่พระองค์นิพพานว่า

“อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ”

นั่นแปลเป็นใจความว่า ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

คำว่า “ไม่ประมาท” ก็หมายความว่า ไม่ประมาทในการปฏิบัติความดี ทุกคนต้องทำทุกขณะจิต

จงอย่าคิดว่าเราดี ถ้าเรายังมีขันธ์ ๕ อยู่เพียงใด จงอย่าเข้าใจว่าเราดี

ถ้าเราตายไปแล้ว ถ้ายังไม่ถึงนิพพาน ก็จงอย่าคิดว่าเราดี

ถ้ามันจะดีกันจริงๆ คือต้องละขันธ์ ๕ ไปแล้ว แล้วเข้าสู่พระนิพพานแล้ว นั่นจึงชื่อว่าเป็นความดี


การบรรลุมรรคผลไม่ต้องบรรลุตามลำดับ

ในเมื่อเราทรงความเป็นพระโสดาบันได้ การบรรลุเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่ตามลำดับ 
ไม่ใช่ว่าจะได้พระโสดาบันแล้วก็เป็นพระสกิทาคามี เมื่อเป็นพระสกิทาคามีแล้วก็เป็นพระอนาคามี 
เมื่อเป็นพระอนาคามีแล้วจึงเป็นพระอรหันต์ นี่ไม่ใช่แบบนั้น

เป็นแต่เพียงว่า พระอริยเจ้ามี ๔ ระดับ แต่การบรรลุนี่ไม่แน่นอน 

บางท่านแล้วก็ส่วนใหญ่ เมื่อได้ก็ถึงความเป็นพระอรหันต์เลยก็มี

บางท่านขึ้นต้นด้วยความเป็นพระโสดาบัน แล้วก็เป็นพระอรหันต์

บางท่านขึ้นต้นด้วยความเป็นพระสกิทาคามี แล้วก็เป็นพระอรหันต์

บางท่านขึ้นต้นด้วยความเป็นพระอนาคามี แล้วก็เป็นพระอรหันต์

นี่จงอย่านึกว่าเราเป็นพระโสดาบันแล้ว จะต้องเป็นพระสกิทาคามี 
พระอนาคามี พระอรหันต์ อันนี้ไม่จำเป็น

แนวการสอนเพื่อความเป็นพระอรหันต์

ฉะนั้น แนวการสอนของที่นี่ จึงมีแนวการสอนว่า ขอให้ทุกท่านคิดไว้เสมอว่า

ถ้าเราตายจากชาตินี้
เราไม่ต้องการเป็นมนุษย์
เราไม่ต้องการเป็นเทวดา
เราไม่ต้องการเป็นพรหม
สิ่งที่เราต้องการนั่นก็คือพระนิพพาน 
อารมณ์นี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์

เข้าใจไว้ด้วยว่า การแนะนำแบบนี้ เป็นการแนะนำ อารมณ์ของพระอรหันต์

อันนี้ถ้าเราจะฝึก วิธีฝึกง่ายๆ ให้มันเป็นกิจประจำวันตามที่ หลวงพ่อปาน ท่านเคยแนะนำไว้ 
แล้วก็ส่วนใหญ่ลูกศิษย์ของท่านที่ได้นี่ คือว่าท่านยืนยันผลทุกคนเขาก็ปฏิบัติตามแล้ว มันก็เป็นผลดี

วิธีกราบพระให้ถูกต้อง

กราบครั้งที่หนึ่ง นั่นก็คือ เวลาที่เรากราบพระทุกครั้งนี่ หรือไหว้พระทุกครั้ง 
จิตจะต้องเห็นพระพุทธเจ้าอยู่เป็นปรกติ แล้วกล่าวว่า

“อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ”

นั่นหมายถึงว่า เรากราบพระพุทธเจ้า ถ้าเวลาจิตที่กราบ ความจริงเราอาจนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูป 
หรือว่าที่เรากราบไม่มีพระพุทธรูปก็ตาม แต่ว่าจิตของเราถ้าได้ มโนมยิทธิ ต้องส่งจิตขึ้นไปที่นิพพาน 
แล้วกราบลงไปต่อหน้าพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างนี้เขาเรียกว่า “กราบถึงพระ” 
กราบครั้งที่สอง ที่เรียกกันว่า “กราบพระธรรม” ที่เป็นคำสอนของ หลวงพ่อปาน ก็ดี 
อาจารย์อีกทั้ง ๑๐ องค์ของอาตมาก็ดีสอนเหมือนกันเพราะอีก ๑๐ องค์ เป็นพระอรหันต์ 
หลวงพ่อปานเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านบอกว่า เวลากราบพระธรรม ให้จิตคิดกำหนดไว้ว่า
เมื่อกราบลงไปแล้วเห็นเป็น “ดอกมะลิแก้ว” ไหลออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์ลงมาบนเศียรเกล้าของเรา
พระธรรมให้ตั้งเป็นนิมิต ให้เหมือนกับ ดอกมะลิแก้ว ที่ใสสะอาด มีความแพรวพราว
ไหลออกจากพระโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลงบนเศียรของเรา

แล้วเวลา กราบพระอริยสงฆ์ ตอนนี้พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ที่ไหน ที่นั่นย่อมไม่ว่างจากพระอริยสงฆ์
เวลาที่กราบลงไปครั้งที่สาม ก็ตั้งใจเห็นพระอริยสงฆ์ ซึ่งมี พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร เป็นต้น
กราบครั้งที่สาม ก็คิดว่าเรากราบลงไปข้างหน้าท่านทั้งสอง หรือพระองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ 
ถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททำเป็นปรกติ เป็นกิจประจำวัน เวลากราบพระทีไรเห็นสภาพแบบนี้
หรือนึกถึงพระขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทันที 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราเห็นที่นิพพาน 
ให้มันจับใจเราอยู่เสมอเป็นปรกติ

รวมความว่าหายใจเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ต้องมีจิตคิดไว้เสมอว่า เราไม่ต้องการอะไรทั้งหมด 
ตัดอารมณ์ย่อๆ องค์สมเด็จพระบรมสุคต คือพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน เวลาตายแล้วเราขอไปที่นั่น 
เราขอไปอยู่กับท่าน

ถ้าท่านมีอารมณ์คิดอย่างนี้ไว้เป็นปรกติ ถ้ามันตายเมื่อไร เราก็ไปนิพพานเมื่อนั้น

ขอบรรดาญาติโยมพุทธปริษัททุกท่านทำตามนี้นะ

อารมณ์ที่สำคัญที่สุดที่จะต้องทำ

และก็ส่วนที่มีความสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือ

เวลาก่อนหลับเราจะต้องส่งจิตไปนิพพานก่อน ถ้าตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ยังไม่ต้องสนใจอะไรทั้งหมด 
ไปนิพพานก่อน ทำให้มันเป็นปรกติ

เวลาทำงานทำการ ถ้าอยู่ว่างคนเดียวไม่มีใครชวนคุย ว่างจากงานนิดหนึ่ง หรือว่าเวลาทำงานอยู่ 
จิตจับอยู่ที่พระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกคนก็ไปนิพพานทุกคน


เอ้า เลิกได้แล้วนะ หวังว่าทุกท่านคงจำได้และก็ปฏิบัติได้ สวัสดี



คัดลอกจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๓๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑

โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
สนทนาหลังกรรมฐาน วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๒

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view