.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

หลวงพ่อเล่าเรื่อง...คุณสมบัติของพระโสดาบัน

หลวงพ่อเล่าเรื่อง...คุณสมบัติของพระโสดาบัน

พระโสดาบัน


บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่อไปก็เป็นวาระที่ บรรดาท่านพุทธจะศึกษาในขั้นอริยผล แต่ความจริงเรื่องของพระโสดาบันเราก็แนะนำกันมาแล้วทั้งระดับเข้มข้น และทั้งระดับอ่อนที่สุด คำว่าเข้มข้นก็ได้แก่เอกพีชี คำว่า เอกพีชี ก็หมายความว่า ถ้าชาตินี้เป็นพระโสดาบัน ชาติหน้าเกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียวเป็นอรหันต์ผล ก็จงอย่าลืมว่าคนเป็นพระโสดาบันแล้ว บางทีก็ไม่ต้องรอเวลามากนัก ขณะที่นั่งทรงจิตอยู่ในขั้นโสดาบันนั้นเอง ท่านกล่าวว่า ถ้ามีอารมณ์ไม่ท้อถอย ก็ทำให้จิตให้เข้าถึงอรหัตผลในขณะเดียวกัน เรียกว่าในที่นั่งเดียวกัน คำว่าที่นั่งเดียวกันก็หมายถึงว่าในขณะที่นั่งนั่นแหละ ยังไม่ลุกจากที่ ทำจิตให้เข้าถึงความเป็นอรหัตผลเลยทีเดียว แต่เรื่องเรื่องนี้ยังไม่ขอพูด เพราะเป็นกำลังใจของบุคคล คือ ไม่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำเรื่องกำลังใจ แนะนำกันไม่ได้ เว้นไว้แต่คนที่มีกำลังใจเข้มแข็งหรือไม่
วันนี้ก็ขอย้อนต้นอีกนิดหนึ่งเพื่อนทวนผลแห่งการปฏิบัติของบรรดาท่านพุทธบริษัท อันดับแรก พรโสดาบันพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นผู้มีปัญญาเล็กน้อย เป็นผู้มีสมาธิเล็กน้อย มีศีล ๕ บริสุทธิ์ เคารพพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เป็นอันว่าพระโสดาบันไม่มีอะไรมาก เคยพูดไว้ในหลายสถาน พระโสดาบันก็คือชาวบ้านชั้นดีนั้นเอง
แต่ที่เรียนว่าพระโสดาบันก็ถือว่าเป็นผู้มีกระแสหรืออารมณ์จิตเข้าถึงพระนิพพาน เป็นบุคคลที่ไม่ถอยหลังเดินก้าวไปตามลำดับ จากพระโสดาบันไปเป็นพระสกิทาคามี ไปอนาคามี และอรหันต์ นี่พูดถึงเดินช้าๆ ถ้าคนที่เดินเร็วๆ จากพระโสดาบันแล้วก็ถึงพระอรหันต์เลย เรื่องจะถอยหลังลงมากลับเป็นปุถุชนคนธรรมดาอีกไม่มีสำหรับพระอริยเจ้า
พระโสดาบันที่แท้จริง อารมณ์ที่ทรงได้ก็คือ
๑. มีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีเคารพในพระธรรม มีเคารพในพระสงฆ์
๒. มีศีล ๕ บริสุทธิ์
๓. มีจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์
สำหรับอารมณ์จิตท่านทีเข้าถึงเอกพิชี มีความเข้มแข็ง แนะนำเพียงเท่านี้ก็ได้ เป็นของไม่ยาก เว้นไว้แต่ว่าท่านที่มีอารมณ์จิตอ่อน หรือพวก ปทปรมะ พวกปทปรมะนี่พระพุทธเจ้าไม่สอน เพราะว่าถ้าขืนสอนก็เหนื่อยเปล่า ซึ่งไม่มีประโยชน์
ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่อ่านอยู่ที่นี้
อันดับแรก ให้วัดกำลังจิตของท่านว่า ความดีขั้นพระโสดาบันแล้วหรือยัง ถ้าเวลานี้ทำไม่ได้ เมื่อไรเราจะทำไม่ได้ กำหนดเวลาไว้ให้สั้นที่สุด เพราะว่ามันของปกติธรรมดา ซึ่งไม่มีอะไรเป็นของยาก ไม่มีอะไรเป็นของหนัก

ไม่ถือมงคลตื่นข่าว


ถ้าอยากทราบว่าเรามีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ก็ดูกำลังใจของเรา เพราะว่าพระโสดาบันไม่ใช่เป็นบุคคลผู้ถือมงคลตื่นข่าว เขาว่าดีไหนก็ไปนั้น เขาเฮไหนไปนั้น วิเศษที่ไหนก็ไปที่นั้น แต่ความจริงต้องการให้ท่านมีกำลังใจแน่วแน่
แม้แต่ท่านจะอยู่บ้านของท่านเอง ไม่จำเป็นต้องมาที่วัด คำว่าไปหมายว่าความว่าฮือตามข่าวลือกัน เขาลือว่าดีที่ไหนก็ไปที่นั้น ไปแล้วก็ยังไม่พอใจ เขาลือต่อว่าที่โน่นดีกว่าไปที่โน่นอีก ก็เป็นอันว่าเป็นคนที่มีกำลังไม่แน่นอน
อย่างนี้ยังถือว่าไม่ได้มีความเคารพในองค์พระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ถ้ามีความเคารพพระพุทธเจ้า ถ้ามีความเคารพในพระธรรมการเคารพในพระสงฆ์ เราต้องไปศึกษาที่ไหนกัน
แล้วการที่จะทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์มันยากนักรึ ศีล ๕ ที่เราพึงทำมันก็เป็นของที่เราจำได้ขึ้นใจ เมื่อมีอารมณ์เราปฏิบัติอย่างนี้เพื่อพระนิพพาน
นี่เนื้อแท้จริงๆ พระโสดาบันมีเท่านี้ ใม่ใช่ของยากถ้าท่านสดับบอกว่ายาก ทำยาก ก็รู้สึกสลดใจ
เพราะท่านเกิดมาได้เพราะท่านมีศีล
ท่านมีทรัพย์สินได้เพราะอาศัยบริจาคทาน
ท่านมีสติปัญญามาได้เพราะอาศัยการเคารพในพระรัตนตรัย
แต่มาชาตินี้กลับว่าสิ่งทั้ง ๓ ประการนี้ยาก ทำไม่ได้ ท่านต้องกลับไปอบายภูมิใหม่ เป็นอันว่าคุณธรรมของพระโสดาบันเพียงเท่านี้ เรียกว่าย้อนกัน
ต่อไปก็จะพูดถึงเครื่องประดับใจของพระโสดาบัน เครื่องประดับใจของพระโสดาบัน นั้นก็คือ

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง


๑. ไม่ลืมความตาย คิดถึงความตายเป็นปกติ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่มีความเป็นของเที่ยง อย่างไรเราตายแน่
และความตายนี่ไม่ได้บอกว่าจะตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายกลางคือ ท่านกำหนดไว้เพียงแค่นี้ ไม่ใช่คิดว่าอีก ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี จะพึงตาย
ถ้าคิดอย่างนั้นจัดว่าเป็นไกลจากความเจริญของจิตเป็นอันว่าอารมณ์ที่เข้าเขตอบายภูมิเสียแล้ว เพราะประมาณในชีวิต
พระโสดาบันท่านคิดแต่เพียงว่าวันนี้น่ะอาจจะตายแต่ว่าตายเวลาไหนยังไม่รู้ นี่เราคุยกันเวลานี้พูดไม่ทันจบตายเสียก็ตายไปก็ได้ ถ้าเวลาอ้าปากจะพูด ไม่ทันจะพูดตายเสียก็ได้
เขาคิดเฉพาะวันนั้นว่า วันนี้จะต้องตาย ในเมื่อเราจะต้องตายแล้ว เราจะยอมรึ ตายไปลำบากเราจะเอารึ
เพราะเวลานี้เราได้แสงสว่างจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อารมณ์จิตจับมั่นว่าบุคคลใดเคารพในคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ บุคคลนั้น จะไม่ลงอบายภูมิ นี่อันดับแรกยึดเข้าไว้ก่อนเป็นทุนประจำใจ

มั่นคงในคุณรัตนตรัย


ประการที่ ๒ ยอมรับนับถือคุณรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการ ก็คือเคารพในศีล ๕ ไม่ละเมิดศีล ๕ ถ้าเรายังละเมิดในศีล ๕ อยู่ จะบอกว่าเคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม เคารพในพระสงฆ์ ยังไม่ได้ ยังฝ่าฝืนคำแนะนำสั่งสอนกันอยู่ เขาเรียกว่าเป็นคนหัวดื้อ นั้นไม่เชื่อกัน
ถ้าเคารพจริง รักกันจริง เชื่อกันจริง ก็ไม่ต้องปฏิบัติไม่ฝ่าฝืน ต้องทรงศีลให้บริสุทธิ์ นี่จัดว่าเป็นทุน ถ้าเราตายเวลานี้เราจะไม่ไปอบายภูมิ
เป็นอันว่านี่เป็นเครื่องประดับอันแรกของพระโสดาบันนอกจากคุณธรรมที่ทรงไว้ คุณธรรมที่ทรงไว้จริงๆ ก็คือการเคารพพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม เคารพให้พระสงฆ์ และก็มีศีลบริสุทธิ์ นี่จัดว่าเป็นทุน ถ้าเราตายเวลานี้เราจะไม่ไปอบายภูมิ
เป็นอันว่านี่เป็นเครื่องประดับอันแรกของพระโสดาบันนอกจากคุณธรรมที่ทรงไว้ คุณธรรมที่สงฆ์และก็มีศีล ๕ บริสุทธิ์ นี่เนื้อแท้ของพระโสดาบัน เป็นตัวแก่นหรือว่าเป็นตัวแก่นหรือว่าเป็นตัวเสา หรือเป็นตัวอาคาร
เป็นอันว่านี่เป็นเครื่องประดับอันแท้จริงๆ ก็คือการเคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระสงฆ์ และก็มีศีล ๕ บริสุทธิ์ นี่เนื้อแท้ของพระโสดาบัน เป็นตัวแก่นหรือว่าเป็นเสา หรือว่าตัวอาคาร 
ทีนี้เครื่องประดับของพระโสดาบันต้องมี ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ถ้าไม่มีเครื่องประดับมันก็ไม่สวย คนเราถ้ารูปร่างหน้าตาจะสวย ทรวดทรงจะดีอย่างก็ตาม ถ้าเดินแก้ผ้าโทงๆ มันก็แลดู ไม่น่ารัก มันต้องมีเครื่องประดับ อย่างน้อย ก็ต้องมีผ้าหุ้มกาย จะสีสดหรือสีไม่สดก็ตาม นี่ประการหนึ่ง 
ก็มีเครื่องประดับอย่างอื่นเข้ามาพอกเข้ามาด้วย เพิ่มเติมเข้ามาอย่างนี้ก็จะแลดูงามสง่า น่ารัก น่าชม น่านิยม น่าทัศนา
ข้อนี้อุปมาฉันใด แม้อารมณ์พระโสดาบันก็เหมือนกันถ้ามีความรู้สึกแต่เพียงว่า เคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม เคารพในพระสงฆ์ มีศีล๕บริสุทธิ์ รู้สึกว่าอารมณ์จิตมันแห้งแล้งเต็มที แต่ถ้าเป็นคนประเภทแก้ผ้าเดิน อันนี้เราก็มีอารมณ์ประดับอีกอันหนึ่งก็คือมรณานุสสติกรรมฐานนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ไม่ประมาณในชีวิต
จงอย่าคิดว่าเราจะมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้ ถ้าเรามีความรู้สึกว่า เรามีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้ ก็รู้สึกว่าประมาณมากเกินไปจงคิดว่าวันนี้แหละเราอาจจะตาย แต่ว่าเวลาไหนยังไม่แน่ จิตจะได้ยึดอารมณ์ความดีเข้าไว้ อันนี้เป็นมรณานุสสติกรรมฐานเครื่องประดับ

จาคานุสสติกรรฐาน

เครื่องประดับอันดับที่ ๒ ที่มีความสำคัญ พระโสดาบันท่านกล่าวว่า มีสมาธิพอสมควรเล็กน้อย และมีปัญญาไม่มากนัก องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเครื่องประดับอันดับต่อไปก็คือจาคานุสสติกรรมฐาน คำว่าจาคานุสสติกรรมฐานก็ดี มรณานุสสติกรรมฐานก็ดี สีลานุสสติกรรรมฐาน มรณานุสสติกรรมฐานคือระลึกถึงศีลเป็นอารมณ์ก็ดี พุทธทานุสสตินึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ก็ดี ธัมมานุสสตินึกถึงพระธรรมเป็นอารมณ์ก็ดี จงอย่าลืมว่าเป็นอารมณ์คิดทั้งหมด ไม่ใช่อารมณ์ทรงตัว คือไม่ใช่ปักหลักหลับตากันอย่างเดียว
ต้องใช้ทั้งเวลาหลับตา ทั้งเวลาลืมตา เวลาอยู่สงัดเวลาอยู่ในฝูงชน เวลายามว่าง เวลาการงานเข้ามาถึง ต้องใช้อารมณ์นี้ทั้งหมด เรียกว่า ไม่ยอมลืมพระพุทธเจ้า ไม่ยอมลืมพระธรรม ไม่ยอมลืมพระสงฆ์ ไม่ยอมลืมศีล ไม่ยอมลืมความตาย

ฉลาดให้


ต่อให้ก็เป็นอารมณ์ใหม่ เครื่องประดับอีกชิ้นหนึ่ง นั้นก็คือจาคานุสสติ เราจะเห็นตามประวัติว่า ท่านที่เป็นพระโสดาบัน ท่านพวกนั้นไม่มีความหวงแหน คำว่า ไม่หวง หมายความว่า มีกำลังใจดี ไม่ใช่ว่ามีอะไรให้หมด แต่ว่าให้ในเขตที่ควรแก่การเคารพ ถ้าหากว่าเขตใดก็ตามเป็นเขตอุดมเขต หรือบุคคลใดก็ตามเป็นปูชนียบุคคล
อุดทเขต หมายถึง เขตที่ทรงความสุขสูงสุด ได้แก่เขตของพระรัตนตรัยก็ดี ปูชนียบุคคล บุคคลที่ควรแก่การบูชาก็ดี หรือว่าเป็นบุคคลผู้ควรแก่การสงเคราะห์ เช่นคนที่ได้รับความยากลำบาก อันนี้พระโสดาบันไม่หวงทรัพย์สินของตน แต่ว่าจะไม่ใช่ทุ่มเทจนหมดตัว ท่านเป็นคนที่ปัญญา ไม่ใช่มีบาทให้บาท มี ๑๐ บาทให้ ๑๐ บาท มี ๑๐๐บาทให้ ๑๐๐ บาท อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าให้อย่างนั้นแล้วไม่เดือดร้อยภายหลังด้วย อย่างนี้ไม่ใช่อารมณ์ของพระโสดาบัน เป็นอารมณ์ของคนโง่ เพราะว่าพระโสดาบันท่านไม่โง่ เพราะว่าพระโสดาไม่โง่ เป็นคนฉลาด 

จิตจดจ่อ


ทีนี้จาคานุสสติกรรมฐาน มีการนึกถึงทานการบริจาคอยู่เป็นปกติ นึกถึงทานการบริจาคอยู่เป็นปกติ นึกถึงการให้ทาน มีกำลังใจเสมอว่า เราจะสงเคราะห์บุคคลอื่นให้มีความสุขตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ 
ถ้าเราทรัพย์
เราจะให้ทรัพย์ เราไม่มีทรัพย์เราสามารถให้กำลังได้ เราจะให้กำลังช่วยงาน ถ้ากำลังไม่มี ทรัพย์ไม่มี เราก็จะแนะนำให้ท่านผู้นั้นมีความสุข ตามที่เราสามารถจะพึงแนะนำได้ กำลังของพระโสดาบันจดจ่ออยู่ในเรื่องของจาคานุสติกรรมฐานอย่างนี้
และอย่าคิดว่าจาคานุสสติกรรมฐานนี่จะต้องไปทำเวลาสงัด มานั่งนึกว่าเราจะให้คนนั้น เราจะให้คนนี้ เราจะให้คนโน้น อย่างนี้ไม่ใช่ อย่างนี้เขาเรียกว่าเปลือกของจาคานุสสติกรรมฐาน เนื้อแท้จริงๆ ของจาคานุสสติกรรมฐานนี้ไม่ต้องนั่งหลับตาก็ได้ ให้อารมณ์จิตมั่นทรงตัวว่า เราพร้อมในการที่จะสงเคราะห์บุคคลและสัตว์ให้มีความสุข ขณะใดได้มีการสงเคราะห์ ขณะนั้นมีการชื่นบานของจิตปรากฏ อย่างนี้ท่านเรียกว่าพระโสดาบันแน่

เลือกเนื้อนาบุญ


ถ้าเราจะพูดกันไปว่าการนั่งนึกมันจะมีผลหรือ ถ้าว่านั่งนึกมันมีผลเพราะว่าตั้งใจจะทำ ตัวอย่างนางวิสาขา มหาอุบาสิกกาเป็นพระโสดาบัน ท่านให้ทานไม่อั่น แต่ว่าทานของท่านต้องอยู่ในเขตดี คือในเขตของพระรัตนตรัย ถ้าพระสงฆ์มีความลำบากเพียงใด นางวิสาขาไม่ยอม เรียกว่าอดใจไม่ได้ต้องให้ ต้องสงเคราะห์ เช่น ภิกษุชาวเมืองปาฐา ๓๐ รูป เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า มาตอนออกพรรษามันเปียกจัด ผู้จีวรเปียกหมดสมัยนั้นเขาให้กัน ๓ ตัว คือจีวร สบง สังฆาฏิ ไม่มีผ้าผลัดนางวิสาขาก็ขอพระพุทธเจ้าถวายผ้า วัสสิกสาฎก พระพทุธเจ้าก็ทรงอนุญาตอย่างนี้ เป็นต้นเป็นอันว่าทนไม่ไหว เห็นคนดีมีทุกข์ท่านทนไม่ได้ แต่ต้องระวัง พระก็พระเถิด ถ้าเป็นพระชั่วท่านก็ไม่สงเคราะห์ เหมือนกัน ตัวอย่างเราจะเห็นได้ว่า สำนักของนางวิสาขาก็ดีของอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ดี ไม่สงเคราะห์พระชั่ว ตัวอย่างใน สมัยหนึ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระเรวตะ น้องชายพระสารีบุตร
พระเรวตะ อยู่ในป่า เป็นเด็กอายุแค่ ๗ ขวบ ได้ อรหัตผลเป็นปฏิสัมภิทาณาญ ก่อนที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารจะเสด็จไปถึง พระเรวตะก็ เนรมิตป่าให้เป็นเมือง เป็นเมืองแก้ว แพรวพราวด้วยเครื่องประดับ อาคารทั้งหมดเป็นแก้วทั้งหมด เป็นสถานที่มีความสุขสบายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ทั้งหลายประมาณ ๒๐,๐๐๐ รูป เทวดาทั้งหลายก็แปลงกายเป็นคนมาบำเพ็ญกุศลเป็นเหตุให้พระแก่ ๒ องค์นินทาพระพุทธเจ้า เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ พระก็กลับหมด จะขอลัดตัดเฉพาะตอนปลาย

พระแก่นินทาพระพุทธเจ้า
ต่อมาบรรดาพระสงฆ์ทั้งงหลายก็นั่งสั่งสนทนา พรรณนาความดีของพระเรวตะ ว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการ เข้าไปอยู่ในป่าก็สามารถมีเมืองแก้วเป็นที่อยู่ แต่ภิกษุแก่ ๒ องค์กลับนินทาสมเด็จพระบรมครู คือนินทาพระพุทธเจ้าหาว่าท่านพระพุทธเจ้าเห็นแก่หน้าบุคคล เพราะว่า

๑. พระเรวตะเป็นน้องชายพระสารีบุตร จึงได้ไปเยี่ยม
๒. พระเรวตะอยู่ในเมืองแก้วแพรวพราวไปด้วยเครื่องประดับ มีความงามในตัวเมือง มีคนก็สวย มีอาหารก็ดี มีคนบำเพ็ญกุศลทำบุญทำทานมาก สงเคราะห์มาก จึงได้ไป ไม่ได้รู้ว่าที่นั้นความจริงเป็นป่าชัฏ พระเรวตะเนรมิตขึ้นด้วยอำนาจของฤทธิ์
บรรดาพระทั้งหลายมีความเห็นไม่ตรงกัน เวลาที่ไปบ้านของนางวิสาขา พระพวกเพื่อนก็พรรณความดีของพระเรวตะให้นางวิสาขาฟัง นางวิสาขาก็ทำบุญด้วยทำกุศลสงเคราะห์ด้วยประการทั้งปวง พระพวกหลังไปนั่งนินทาพระพุทธเจ้าให้นางวิสาขาฟัง ในที่สุดวันนั้นนางวิสาขาเขาไม่ใส่บาตรให้กิน อารมณ์ของพระโสดาบันไม่บูชาชั่ว บูชาดี


มาวัดทำไม

บรรดาท่านพุทธบริษัทที่มาวัดวันนี้มากันทำไม จิตของท่านเคยคิดไหมว่าที่มาคราวนี้จะมารับจ้างวัด ทำงานทุกอย่างต้องการค่าจ้าง ต้องการรางวัลเท่านั้นเท่านี้ มีหรือเปล่า 
ทุกคนที่มาไม่เคยมีใครบอกว่า มาคราวนี้ต้องการค่าจ้าง ต้องการรางวัด เป็นอันว่าทุกท่านมาด้วยจาคานุสสติกรรมฐานด้วยกันทั้งหมด
อันดับแรก กำหนดจิตว่าเราจะช่วยงานวัดให้เป็นไปด้วยดี การมาคราวนี้ ทุนวัดให้เป็นไปด้วยดี การมาคราวนี้ ทุนวัดให้เป็นค่ารถค่าเรือก็ไม่มี ค่าจ้างแรงงานก็ไม่มี และยังไม่เคยกำหนดรางวัลอะไรให้สักนิดหนึ่งว่าทำงานเสร็จจะให้รางวัลอะไร อย่างนี้ก็ไม่เคยปรารภ แล้วท่านมาทำไม นึกถึงกำลังจิตของเราว่า เรามาทำไมกัน ที่มาจริงๆ คือเครื่องประดับใจ
จาคานุสสติกรรมฐานอันนี้เป็นตัวแท้ ไอ้ตัวนั่งนึกน่ะมันไม่แท้ ตัวทำนี่แหละเป็นตัวจริงๆ ไอ้ตัวนั่งนึก ฝึกให้จิตมันทรงอารมณ์ ให้อยากทำ และเต็มใจทำ ถึงเวลาจะทำก็ทำจริงๆ แต่ว่าเวลานี้ท่านทำจริงใจในด้านจาคานุสติกรรมฐาน จาคะ เขาแปลว่า สละ หรือว่า ละ 
ประการที่สอง ท่านต้องละทรัพย์สินในบ้านของท่านบุคคลในบ้านของท่าน อันเป็นที่รัก ที่ห่วงใย ที่หวงแหน ตัวออกจากบ้านมา ถ้ากำลังใจไม่เข้มแข็งมันมาไม่ได้ บ้านที่รัก ทรัพย์สินที่หาได้ยาก ข้างหลังมันจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เสียแล้วเมื่อก้าวออกจากบ้าน ก่อนจะออกจากบ้านน่ะ จ่ายก่อนไปวัด คราวนี้ควรจะมีอะไรไปบ้าง นี่ควรจะมีอะไรบ้าง นี่ละอีกแล้ว สละอีกแล้วทรัพย์สินเป็นที่รัก จ่ายโน่น จ่ายนี่ จ่ายนั้น ถึงแม้ว่าจะมาเพื่อตัวเรา แต่ว่ามาเพื่อกิจอื่น ไม่ใช่กิจของส่วนตัว ต้องถือนั้นเป็นจาคะ
ประการที่สาม เมื่อจะมาเสียค่าพาหนะ นี่มันเสียเงินอีกแล้ว ละอีก เงินตัวนั้นเราไม่ได้เสียดายเลย เป็นตัวละเด็ดขาด เมื่อมาถึงวัด ทั้งเงินก็ดี ทั้งของก็ดี แรงกายก็ดี แรงปัญญาก็ได้ดี ทุกคนทำงานไม่ย่อท้อ หวังจะสนับสนุนพระพุทธศาสนา
จิตไปจับอะไร จับพระพุทธเจ้า จับพระธรรม จับพระสงฆ์ จับศีล จับทาน เพราะเราไม่ประมาณในชีวิต คิดว่าเราจะตายเมื่อไรก็ได้ อันนี้เป็นจาคานุสสติกรรมฐานแท้ที่บรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิบัติ
เป็นอันว่าเครื่องประดับของพระโสดาบันในด้านมรณานุสสติกรรมฐานที่เราทำนี่ กลัวจะตายไปจน ต้องการตายแล้วเป็นคนรวย การให้ทาน ตายแล้วรวย ถ้าไม่รวยทรัพย์เรารวยวาสนาบารมี ดีไม่ดีก็รวยพระนิพพาน อย่างเลวที่สุดเราก็เป็นเทวดา อย่างกลางเราก็ไปพรหม อย่างสูงสุดก็ไปนิพพาน
ถ้าละตัวเดียวแท้ๆ ปรากฏในใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทำเพื่อตัดกิเลส คือ โลภะ ที่มีอยู่ในจิตใจ ไม่ให้มันสถิตอยู่ในใจ ตัวนี้หวังได้ พระนิพพาน เป็นอันว่าอารมณ์ของท่านพุทธบริษัททุกท่านวันนนี้ ขณะที่เรามาทำรวมกัน ตั้งใจว่าจะทำไปตลอดงาน เป็นตัวละในจาคะตัวสูงสุดในเขตพระพุทธศานาในเขตพุทธศาสนา จัดว่าเป็นปรมัตถบารมี. 


ธรรมปฎิบัติ เล่ม ๑๖ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view