.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

อุบายละความชั่วที่ใจเรา (สมเด็จองค์ปัจจุบัน)

อุบายละความชั่วที่ใจเรา (สมเด็จองค์ปัจจุบัน)


• พระท่านเมตตาสอนเรื่อง อุบายในการละสักกายทิฏฐิให้น้อยลง ที่วัดท่าซุง เมื่อวันอังคารที่ ๒๙ กันยายน ๓๕ มีความสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

๑. “ถ้าเราไม่เห็นความชั่วที่ใจเรา เราก็ละความชั่วไม่ได้” (หมายความว่าผู้อื่นจะมาเตือน มาแนะนำเรา มาชี้แนะเราให้เห็นความชั่วของเราสัก ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง ก็สู้เรารู้เราเห็นความชั่วที่ตัวเราด้วยใจของเราเองครั้งเดียวไม่ได้เพราะพระธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นปัจจัตตัง จะต้องรู้เอง เห็นเอง ด้วยใจตนเอง และรู้ได้เฉพาะตน ของใครของมันกรรมใครกรรมมันทั้งสิ้น จึงจะเป็นของแท้ ของจริง)

๒. “การตำหนิกรรมหรือธรรมของผู้อื่นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นอารมณ์ปฏิฆะ” (ส่วนใหญ่มักไม่รู้ คิดว่าดีจึงยึดไว้ เพราะไม่เห็นความชั่วที่ใจเราตามข้อที่ ๑ หรือแม้จะรู้ๆอยู่แก่ใจ แต่มีความประมาทในธรรม หมายถึงขาดสติ-ปัญญา หรือสติ-สัมปชัญญะ ยังไม่ต่อเนื่อง จึงมีอารมณ์เผลอให้กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม เกิดขึ้นกับจิตก่อนแล้วจึงดับภายหลัง ที่ว่าประมาทในธรรมก็คือ มิได้มุดไว้ก่อนกิเลสจะมา สำหรับพวกโทสจริตเด่น ก็ต้องมุดอยู่ในสมถะ ๔ 

คือ กสิณ ๔ (เพ่งสีแดง เขียว เหลือง ขาว) และวิปัสสนา ๔ คือพรหมวิหาร ๔ ซึ่งเป็นอารมณ์พิจารณาให้เกิดปัญญาทั้ง ๔ ข้อ ผมขอยกตัวอย่างแค่จริตเดียว

๓. “กรรมทุกอย่างเกิดที่ใจก่อนทั้งสิ้น จึงต้องดับที่ใจ โดยการระวังสำรวมที่ใจ” หรืออีกประโยคหนึ่งซึ่งทรงตรัสว่า “กรรมหรือธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ” พระองค์ทรงแนะให้ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรม มีหลักสำคัญโดยย่อๆว่า กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ จะต้องรู้ต้นเหตุของกรรมนั้นๆก่อน แล้วจึงจะดับเหตุนั้นๆได้ ในเมื่อกรรมทุกชนิดเกิดที่ใจก่อนเสมอ แล้วจึงลุกลามมาที่กายและวาจาตามลำดับ ธรรมะของพระองค์ล้วนมีเหตุมีผลเกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น หากเข้าใจหรือมีปัญญา (ทางพุทธ) ในการปฏิบัติทรงให้หลักไว้ดังนี้

๓.๑ ต้องไม่ทิ้งสมถะ ๓ กองตลอดชีวิต เพราะพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์และพระอรหันต์ทุกท่าน ก็ไม่เคยทิ้งคือ 

ก) อานาปานุสสติ เป็นตัวควบคุมจิตให้ใจสงบเป็นสุข ผู้ใดลืมอานาปาจึงเป็นผู้ขาดสติ หรือมีสติไม่ต่อเนื่อง ใช้สติคุมจิตไม่ให้มันคิดชั่ว

ข) กายคตานุสสติหรืออสุภกรรมฐาน เป็นสมถะที่คอยกันจิตไม่ให้หลงคิดว่า ร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้ มันสะอาด น่ารัก น่าชม และหลงคิดว่ามันเป็นเราเป็นของเรา ทั้งๆที่มันแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงให้เราเห็นอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก เราจึงไม่สามารถจะบังคับมันได้ ห้ามไม่ให้มันแก่ มันป่วย มันตาย มันหิว มันกระหายไม่ได้ เป็นต้น

ค) มรณานุสสติควบอุปสมานุสสติ เพื่อป้องกันจิตไม่ให้มันหลงคิดว่า กายมันจะไม่ตาย มีความประมาทในความตายอยู่เสมอ ทั้งๆที่มันตายได้ทุกลมหายใจเข้าและออก และผู้ไม่ปรารถนาจะเกิดมามีร่างกายในโลกนี้ เพื่อจะต้องพบความทุกข์เช่นปัจจุบันนี้อีก จึงมีอารมณ์เบื่อกาย เบื่อเกิด เบื่อความไม่เที่ยงของร่างกายซึ่งแสนจะสกปรก และเต็มไปด้วยความทุกข์อีกต่อไป จึงตั้งอารมณ์ไว้ตลอดเวลาว่า หากกายพังเมื่อไหร่ ก็ขอไปพระนิพพานเมื่อนั้น ด้วยความไม่ประมาทในความตาย(หรือไม่ประมาทในธรรม)หลวงพ่อฤๅษีท่านมาเพิ่มให้อีก ๑ กอง สำหรับพวกเราซึ่งปรารถนาจะเป็นสาวกของพระองค์ คือ

ง) พุทธานุสสติ อีก ๑ กอง โดยเหตุผลว่าการนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ 
ก็เพราะคุณของพระพุทธเจ้านั้นหาประมาณมิได้ จะพูด จะเขียนกันเท่าไหร่ก็ไม่หมด หลวงพ่อท่านเมตตาสอนไว้มีความสำคัญดังนี้

-พุทธานุสสติ หรือพุทโธอัปปมาโณนั้น ป้องกันได้ทุกๆจริต (จริตทั้ง ๖)
-ผู้ใดมีพุทโธอยู่กับใจ ก็เท่ากับมีพุทธจริตอยู่แล้ว
-ใครภาวนาพุทโธอยู่เป็นปกติ ก็กั้นนรกได้อย่างดี (จุดนี้จุดเดียวก็มีคุณค่ามหาศาลแล้ว เพราะไม่มีทางจะตกนรกได้ หากก่อนตายภาวนาพุทโธอยู่)

๔. “จิตสร้างปัญหาล่วงหน้า หรือจิตสร้างปัญหาเสียก่อนเกิดปัญหา เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมของผม ท่านเล่าให้ฟังมีความว่า ท่านเห็นหลวงพี่องค์หนึ่งซึ่งเคยทักทายกันอยู่เสมอเดินมาแต่ไกล จิตก็ปรุงแต่ง (สังขาร) ไปก่อนว่า ถ้าท่านถามอย่างนี้ เราจะตอบอย่างไร ถ้าถามอย่างโน้น เราจะตอบว่าอย่างนี้ (เป็นการสร้างปัญหา หรือสร้างทุกข์ล่วงหน้าไว้ก่อนที่ปัญหาจะเกิด) 

พระพุทธองค์ทรงเมตตามาสอนโดยถามว่า “อารมณ์ปรุงแต่งนั้นเป็นอารมณ์ของจริตใด” ก็ตอบว่าเป็นโมหะจริต ทรงตรัสว่า

๔.๑ “ถูกต้อง โมหะจิตเกิดขึ้น เพราะหลงไปในธรรมอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อโมหะจริตเกิด จิตก็ฟุ้งซ่าน หลงปรุงแต่งดี-เลว ให้เกิดขึ้น ราคะและปฏิฆะก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว”

๔.๒ “ทีหลังจำไว้ ธรรมใดยังไม่เกิด อย่าเพิ่งเอาจิตไปหาเหตุแห่งธรรมนั้น หรือธรรมใดที่มีเหตุและผลผ่านไปแล้วในอดีต ก็อย่าเอาจิตไปเกาะปรุงแต่งในดี-เลวแห่งธรรมนั้น”

๔.๓ “จงยังจิตให้อยู่แต่ในธรรมปัจจุบันเท่านั้นเป็นพอ มีสติรู้ได้อยู่ตลอดทุกขณะจิตว่า ธรรมที่เราจักกอปรอยู่ขณะนี้ ก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว 
เราจักทำโดยไม่หวังผลตอบแทนในโลกียธรรมอีก เราทำเพื่อหวังจุดเดียวคือ อริยทรัพย์ อริยผล เท่านั้น”

๕. “เมื่อเห็นใบไม้ร่วง ก็นึกว่าใบไม้ร่วงตอนกลางวันมากกว่าตอนกลางคืน เพราะความร้อนของแสงแดดเป็นเหตุ พระองค์ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า
๕.๑ “คนก็เหมือนกัน ที่ต่างพากันหลุดร่วงสู่อบายภูมิ ๔ เพราะความร้อนแห่งไฟโมหะ โทสะ ราคะ กันมากมายจนนับไม่ถ้วน เพราะเหตุไม่รู้เท่าทันในอารมณ์แห่งจริตนั้นๆ 

ตถาคตจึงได้กล่าวเอาไว้ว่า คนไปนรกมีปริมาณเท่าขนโค ด้วยเหตุให้ความร้อนแห่งไฟโมหะ โทสะ ราคะเผาใจตนเองนี้ ซึ่งต่างกับความเย็นของชั้นกามาวจรสวรรค์ซึ่งคนไปน้อยมากแค่เขาโค”

๕.๒ “เรื่องของการไปสู่พระนิพพานของคนที่ยังร้อนอยู่ด้วยอารมณ์จริต ๖ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะไม่ใช่จักเป็นที่สำหรับคนร้อนจักไปได้”

๕.๓ “ถ้าจิตของพวกเจ้ายังร้อนอยู่ด้วยจริต ๖ ดังกล่าวมาแล้วนั้น ถ้าแก้จริตไม่หาย พระนิพพานก็ไม่ต้องพูดถึง หมดสิทธิ์ไปอย่างแน่นอน”

๖. เรื่องวิตกกับกรรมของผู้อื่น มีความโดยย่อว่า เมื่อจิตนึกวิตกถึงเรื่องของผู้อื่นที่มาอาศัยวัดอยู่แล้วชอบนอนดึก โดยการชอบคุยกับเพื่อนๆจนเกินพอดี 
แทนที่จะนอนพักผ่อนเพื่อเอาแรงไว้ทำงานให้วัด เหมือนที่เคยทำมาในอดีต ทำให้สุขภาพไม่ดี ทำงานตอนเช้าไม่ค่อยไหว พระองค์ก็ทรงพระเมตตามาสอนว่า

๖.๑ “กรรมใครกรรมมัน อย่าเอาจริตของผู้อื่นมาใส่ใจเรา เพราะจักเกิดอารมณ์หลงไปปรุงแต่งธรรมให้เกิดขึ้นได้ง่าย อารมณ์ปฏิฆะและราคะจักเกิดขึ้นตามมาจนเป็นการตำหนิธรรม ตำหนิผู้อื่น ด้วยไม่รู้เท่าทันจริตของตนที่เกาะยึดดี-เลวมาปรุงแต่งธรรมนั้นๆ”

๖.๒ “ถ้าเจ้าเกิดอารมณ์สงสารเวทนาในการตรากตรำ การทำงานของเขา ก็เท่ากับโมหะจริตเกิด คิดไปว่ากายนั้นเป็นเขา เป็นเรา เกิดอารมณ์หดหู่ด้วยความหลงผิดไปนั้นๆ”

๖.๓ “ถ้าเจ้าเห็นว่าการทำงานของเขาไม่ถูก ไม่ควร ไม่รักตัวเอง ก็เท่ากับสร้างการตำหนิกรรมให้เกิด กล่าวคือ ความไม่พอใจเกิด ไม่อยากหรือไม่ชอบให้เขาทำงานนั้นๆ อารมณ์ปฏิฆะก็เกิด ยิ่งถ้าในยามเช้าเขาไม่มีแรงกวาดวัด มีท่าทีอิดโรยให้เจ้าเห็น เจ้าไม่พอใจ โทสจริตก็เกิด เห็นชัดหรือยังว่า ถ้ามัวแต่ไปยุ่งกรรมของผู้อื่นเขา อารมณ์ของเจ้าก็สงบได้ยาก”

๖.๔ “ถ้าหากให้รู้จักแยกแยะกรรม รู้จักแยกแยะจริต อารมณ์ที่จักไหวไปตามกรรมนั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก”จากคำสอนของพระองค์ดังกล่าว ทำให้เข้าใจได้ดีว่า

ก) การตำหนิกรรมนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์ปฏิฆะเสียส่วนใหญ่เกือบ ๑๐๐% เต็ม เพราะถ้าไม่มีอารมณ์ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรมก็ไม่เกิด การตำหนิกรรมก็ไม่มี การไม่พอใจหรือปฏิฆะก็ตำหนิ การพอใจหรือราคะก็ชม หรือสรรเสริญ จึงทำให้เห็นจิตมันไหวไปตามอายตนะสัมผัสทั้งหก ทำให้เกิดอารมณ์จริตต่างๆ ทั้งหกได้ชัดเจนขึ้น

ข) โทสะ เป็นอารมณ์หยาบมาก หากจะมาเปรียบกับอารมณ์ปฏิฆะ เพราะหากจิตไม่ละเอียดพอแล้ว แค่ตามรู้อารมณ์ของตนเองก็ยังยากแล้ว ยิ่งคิดที่จะรู้ทันอารมณ์ของตนเองก็ยิ่งแสนยาก 

ค) ในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นจนถึงพระนิพพานนั้น หากใครไปดูถูกกิเลส หรือประมาทในธรรม โดยเฉพาะอารมณ์ปฏิฆะหรือราคะ (นินทากับสรรเสริญในโลกธรรม ๘) จะไม่มีทางจะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงได้เลย

๗. สงสัยว่าเหตุใดจิตของตน จึงอยู่บนพระนิพพานไม่ได้ตลอด เมื่อเกิดอารมณ์สงสัยในธรรมที่ตนเองปฏิบัติ หลวงปู่ตื้อและหลวงพ่อฤๅษี ท่านก็เมตตามาช่วยสงเคราะห์สอนให้ มีความสำคัญว่า “ขนาดเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังอยู่ไม่ได้ตลอด ยกเว้นกายตายแล้วนั้นแหละ ถึงมีสิทธิ์อยู่ได้ตลอด ต้องพูดให้เข้าใจ ไม่งั้นพวกเอ็งจะหลงไปว่า จะยกจิตขึ้นไปอยู่บนพระนิพพานได้ตลอด”


ที่มา....ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น (เล่ม ๕) พล.ต.ท.นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

ความคิดเห็น

  1. 1
    paka
    paka 16/07/2013 18:00

    สาธุ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view