.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ตอนที่ 59 ทริปหลวงพ่อตามกลับ ครั้งที่1

ตอนที่ 59 ทริปหลวงพ่อตามกลับ ครั้งที่1

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้วันที่ 13 มกราคม 2557  ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีสำหรับทริปหลวงพ่อตามกลับ ครั้งที่ 1  ช่วงผมว่าหลายๆคนคงเปลี่ยนไปนับจากนี้ไม่มากก็น้อยทริปนี้มีหลากหลายอารมณ์ครับ  หัวเราะ  ร้องไห้ มีความสุข  คิดถึง  ผมเชื่อครับว่าทุกๆท่านคุ้นเคยกันอย่างน่าแปลกใจ อันดับแรกสุดผมกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ผมได้ตอบแทนความดีที่มีต่อผม  ขอบคุณกองเสบียงที่ดูแลอาหารให้เราเป็นอย่างดี  ทุกท่านเหนื่อยแต่มีความสุข  ขอบคุณจากใจครับ

ทริปนี้เป็นทริปแรกในรอบปีเศษและเป็นทริปอย่างเป็นทางการ  โดยการนี้มีชักกี้แมนเป็นประธานรุ่นแบบไม่ต้องเลือกตั้ง  ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายต่อหลายท่านอยากให้ผมจัดทริป  ผมก็เฉยนะขี้เกียจ ด้วยความที่ไม่ชอบคนมาก  แถมต้องมาเหนื่อยแทบขาดใจ  แต่พอจบทริปเฉพาะกิจ ไตรตรึงษ์  ก็ทำให้เห็นว่ามีหลายคนรอคอยการกลับมาทำทริปฝึกแบบเข้มข้น  ผมจึงตัดสินใจเอาวะจัดก็จัด  โดยมีชักกี้แมนเป็นแรงผลักดัน  จึงประกาศรับสมัครกัน แหมอาทิตย์เดียวเกือบ 50 คน  เลยต้องเบรกไว้เดี๋ยวจะมากันเยอะเกินไป  เลยคิดว่ารับเท่าที่เราจะเอาอยู่  พูดถึงเรื่องนี้ก็ขอเตือนกันนะครับว่าถ้าท่านไม่แน่ใจอย่ากรอกใบสมัครมา เพราะหลายท่านนี่กรอกใบสมัครไว้แต่ติดต่อไม่ได้  ทำให้เสียโอกาสที่ผู้อื่นจะมา  แถมสร้างความปวดหัวให้ทีมงานผม   ไว้ต้องจัดระบบกันใหม่อีกครั้ง  


วันแรกผมตื่นตั้งแต่ตีสี่เพราะต้องเตรียมของหลายอย่าง  และมีนัดรับท่านที่มาจากต่างจังหวัดตอนตี5  จากนั้นก็เดินทางไปยังคลอง 15  ใช้เวลาเดินทางไปเพียง ครึ่งชั่วโมง  การนี้คณะเราใช้เวลาเดินทางน้อยมากจึงมาถึงกันไว  09.00 นี่ก็ทยอยมากันเร็วจึงได้มีการพูดคุยทำความคุ้นเคยกันก่อน  จากนั้นเริ่มฝึกกันรอบแรก  สำหรับรอบแรกนี่ผมฝึกแบบรวม  มีผลตีมากจริงๆ  มีเพียง 14 คนที่ไปไม่ได้  และคนมาครั้งแรกไปได้ก็มีมาก  แหมเบาใจครับไปไม่ได้น้อย  จบรอบแรกก็พักทานมื้อเที่ยงกัน  จากนั้นมาต่อรอบบ่าย  สำหรับรอบบ่ายนี่แยกฝึกครับ  โดยผู้ช่วยทั้ง 4 คนของผมลุยกันเต็มที่  ส่วนผมนำฝึกรวมต่อ  จบราวสี่โมงเย็น เหลือเพียง 5 คนที่ยังไปไม่ได้  สบายละคืนนี้  คงฝึกกันสนุก  มื้อเย็นวันนี้กับข้าวเอร็ดเป็นกรณีพิเศษ  แต่ละคนทานกันไม่มากคงเป็นเพราะเกรงใจกันอยู่เดี๋ยวเค้าจะมองว่าเอออีพวกนี้ตะกละมาจากไหน  ผลไม้เพียบ  แอ๊ปเปิ้ล  สาลี่  ลองกอง  ส้ม  ส่วนนึงต้องขอขอบน้ำใจคณะเราที่บริจาคทรัพย์เพื่อการกิน  แหมอานิสงค์มีมากเลี้ยงอาหารผู้ปฏิบัติเพื่อการไม่เกิด   


มาช่วงค่ำก็จัดเต็มกันต่อครับ  เวลานี้ไปได้เกือบหมดแล้วผมจึงพากระดึ๊บ แต่ก่อนกระดึ๊บก็เชิญบรรดาโจทย์เก่าแต่หนหลังมาขออโหสิกรรมกันก่อนและผมก็ขออโหสิกรรมด้วย  จริงๆไม่อยากเล่ากลัวคนเอาไปพูดแบบไม่เข้าใจก็ขอเล่าดีกว่า  คงต้องยอมรับกันตรงๆว่าคนหลายคนที่มาเป็นคนที่อธิษฐานตามผมมาแต่หนหลัง  เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน  เพราะเรามาเอาดีกันแต่มันติดตรงที่ว่า  คนเก่าๆของผมที่ผูกพันกันมาจะมีอาการบีบที่หัวใจ  ใจสั่น เกิดความทรมานแบบที่ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร  แค่มองหน้าผม  อ่านข้อความผม  หรือได้ยินเสียงผม  อาการต่างๆก็จะเกิด  ตรงนี้บางคนเป็นบางคนไม่เป็น  สำหรับคนที่เป็นส่วนใหญ่ฝึกได้แล้ว  คนที่ฝึกไม่ได้ก็ไม่เป็นอาการดังกล่าว  ทีนี้อีตอนฝึกญานนี่มีการย้อนดูอดีตชาติของตัวเองไอ้เราก็กลัวเดี๋ยวมันจะไม่อโหสิกรรมให้ก็ขอมันเสียก่อนดีกว่า   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครไม่เจอกับตัวเองไม่มีวันเชื่อครับ   ผมเข้าใจดี  และอีกอย่างนึงคือเมื่อคนเหล่านี้บีบบหัวใจ  ใจสั่น  เจอผมอยากร้องไห้  จุก แน่น  อะไรต่างๆก็แล้วแต่ผมจะเป็นด้วย  ผมถึงได้เข้าใจว่ามันทรมาน  จึงต้องการให้มันคลายตัว  ก็ต้องอโหสิกรรมกันเพื่อให้คลายลง  แต่มันก็จะไม่หมดไป  เอ้ามาว่าต่อเรื่องกระดึ๊บแหมเพลินครับเอาเป็นว่ารู้กันในทริปเราก็แล้วกันว่ามันคืออะไร  แต่งานนี้เจอหลวงพ่อเต็มๆหลายคน  ร้องห่มร้องไห้กันไปให้หายคิดถึงหลวงพ่อ  คืนนี้เราเหลือ 3 คนที่ไปไม่ได้  เมื่อฝึกรวมเสร็จเป็นช่วงเก็บตกต่อ  ช่วงนี้ก็ใช้วิธีพิเศษไปสองคน  มีไปได้คนนึงอีกคนไปได้เช่นกันแต่ติดไม่เห็น  ได้แค่ความรู้สึก  ส่วนอีกท่านนี่อารมณ์ดิ่งเข้าฌานตลอด ผมเวียนผู้ช่วยผมเข้าไปแนะสลับสับเปลี่ยนกันจนเหนื่อย  ตรงนี้ขอยอมรับครับว่าผิดที่ผมเอง  สิ่งนึงคือผมต้องการดูกำลังใจผู้ช่วยกับอีกสิ่งนึงคืออยากได้คนแรกของผมที่มาฝึกในทริปแล้วไปไม่ได้  นี่คือความเลวที่ผมยังเหลืออยู่มาก  ผมเห็นว่าผู้ช่วยชักแย่แล้วจึงตัดสินใจขึ้นไปคุยกับหลวงพ่อ  ยังไม่ทันได้ถามท่านเลย  ท่านบอกพร้อมชี้นิ้วสั่งว่า ให้มันฝึกแบบคนโง่ๆ  อย่าไปช่วยมัน  คำว่าอย่าไปช่วยมันที่ท่านพูดนี่คือการชาร์จแล้วดึงนะครับ  ผมก็เลยไม่ช่วยไปช่วยอีก 2 คนแทน  จนแล้วจนรอดเหลือ หนึ่งคนที่ยังไปไม่ได้  กับอีกคนที่ไปได้แต่ไม่เห็นขึ้นๆลงๆยังจับอารมณ์ไม่ได้  สำหรับผมยังไม่กังวลครับแต่ผู้ช่วยผมนี่สิ  นั่งร้องไห้เพราะต้องการให้เขาไปได้และไม่อยากให้ผมมีคนแรกให้จดจำ  แหมต้องปลอบกันพักนึง  


คืนนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมทำคือการทำน้ำมนต์รักษาโรคเวรโรคกรรมให้กับคณะเรา  ด้วยความที่หมดแรงเลยต้องนอนทำน้ำมนต์  เชื่อว่าหลายคนคงเห็นแล้วว่าสิ่งที่ผมเล่าไว้แต่ละอย่างมันเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น  กินเข้าไปแล้วคลื้นไส้  อ๊วก หรือเรอ ออกมา  พะอืดพะอม  เนี้ยแหละครับต้องให้เห็นกันจะๆกับตา  หายไม่หายไม่รู้แต่ที่รู้คือสิ่งไม่ดีต่างๆในตัวเรามันจะออกมาจากการขับของน้ำมนต์   ไปๆมาๆทีนี้แย่งกันกินใหญ่  เออดี  ถ้าทำขายคงขายดี  คืนแรกผ่านไปด้วยความราบรื่นครื้นเครงทุกคนที่มาสนิทกันเร็วมาก  คุยกันสนุกสนานคล้ายไม่ได้เจอกันมาหลายร้อยปี  วันนี้ผมสุขใจหลายๆอย่างที่เห็นความรักความสามัคคี  ความดีพวกท่านที่ทำมันสร้างความสุขใจให้ผมและเชื่อว่าท่านพ่อมองดูเราอยู่และท่านก็สบายใจที่ลูกหลานบริวารท่านมาพบทางกลับบ้าน



วันที่สองนี่เราตื่นกันแต่เช้า ช่วงเช้ามีกิจกรรมสาธารณะประโยชน์  แต่ติดว่าคนของเรามากแต่ไม้กวาดมี 3 อันเลยต้องเปลี่ยนแผนมาเป็นทานข้าวเสร็จก็ให้มาเล่าประสบการณ์สำหรับคนที่มาครั้งแรกแล้วฝึกได้  ช่วงนี้ผมอัดคลิปวีดีโอไว้  ก็จะเอามาลงให้เปิดฟังกัน  มีอยู่ท่านนึงที่ผมฟังแล้วมันจุกอก  แกบอกว่าแกตามอ่านเรื่องผมมาตลอดตั้งแต่ก่อนมาทำเวปเอง  แกจะมาทริปก่อนๆก็ไม่ได้มา  มาเวปใหม่ก็ตามมาตลอดไปฝึกหลายที่ก็ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ  รอมาปีกว่าว่าเมื่อไหร่ทริปจะมีอีกครั้ง  ผมฟังแล้วจุกและเข้าใจความรู้สึกของพวกท่าน  ผมคิดว่าถ้าจะมีทริปต่อๆไปก็จะต้องดูเวลางานของผมเป็นอันดับแรก  แต่ให้สัญญาว่าจะต้องมีแน่รุ่น 2 ในเดือนกุมภาพันธ์   จบจากเล่าประสบการณ์ผมก็ให้แจกพระแล้วปล่อยให้ไปพักตามสบายส่วนผมไปช่วยอีก 2ท่านที่เหลือ  จนแล้วจนรอดก็สัมผัสพระนิพพานได้ทุกคน  มันเป็นความสุขที่มีค่ามากมายหาคำบรรยายไม่ได้   สำหรับคนสุดท้ายที่ไปได้นั้น  หลวงพ่อท่านมายืนข้างๆแล้วท่านพูดอะไรบางอย่างทำให้ผมและผู้ช่วยผมร้องไห้กันแทบแย่  หลวงพ่อมาทีไรผมร้องไห้จะเป็นจะตายทุกที  ผมรักท่านเหลือเกิน  ท่านรู้ว่าผมกำลังใจถดถอย  ท่านมองมาทางผม  บอกผมว่า  "ลูกรัก พ่อจะต้องทำให้ลูกเห็นอีกซักกี่ครั้งลูกถึงจะเชื่อพ่อ ว่าพ่อไม่ทิ้งลูกพ่อไว้  เมื่อลูกมีพ่อ พ่อจะอยู่ในใจลูกตลอดเวลา"  ผมร้องไห้แทบตายครับ  การก้มลงกราบที่เท้าท่านมันยังสูงเกินไปสำหรับผม  ผมต้องแทรกแผ่นดินลงไปแล้วกราบท่านมันถึงจะคู่ควร  ผมไม่เคยเล่าไปร้องไห้ไปนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเล่าให้พวกท่านฟังแล้วร้องไห้ไปด้วย  มันเป็นน้ำตาแห่งความรักที่ผมมีให้กับหลวงพ่อ  ไม่มีคำไหนในโลกจะมาใช้เปรียบเทียบกับความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีให้กับพวกเรา  สุดท้ายเราก็ต้องปฏิบัติเองเพื่อตามท่านกลับบ้าน


มาถึงช่วงสุดท้ายก่อนการจากลาก็มีการฝึกรอบสุดท้ายและให้จำอารมณ์  ตามด้วยการลาพุทธภูมิกัน  จากนั้นก็มีการบรรเทากรรมโดยวิธีพิเศษ  ที่ว่าวิธีพิเศษนี่คือผมดึงอาการป่วยออกมาจากคนป่วย  เดี๋ยวก็รู้ว่าหายมั้ยรอเจ้าตัวมาเล่าให้อ่านก็แล้วกัน  แล้วก็ร่ำลากันก่อนกลับแจกของที่ระลึก  หลายคนมีความสุข  หมดสงสัย  หมดคำถาม  ผมกราบขอขมาพวกท่านหากมีสิ่งใดในคำพูดผมทำร้ายความรู้สึกท่าน  ทำให้ท่านไม่พอใจ  ขอให้เข้าใจว่าผมไม่มีเจตนา  และผมยินดีด้วยที่พวกท่านมีความสุขกับการมาปฏิบัติในครั้งนี้  สุดท้ายนี้ขอให้พวกท่านแสดงถึงการให้เกียรติผมโดยการเล่าประสบการณ์หรือความรู้สึกต่างๆไว้ให้คนรุ่นต่อๆไปอ่านกันครับ  วันนี้ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้  สวัสดี...


MV ทริปหลวงพ่อตามกลับ ครั้งที่ 1

http://www.youtube.com/watch?v=Aez2i-cFxlc

ความคิดเห็น

  1. 1
    Lukpla
    Lukpla 22/01/2014 00:57

    สวัสดีค่ะ ชื่อลูกปลาค่ะ เป็นคนเล่าเรื่องไม่เก่งค่ะ อธิบายอะไรยาวๆไม่เป็น ก็ขอเล่าประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนได้มโนมยิทธิจนถึงได้มาเป็นครูฝึก ขอย้อนไปตอนเด็กๆ เด็กมากประมานอนุบาล เป็นเด็กบ้าค่ะ ชอบคิดว่าเกิดมาทำไม เมื่อไหร่จะตาย ตายแล้วไปไหน ชีวิตไม่เห็นมีความสุขเลย ถ้านอนหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกคงดี แล้วไม่ต้องมาเกิดแล้วคงดี ถามตัวเองอยู่แบบนี้ตลอด เฝ้าหาคำตอบว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริง เหมือนเป็นเด็กที่เก็บกด ฮ่าๆๆๆ พอโตมาประมาณมัธยมปลาย เรียนพระพุทธศาสนา แล้วข้อสอบออกว่านิพพานคืออะไร จำคำพูดพระอาจารย์ได้ว่านิพพานคือไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ในใจคิดเลยว่า อยากไปนิพพานจัง กลับบ้านมาบอกแม่ว่า แม่ลูกปลาจะไปนิพพานนะ แม่ก็งงๆ บอกไปอย่างนั้นโดยที่ไม่รู้เลยว่าต้องทำไง ต้องไปยังไง แล้วก็ลืมมันไป ตอนช่วงสมัยม.ปลาย เป็นเด็กเลวมาก ผิดศีลกระจาย เข้ามหาลัยมาก็คบเพื่อนไม่ดีค่ะ พากันไปเที่ยวดึกๆ เช้าก็ไปเรียนไม่ไหวโดดเรียนกระจาย โกหกนี่ทำเป็นเรื่องปกติ จนพอมาเข้ามหาลัยอยู่ปี 2 ชีวิตเปลี่ยน พอเลิกกับแฟน เสียใจมากร้องไห้จนน้ำจะท่วมบ้านตาย ก็ฝันเห็นหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ท่านลูบหัวแล้วบอกว่า อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป เค้าไม่ใช่ของเรา มันดีแล้วไม่ใช่หรอที่เป็นแบบนี้ อย่าเศร้าหมองอีกเลย พอตื่นมาก็ตั้งใจว่าจะไปนิพพาน แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คิดอย่างแรกว่าต่อจากนี้ไปจะรักษาศีล 5 ตลอดชีวิต แล้วก็เปลี่ยนตัวเองสวดมนต์นั่งสมาธิฟังเทศน์ทุกวัน แล้วก็เข้าสู่ธรรมะแบบงงๆ เพื่อนที่คบอยู่ก็เลิกคบมันไปค่ะ เพราะมาเจอกับหลิงตอนนั้นทุกข์ใจมาก โดนเพื่อนใส่ร้ายป้ายสีตีไข่ อยู่กับหลิงกันสองคน ร้องไห้เกือบทุกวัน ไม่อยากไปเรียน แต่ไม่เคยเสียใจเลยที่มีหลิงเป็นเพื่อนสนิท เหมือนรู้จักกันไม่นานแต่รักมันมาก แล้วก็มีคืนนึงฝันว่าแม่เอาสร้อยพระมาให้คล้อง พอคล้องลมก็พัดมาใส่ตัวเราแรงมาก ก็ถามแม่ว่าพระอะไร แม่บอกว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตื่นมาก็เล่าให้แม่ฟัง ถามแม่ว่าที่บ้านมีมั้ย แม่ก็บอกว่าไม่มี ผ่านไปอาทิตย์นึงมีคนเอามาให้เป็นจี้พระแบบเดียวกันกับในฝัน จากนั้นก็เริ่มมาฟังหลวงพ่อ รู้สึกรักหลวงพ่อมาก นึกถึงหลวงพ่อทีไรร้องไห้ทุกที พูดถึงหลวงพ่อแล้วน้ำตาก็จะไหลตลอด รู้สึกคิดถึง อยากไปหาอยากไปอยู่กับหลวงพ่อ ความทุกข์ที่มีเบาบางลง แล้วแม่ก็มาบอกให้ไปฝึกมโนมยิทธิกับหลิงสิ หนูไม่เคยรู้ว่าก่อนเลยว่ามโนยิทธิคืออะไร ต้องทำยังไงก็ชวนหลิงไปบ้านสายลม ด้วยความที่เป็นเด็กเอ๋อๆคนนึง ก็พาเพื่อนไปผิดวันเพราะดูวันผิด ไปเสียเที่ยวเลย แล้วเหมือนเคยเห็นว่ามีที่สระบุรี อีกอาทิตย์นึงก็ขับรถไปก่าหลิงที่ศูนย์พุทธศรัทธา ไปแบบมั่วๆ เนื่องจากเป็นคนดูแผนที่ไม่เป็น ฮ่าๆๆๆ ก็ขับหลงกันอยู่สักพัก ก็เลยปล่อยไปตามหัวใจ ขับเรื่อยๆโดยไม่สนใจแผนที่ใดๆ อยู่ดีๆก็ถึง ถึงแบบงงๆ ก็ไปฝึกกับครูชนะ ตอนแรกคิดว่าตัวเองคงไม่เห็นไรหรอกก็มาลองๆดู ไม่เคยจับภาพพระ ไม่เคยรู้ว่าทิพจักขุญาณคือไร มาแบบไม่รู้อะไรเลย พอตอนแรกครูชนะให้นั่งภาวนานะมะ พะธะ ก็นั่งภาวนาไปเรื่อยๆ อยู่ๆเห็นหลวงพ่อยืนยิ้มอยู่ข้างหน้า แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าเห็นจริง ตอนนั้นคิดว่าคิดไปเอง พอครูถามว่าเห็นไรมั้ย หนูก็ตอบว่าไม่เห็นค่ะ แต่หลิงเห็นหนูก็เลยคิดว่าสงสัยหนูไปไม่ได้แน่เลย หลิงคงไปได้ ครูชนะก็ให้พิจารณาตัดร่างกาย แล้วหนูก็เห็นเท้ากับขาใครไม่รู้ใหญ่มากเห็นใสๆยืนอยู่ข้างหน้าหนู ก็เลยบอกครูชนะว่าเห็นเหมือนมีคนยืนอยู่ข้างหน้า จากนั้นก็ขึ้นไปได้ ตื่นเต้นมากเลยค่ะใจเต้นแรงมาก รู้สึกดีใจปลื้มใจได้เห็นพระพุทธเจ้า หลังจากฝึกเสร็จเหมือนชีวิตเปลี่ยนไป รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตามหลวงพ่อมา ขอบคุณความทุกข์ต่างๆที่เข้ามา ขอบคุณหลวงพ่อที่มาตาม แล้วก็มีโอกาสได้ไปที่ศูนย์พุทธศรัทธาบ่อยๆ ไปฝึกมโนมยิทธิบ้าง ไปนอนบ้างเพราะหนูกับหลิงรู้สึกรักครูชนะมาก รู้สึกว่าศูนย์พุทธศรัทธาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง พอกลับมาเรียนก็จะคิดถึงครูชนะตลอด แล้วเมื่อเดือนธันวาปีที่แล้วมีงานบวชเนกขัม ก็มีโอกาสได้ไปกับหลิง ไปบวชสามวัน หลังจากที่ทิ้งพระไปบ้าง เป็นบ้าไปบ้าง ติดเพื่อนไปบ้าง เรียนหนักไปบ้าง หายไปช่วงนึง ไปบวชครั้งนี้เหมือนเรียกทุกอย่างกลับคืนมาอีกครั้ง และได้รู้จักกับพี่กวง เลยได้มาเข้ากรุ๊ปหลวงพ่อตามกลับ รู้จักกับพี่บอล แล้วอยู่มาวันนึงพี่บอลก็มาบอกให้หนูเป็นครูฝึก หนูก็งงๆว่าหนูเนี่ยนะ อย่างหนูเนี่ยนะจะเป็นครูฝึก หนูจะไปฝึกใครได้ตัวเองยังเอาไม่รอดหนูทำไม่ได้หรอก ยังบ้าๆบอๆ ทำตัวติงต๊องไปวันๆ อุปาทานกินไปวันๆ ทำตัวกากๆไปวันๆ หนูกังวลมากว่าหนูจะไหวหรอ หนูจะทำได้หรอ หนูเนี่ยนะ แต่พี่บอลบอกว่าหนูไหว หนูไหวก็ได้ ลองดูก็ได้ แต่ก็แอบเครียดเพราะหนูพูดไม่เก่ง ไม่ชอบอธิบาย เป็นคนที่เข้ากับผู้ใหญ่ไม่เก่งเลย เข้ากับคนอื่นได้ยากมาก หนูตายแน่ จนถึงวันไปทริปหนูตื่นเต้นมากประกอบกับเจอปัญหามานิดหน่อยทำให้ใจไม่เบาเลย หนูคิดว่าตายแน่เลยจะไปฝึกใครเนี่ย ตัวเองยังใจหนัก แล้วพอถึงเวลาที่ต้องไปฝึกให้คนอื่น ใจก็นิ่งเองเฉย ทุกคนไปได้ หนูดีใจมากที่ทุกคนเห็นหลวงพ่อ เห็นพระพุทธเจ้า หนูรู้สึกปลื้มใจดีใจ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก รู้แต่ว่ายิ้มตลอดเลย ทุกคนในทริปน่ารักมาก หนูขอบคุณพี่บอลที่ให้เป็นครูฝึก ไม่รู้ว่าหนูมาอยู่จุดนี้ได้ยังไงแต่หนูดีใจและยินดีที่ได้มาช่วยตามลูกหลานพ่อกลับบ้าน หนูดีใจที่ได้มาเจอพี่บอล ขอบคุณจริงๆ รักหลวงพ่อที่สุดค่ะ 

  2. 2
    22/01/2014 00:18

    Manomayitthi Enlightenment Training (Written By: Kelvin Chow)


    Dear fellow’s friend, brother & sister, today, I’ll be sharing my personal experiences Before, During and After the “Manomayitthi Enlightenment Training”. Early back when the time my family lives in Hong Kong we were all Christian, and then later on I couldn’t remember how it happened, but we all changed to Buddhism (Taoism). At the age of 9 years old, my family migrated to Thailand, and during the crisis in 1997 my family suffered significant financial damage, the situation were very bad, but because of that, it turned out to be the beginning to the greater spiritual path for my family.


    I was at the age of 14 years old, when my mother has met a spiritual teacher who helped her diminish her suffering from the family crisis. From then onward she has been practicing every day, with her influences and teaching to her 3 children, we’ve eventually absorbed endless of knowledge in this spiritual world of Gautama Buddha. Whenever there are chances we would practice with her, meditate with her, take leaves to go to different practice shrines in Thailand and in other countries, and eventually with this remedy my family has come back to normal in the human world. I would like to take this chance to “THANK YOU MOTHER CHATRA CHOW FOR GIVING BIRTH TO ME AND GIVING US SUCH TEACHING, MENTAILITY AND KNOWLEDGE. ALSO THANK YOU TO MY DONNY CHOW FOR PROVIDING US WITH SUCH GREAT EDUCATION AND TEACHING. WITH YOU TWO WE WOULDN’T BE WHO WE ARE TODAY”.


    Life when on with the usual (Happiness, sorrow, stress, excites………etc.) Then I graduated, started working and met my soul mate, we got married, and then one day a life changing event has occurred when uncle Ouan linked my wife to a way of spiritual teaching of which I’ve never heard of. Thus this is the beginning of this journey…


     


    BEFORE THE TRIP


    Before anyone are qualify to join in to the training, there will be a spiritual test through the phone by one of the teacher assistant. After I was given the test, there were doubts about me joining in this training as there seem to be some kind of spiritual force which are preventing me to do so. This is the information which I was given. There were thoughts going through my mind on this new knowledge, thoughts of curiosity, the feeling aroused by something strange, awkwardness and surprising.


    In spite of everything, basically I wanted to know what this kind of teaching is, because it is something that I’ve never heard of. But at the same time with the given information through the phone to me and to my wife, a contradiction feeling raised to my existing familiarity of the Buddhism path of Gautama Siddhartha. However, my intention is to lead my wife into the holy path of Buddhism, and therefore, no matter what it is, I will make sure that we attend training that offer such knowledge.


     


    DURING THE TRIP


    During the trip, the first changing point of my contemplations are the eye contact I’ve had with K. Bon. The sensation within changed once we met, without any spoken words it feels like I’ve understood everything. Similar to the Buddhism teaching of the Zen Master where there is a saying;




    “God, whose love and joy


    Are present everywhere,


    Can’t come and visit you


    Unless you aren’t there”.


     


    The inner peace and fullness cannot be learn and master by accumulating knowledge. Only if we understand to empty our insight, thus it will come. Exactly this is how I felt through my spiritual connection with K. Bon. Then later throughout the day there were trainings on deep meditation to practice the sentimentalism. During the practice miraculous thoughts are seen with my mind, seeing and feeling images of your body and soul in a different realm, or also known as the enlightenment. The first image that I saw was myself as a monk in a place which I was during my last ordination and in the exact same shrine and position, and I was in front of the same jade Buddha image. It was only silence and peace……………….. myself standing in front of myself very still and bright, then a voice came in saying;


     


    “Listen to the teaching without trying to make it conform to your


    Own self-centered view point; otherwise, you will be unable to


    Understand what is said…….. Unify your body and mind and receive


    The Master’s teaching as if water were being poured from one


    Vessel into another”.


     


    The feeling of being a enlighten monk “Phra Orahun” has joined into my body and soul. Precisely, this was the feeling, you hear nothing, you feel nothing, you sense your lightness, you see things that a normal human would claim as illusions, but in fact I understand now that it is the inner peace that I’ve experienced. But only for the duration of time in the training.


     


    AFTER THE TRIP


    For the first few days I feel like that I could sense humans around me. When at home with my wife I can feel what’s in her (Which we always do, because the passionate Love that we have). But then that night we travelled to a temple for praying of which is located in an area with lots of prostitutes. I’ve to say I felt extremely uncomfortable, feels dizzy, and my heart pumping strongly, nothing I’ve said to my wife on this day, because I wasn’t certain enough. But the next day the exact same effect occurred, and I explained this feeling to my wife. With the information giving back to me from the insight, I now understand everything.


    To people who are now reading this article, all I can say is that many things you will understand when your time has come, and without experiencing it with your own body and soul, no words could enlighten you.


     


    Lastly, I would like to Give a Truly Thank you to Uncle Ouan for initiating this to my wife, linking me into this as well, K. Bon for providing, setting, planning and training to us all with the knowledge and practice, K. Gouang for providing the preliminary spiritual testing and supports in all manners, the culinary team for the good food, TA’s for supporting on the newbies on the training, the resort team for the accommodation and to all new friends to join into this new exciting journey. THANK YOU.


     


    Warmest Regards to All,



    Kelvin Chow.

  3. 3
    Lhing
    Lhing ling_8776@hotmail.com 21/01/2014 22:45

    สวัสดีค่ะ ชื่อหลิงค่ะ ขอแชร์ประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนและหลังมาฝึก.....


    ก่อนอื่น ต้องเล่าก่อนว่าหนูเกิดมาโชคดีตรงที่มีพ่อที่ชอบทางนี้ท่านปฏิบัติธรรมและคอยหมั่นสอนหนูเสมอพ่อจะเล่าเรื่องธรรมะให้ฟังอยู่บ่อยๆ ก่อนนอนหนูจะชอบไปขอพ่อฟัง พ่อก็จะเล่าเรื่องนู่นนี่เล่าเรื่องไปนิพพาน พ่อบอกไปนิพพานคือหลุดพ้นจากการเกิด หนูฟังตั้งแต่เด็กไม่รู้เป็นอะไรบอกพ่อไปว่า หนูจะไปนิพพาน หนูจะไปให้ได้ พ่อฟังก็ยิ้มบอก ลูกต้องตั้งใจต้องเป็นคนมีสติฝึกนั่งสมาธิรักษาศีล มันไม่ได้ไปกันง่ายๆ  ตอนนั้นแรงฮึดมีมากไม่รู้อะไรมั่นใจเหลือเกินว่าจะไป ก็นั่งสมาธิเลยตั้งแต่เด็กไม่มีคนสอนก็นั่งภาวนาพ่อบอกจับลมหายใจ พุทโธๆก็นั่งเลย จำได้ว่าอยู่ป.สี่นั่งครั้งแรกรู้สึกนิ่งมากจนตัวมันชา ชาเพราะนั่งนานรึเปล่าไม่รู้ บางทีก็นั่งแล้วหลับ บางครั้งก็นั่งแล้วรู้สึกหายความรู้สึกเหมือนหายวึบไปเลยชั่วเสี้ยววินาที ตอนนั้นชอบมากนั่งบ่อยเลยชอบ อยากไปนิพพานจัดไม่รู้หรอกไปยังไง พ่อบอกนั่งสมาธิก็นั่ง  แต่ก็อย่างว่าด้วยความที่เด็กก็ทำอะไรตามประสาช่วงไหนผีออกก็มาสวดมนต์นั่งสมาธิช่วงไหนผีเข้าก็บ้าๆบอๆ เป็นอย่างงี้จนมาถึงจุดเปลี่ยนที่พีคที่สุดก็ตอนที่เจอมรสุมหนักเป็นช่วงก่อนมาฝึกมโนยิทธิก่อนมาเจอหลวงพ่อมาเจอคำสอนท่าน


    คนเราพอไม่ทุกข์ก็คงไม่วิ่งหาธรรม คำนี้ใช้ได้จริงๆกับหนูค่ะเพราะอันที่จริงเริ่มแรกของการได้มาฝึกมโนยิทธิได้มาจริงๆจังก็คือช่วงที่มรสุมเข้าชีวิต ตอนนั้นจำได้ว่าภาระทุกอย่างรอบตัวมันรุมเร้าส่วนใหญ่เป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นตอนนี้มองย้อนกลับไปละตลกน่าดู เรื่องมันไม่มีอะไร แต่กลับไปทุกข์ไปยึด นึกก็ขำตัวเองว่าเอ้อเรานี่โง่แท้ๆ แต่ก็อย่างว่าล่ะค่ะก่อนฉลาดต้องโง่ก่อนเสมอ ตอนนั้นจำได้ว่าหนูรู้สึกเหมือนอยากจะหายไปเลยหายไปจากโลกนี้ มันเหนื่อยค่ะรู้สึกเสมอว่าทำไมทั้งๆที่มีคนรอบตัวเรามากมายแต่กลับรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเรา ตั้งคำถามกับตัวเองทุกวัน ว่าทำอะไรอยู่ ทำไปได้อะไร สุดท้ายแล้วจะได้อะไรคิดอยู่แบบนี้วนไปวนมาเหมือนคนบ้าแล้วก็ร้องไห้ เพราะมันหดหู่ยิ่งมองว่าปลายทางชีวิตจะจบยังไงกัน เกิดมาเพื่อตาย เกิดมาทำไมนะ เมื่อทุกวันก็มีแต่ผ่านไป ผ่านไป แล้วหนูจะอยู่ไปเพื่ออะไร?สิ่งที่เผชิญอยู่ตอนนี้เราทำไปเพื่อใคร? เสียใจจังเหมือนคนทำผิด(ก็ไม่รู้ว่าผิดอะไร) พอเอาคำถามนี้ไปถามเพื่อนคนอื่นเค้าก็หัวเราะเราละก็บอกว่าเรียนจนเครียดเหรอ เรียนหนักไปเหรอ ทะเลาะกับใครมา ใครทำอะไรเรารึเปล่า ไปทำใจสงบๆบ้างนะ ตอนนั้นฟังแล้วโอยทำไมไม่มีใครเข้าใจเลยต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ก็ทิ้งความฮึดไปนิพพานมานาน พอเจอจุดพีค มรสุมครั้งแรกแบบนี้ เอาละ ความฮึดมีมาใหม่


    หลังจากนั้นก็มาเจอเพื่อนคนนึงซึ่งทุกวันนี้เป็นเพื่อนสนิทกันมากก็มาชวนไปฝึกมโนยิทธิตอนนั้นฟังละ อะไรคือมโนยิทธิเพื่อนเองก็ไม่รู้มันบอกว่าพาไปดูนรกสวรรค์ ไปนิพพาน ก็เออไปๆคิดในใจเราจะไปได้เหรอจะเห็นเหรอ แต่ตอนนั้นก็ตัดสินใจไปกันกับเพื่อนทีแรกไปบ้านสายลมไปถึงก็วืด เพราะวันนี้ไม่มีฝึก ก็ขำฮาๆสงสัยจะไม่ใช่ทางคิดอย่างนั้น อีกครั้งก็ลองไปที่ศูนย์พุทธศรัทธาดู อันที่จริงบอกเลยว่าไม่ได้ตั้งใจมากเท่าไหร่ ศูนย์พุทธศรัทธาอยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้เลยต้องเตรียมอะไรยังไงก็ไม่รู้ไปกันแบบไปหาเอาดาบหน้า คิดซะว่าจะได้ก็คือได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่แล้วก็ไปกันจนได้ ทีแรกลงมาจากรถครูชนะเดินมารับ ประโยคแรกที่ครูพูดคือ มากันแล้วเหรอ หนูกับเพื่อนก็เอ๋อไปซักพักหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัยว่า รู้ได้ยังไง? จากนั้นก็ลองฝึกครูก็ถามว่าเห็นด้วยจิตเอาจิตสัมผัสรู้จักมั้ยตอนนั้นครูถามเข้าใจว่าอออารมแบบความรู้สึกคล้ายๆเซ้นส์แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรไปจากนั้นครูนำอารมไปชี้ให้เหนร่างกายว่าสกปรกก็คิดตามชีวิตเกิดมามันทุกข์เพราะมีร่างกายเพราะมีภาระหน้าที่ พอเริ่มฝึกครั้งแรกก็ไปได้แต่ภาพก็ไม่ชัดไม่ใสเห็นเป็นสีขาวหินห่อน แต่ลิ่งที่ได้กลับมาในครั้งแรกคือศรัทธาที่สูงปริ้ดปรอทแตก หนูรักหลวงพ่อมากทันทีจากครั้งนั้น รักพระพุทธเจ้ามาก รักนิพานมากและมั่นใจเลยว่าต้องไปนิพพานได้ในชาตินี้เท่านั้นจากนี้จะทำเพื่อสิ่งนี้สิ่งเดียว


    ก่อนกลับครูชนะย้ำนักย้ำหนาว่าต้องมาอีกนะมาบ่อยๆอย่าทิ้งพระนะสงสัยครูจะรู้ว่าหนูมันบ้าๆบอๆฮึดเป็นพักๆแต่ทว่ากลับมาแรกๆก็ฝึกเองภาพใสมากขึ้นและชัดมากขึ้นเรื่อยๆกว่าที่ไปฝึกภาพมันใสสว่างเอง แต่ความที่กำลังใจน้อย บทจะฉลาดก็ฉลาดหน้าใจหายจะโง่ก็โง่สุดจะบรรยายผ่านไปประมาณเทอมสองเทอมความฮึดถอยลงเนื่องด้วยงานที่หนักหน่วงขึ้นเป็นเท่าตัวอยู่กะทุกข์ตลอดเพราะต้องวิ่งวุ่นกับภาระต่างๆที่ต้องรับผิดชอบ  เกิดอาการโลกดูดทิ้งไปช่วงนึง รู้ตัวตลอดแต่ก็บอกเอาไว้ก่อน รอก่อน เสร็จงานนี้ก่อน ผลัดไปเรื่อยๆ พอว่างก็กลับมาฮึดใหม่พิจารณาใหม่ พอมาเริ่มฮึดใหม่ภาพที่เห็นมันยังใสสว่างเหมือนเดิมเผลอๆชัดกว่าเดิมและรายละก็เอียดมากขึ้นด้วยตั้งใจทุกครั้งที่ฮึดว่าจะไม่ถอยลงแต่ก็เป็นตลอดพยายามดึงตัวเองละบอกว่าไม่ได้ๆชักจะเลวเกินไปแล้ว อยู่เสมอ ต้องบอกว่าการมาเจอและได้มาฝึกจากครั้งแรกสิ่งที่หนูพบคือ คำตอบของคำถามที่ว่าเราจะอยู่ไปเพื่ออะไร? พอเจอเป้าหมายกำลังใจจะเดินต่อมันก็มี แค่คิดว่าชาตินี้สุดท้ายแล้วจะทำอะไรมันก็เฉยๆไปหมด กลายเป็นคนไม่มีความทะเยอทะยานอะไรก็ได้ไปซะหมด อะไรที่เคยเครียดก็ไม่เครียดสักแต่ทำๆไปให้เต็มที่เดี่ยวก็ผ่านไป


    ล่าสุดก่อนจะมาทริปหลวงพ่อตามกลับหนูได้ไปบวชกับเพื่อนที่ศูนย์พุทธศรัทธาอีกครั้ง คราวนี้เหมือนกับเป็นจุดเปลี่ยนอีกรอบในชีวิต ผลจากการไปบวชครั้งนี้หนูได้อะไรกับมามากจริงๆ ก่อนลาศีลร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลแค่อะระหังสัมมา กราบพระก็ร้องน้าท่วมเสื่อ มันรู้สึกว่าพระพุทธเจ้ามีคุณกะเราแค่ไหน พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีสามสิ่งนี้ป่านนี้จะอยู่ไหนจะทำอะไร จะหลงทางอีกนานมั้ย ไม่มีหลวงพ่อ ป่านนี้ลูกจะไปเป็นหมาเป็นแมวที่ไหน ลูกนี่มันเลวจริงๆบังอาจลืมทิ้งพ่อไปได้ยังไงทั้งๆที่พ่อไม่เคยทิ้งเราเลยซักครั้ง ในการบวชครั้งนี้หนูได้รู้จักพี่กวง พี่กวงเป็นคนคุยเก่งมาก จู่ๆเดินมาก็คุยแหลก สนุกดีค่ะ พี่กวงได้ชวนหนูเข้ากลุ่มหลวงพ่อตามกลับ ก็เลยได้มาเจอกับทุกๆคนมาเจอกับพี่บอล


    หนูเข้ากลุ่มมาด้วยความงงๆเพราะอยู่ดีดีพี่กวงก็ขอลากเข้าหนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเข้าไปทำไมแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการได้มาร่วมทริป จำได้ครั้งแรกที่คุยกับพี่บอลพี่ถามว่าเคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองจะต้องเป็นครูฝึก ตอนนั้นตอบพี่ไปทันควันว่า ออรู้สึกมาตลอดแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปสอนใครเค้าได้หนูยังเอาตัวเองไม่รอดเลย พี่ก็บอกว่ามันเป็นสัญญาเก่า มันก็จริงอย่างที่ว่าเพราะหนูรู้สึกในใจแบบนั้นมาเสมอแต่พอมองดูตัวเองแล้วก็คิดว่า หนูคงทำไม่ได้หรอก หนูยังเลวอยู่มาก บ้าๆบอๆติงต๊องไร้สาระไปเรื่อย ทิ้งพระมาไม่รู้กี่ครั้งทิ้งแล้วเก็บทิ้งแล้วเก็บอยู่เรื่อยๆสารเลวจริงๆ  แต่แล้วก็ได้มาเป็นครูฝึกจนได้ ตอนฝึกครูเจอปัญหามากมายคิดในใจว่าตายแน่ๆจะไหวมั้ยเนี่ย ยังเป็นอย่างนี้ไปฝึกชาวบ้านไม่ได้แน่ แต่น่าแปลกที่แค่คิดถึงคนที่เราต้องไปฝึกหนูก็มีแรงฮึดสู้ต่อไป คิดอย่างเดียวว่าจะทำให้ดี สุดกำลังเท่าที่จะพยายามได้ จนวันที่มาฝึกก่อนหน้ามาตื่นเต้นมาก โอยจะทำอะไรทำยังไงจะพาเค้าไปได้เหรอ เราเนี่ยนะคิดระหว่างทางฟุ้งซ่านมากจะไปดีมั้ยนะไม่ไปได้มั้ยนะ แต่พอมาถึงสงสัยโดนพี่บอลชาร์จไปทีนึง เบาวิ้งทั้งวันเลย ไอที่คิดๆมานี่หายไปไหนไม่รู้นิ่งและเบาทันตาแล้วพอไปฝึกพี่พี่ก็สามารถไปกันได้หนูดีใจจนอยากจะร้องไห้ตาม เห็นพี่พี่ไปกราบท่านพ่อกันแล้วมีความปิติยินดีหนูมีความสุขมากๆค่ะรู้สึกอยากกอดพี่พี่ทุกคนเลยมันสุขใจจนหนูแทบจะลอยได้


    จากทริปสองวันหนูมีความสุขมากค่ะเห็นทุกๆคนรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก รู้สึกรักทุกคนโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เป็นเรื่องหน้าแปลกสำหรับหนูมากนะคะโดยปกติแล้วหนูจะเป็นคนเข้ากับคนอื่นยากมากโดยเฉาะคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนยากมากที่หนูจะสนิทด้วย แต่พอมาทริปนี้หนูรู้สึกสนิทใจไปซะหมดเลย ตลกดีค่ะ มาสองวันนี้ได้อะไรกลับไปมากจริงๆทั้งความรักความอบอุ่น ตอนลาพุทธภูมินี่ต้องบอกว่าพีคสุดเลยค่ะ ใจมันแน่นและร้อนจุกตรงอกจนเสียงต้องสั่น ลาเสร็จก็เบาวิ้งกว่าเดิมอีกค่ะรู้สึกดีมากจริงๆไม่อยากเกิดแล้วจริงๆ



    สุดท้ายอยากบอกว่าหนูรู้สึกขอบคุณมาก ขอบคุณทุกเรื่องราวในชีวิตที่นำพาให้หนูมาเจอหลวงพ่อเจอคำสอนท่าน นำพาให้หนูมาเจอพี่พี่น้องๆทุกคน เจอพี่บอล ขอบคุณตัวเองด้วยที่ทำมา หนูว่าชีวิตเราเหมือนหนังเรื่องนึงที่กำลังฉาย คนเขียนบทคือเรา ตัวดำเนินคือเรา คนดูก็คือเรา จะดำเนินไปยังไงก็คือสิ่งที่เราเขียนมาเอง ให้ชวิตมันผ่านแล้วผ่านไป จบเรื่องนี้ก็ไม่เขียนไม่ดูอีกแล้ว หนูคิดแบบนี้เสมอมาและตั้งใจว่าชาตินี้สุดท้ายแล้วไหนๆก็มาแล้วทั้งทีก็จะใช้ชีวิตนี้ให้คุ้มให้มีค่ามากที่สุดเท่าที่จะยังมีชีวิตอยู่ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเดินตามคำสอนพ่อให้สมกับเป็นลูกพ่อ ให้สมกับที่พ่อรักค่ะ…..

  4. 4
    MewMew
    MewMew mew.flicka@gmail.com 21/01/2014 21:04

    สวัสดีค่ะ หมิวค่ะ ทริปนี้เป็นทริปแรกค่ะ ที่หมิวมีโอกาสได้ไปฝึกมโนฯ


    ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องก่อนที่จะได้ไปทริปหลวงพ่อตามกลับกับพี่ๆน้องๆเพื่อนๆ ก่อนนะคะ สมาชิกทุกคนจะทราบกันดีว่าก่อนไปทริป จะมีการสอบอารมณ์ก่อน ของหมิวสอบอารมณ์ทางโทรศัพท์กับคุณพี่กวง


    Q1 : มโนยิทธิ คืออะไร? 


    หมิว : ไม่รู้เลย เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินตอนอายุ 25


    Q2 : พี่กวงถาม อยากเกิดอีกมั๊ย?


    หมิว : ตอบไม่ได้เต็มปาก ว่าไม่อยากเกิดอีก คือตอบพี่เค้าไปตรงๆ คิดในใจ เลือกได้ด้วยหรอวะ? 555  


    Q3 : รู้จักการไปนิพพานมั๊ย 


    หมิว : อ๋อ ที่ๆ พระพุทธเจ้าไป นึกในใจ จะไปนิพพานเลยหรอ? มันยากไปมั๊ย กว่าพระพุทธเจ้าจะทำได้ เราเป็นคนธรรมดาแท้ ๆ (สรุปสั้นๆ คือ ปรามาส อยู่ในใจ) 


    ความรู้สึกแรกของหมิวเลย คือ มีจริงหรอ ถึงมีจริง เราจะไปได้หรอ เราไม่ใช่พระ ไม่ใช่แม่ชี สวดมนต์ไม่ทุกวันเหมือนคนอื่นๆ แต่เคยไปบ้างปฏิบัติธรรม ไปที่ แม่ชีศันสนีย์ และ สำนักที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ไปฝึก เพราะเราเป็นคนอารมณ์ร้อน ฟุ้งซ่าน อยากฝึกจิตให้นิ่งๆ บ้าง แค่นั้น จุดประสงค์ไปแต่ละครั้งก็แค่ทำให้ตัวเราดีขึ้น แค่นั้นเอง แต่คราวนี้ พี่กวงเค้ามาถาม เรื่องนิพพาน โหหหหห ไกลตัวไปป่ะ ไม่ได้อยากจะไม่เกิดขนาดนั้น ยังอยากเป็นลูกแม่คนเดิม เป็นแฟนของผู้ชายคนนี้ทุกชาติ ไม่เอาอ่ะ (ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลย เกี่ยวกับ มโนมยิทธิ) 


    คราวนี้พี่กวงก็สอนจับภาพพระ ครั้งแรกในชีวิต ก็เออ ก็ดีอ่ะ มีสมาธิดี ก็คุยกับพี่เค้าเรื่อยๆ จนพี่เค้าวางสายไป ดูที่โทรศัพท์อีกที ชั่วโมงกว่า คือ งงเลย นั่งสมาธิได้ชั่วโมงกว่า?? แอบตกใจ เพราะหมิวเป็นคนสมาธิสั้น ไปปฏิบัติธรรมที่ไหน นั่งได้แปปเดียวก็เบื่อ ไมอยากนั่ง เมื่อยๆ สารพัดข้ออ้างต่างๆ นาๆ ก็ตัดสินใจลองไปดูและกันทริปนี้ 


    ในกลุ่ม LINE หลวงพ่อตามกลับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คุยกัน คือ เราเข้าไปแรกๆ งงมาก คุยกันเรื่องอะไร บทสวดเอย พระเอย วิธีนั่งเอย เราไม่รู้จักเลย ไม่เคยได้ยิน รุ่นน้องๆ เก่งๆทั้งนั้น เข้าหาธรรมมะตั้งแต่อายุน้อยๆ เก่งจัง และ ดีจังเลยคิดในใจ อีกใจแอบหวั่นๆ ถ้าไปแล้วจะรู้เรื่องหรอ จะทำได้มั๊ยเนี่ย คนอื่นเค้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แอบเครียด แอบไม่อยากไป กลัวตามคนอื่นไม่ทัน กลัวทำไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ลองเปิดใจ เอ้าน่าไปดู เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่างแม่* (กะรอชิ่งเลย)


    พอถึงวันแรกของทริป เจอพี่ๆ ทุกคน เจอน้องๆ เจอเพื่อนๆ พี่บอล คุณครูของพวกเราให้เรา จับภาพพระ (อันนี้สบาย เคยทำแล้ว คิดในใจ) แล้วต่อด้วย มโนมยิทธิ (ซวยและ จะทำได้มั๊ยวะ คิดในใจ) ก็นั่งไป ทำตามที่พี่บอลบอก จับภาพพระ เสร็จแล้วต่อมโนฯ ก็ได้ขึ้นไปเที่ยวหลายที่ แต่จิตก็ยังคิดตลอด สงสัยตลอด นี่คิดไปเองป่าววะ หรือว่าเราไปเห็นมาจริงๆ สงสัยตลอด จน...


    พี่บอลทักว่า : หมิวได้มโนแล้วหรอ (เล่นถามเดี่ยวเลย ออกไมค์ด้วย) ทำไงอ่ะ ต้องบอกว่าได้ดิ (อาย ถ้าทำไม่ได้ เดี๋ยวเจอโชว์ตัว ไม่เอาอ่ะ)


    หมิว : ได้แล้วพี่


    พี่บอล : แน่ใจหรอ


    หมิว : ก็แน่.....มั้งพี่


    พี่บอล : ไม่นะ เราเหมือนขึ้นได้ แต่แปปๆๆ หล่นลงมาอีกและ ขึ้นได้ หล่นอีกและ อยู่ได้ไม่นาน


    หมิว : คิดในใจ ชิบและ รู้ได้ไงวะ (ซวยแล้ววว) แต่ยังยืนกราน ได้แล้วๆ 555 เดี๋ยวตอนบ่ายลองใหม่ ลองลบความสงสัย ลองเปิดใจแบบหมดจด


    พอตอนบ่ายของวันแรก พี่บอลให้นั่งทำมโนอีก เริ่มเหมือนเดิม คือ จับภาพพระ และ ต่อด้วยมโนมยิทธิ คราวนี้เริ่มสนุก เพราะได้เที่ยวหลายที่ นั่งนานกว่าเดิม พอนั่งเสร็จ ความรู้สึกแรก คือ ขนลุก พูดกับแฟนว่า เห้ยยยย หมิวเป็นลูกสมเด็จองค์ปฐม แล้ว สมเด็จเอามือมาลูบหัว ความสงสัยเริ่มหมดและ เริ่มรู้สึกว่า อันนี้ไม่ใช่เล่นๆและ อย่างที่สองที่รู้สึกคือ นั่งสมาธิเกือบ 2 ชั่วโมง ไม่ปวด ไม่เมื่อย เหน็บกินแต่ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คือ ก่อนหน้านี้ไปปฏิบัติที่ฉะเชิงเทรา นั่งได้ ไม่ถึงสิบนาที ปวดหลัง ปวดขา เจ็บขา เหน็บกิน ไม่อยากนั่ง ไม่อยากเดินจงกรม เบื่อ อยากกลับบ้าน ไม่เอาแล้ว ไม่สนุก ไม่มีสมาธิ (อย่างที่บอกคือ สมาธิสั้นมากๆ) แต่ที่นี่เกือบสองชั่วโมง ไม่เป็นไร (ขนาดแฟนยังงงว่า นั่งนานได้ขนาดนี้เลยหรอ ตั้งแต่คบกันไม่เคยเห็น) แต่กลับสนุก และ อยากรู้มากขึ้น ขนลุก เหมือนได้เจอบ้านที่พลัดพราก เหมือนได้เจอพ่อที่จากกันไปนาน


    การนั่งครั้งนี้ เปลี่ยนชีวิต หมิว อย่างสิ้นเชิง หมิวเมื่อก่อนมาทริป และ หมิว ณ วันแรกของทริป หลวงพ่อตามกลับ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือก่อนหน้าเป็นคนที่ยึดติด ยึดติดทุกอย่าง มากที่สุดจะเป็น ยึดติดในตัวบุคคล ยึดติดในตัวแม่ของเรา ไม่อยากให้ท่านตายก่อนเรา กลัวเราเสียใจ แล้วเราอยู่ต่อไปไม่ได้โดยไม่มีเค้า อยากให้เราเองตายก่อน (เห็นแก่ตัวเนอะ คิดได้แบบนี้) ยึดติดในตัวแฟน ไม่อยากให้เค้าตาย ไม่อยากให้เค้าจากเราไป เค้าเคยบอกว่าเค้าอยากบวชตอนแก่ ตอนแรกก็โอเค พอคบๆกันไป เริ่มบอกเค้าไม่ทิ้งเราไม่ได้หรอ (มารสุดๆ) เริ่มอ้อน เริ่มอยากให้เค้าอยู่กับเราไม่ให้เค้าไป (มารขัดเค้าอีก) ไม่อยากให้เค้าไปไหนก่อนเรา ขอเราไปก่อน เหตุผลเดิม ไม่อยากเสียใจ กลัวอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเค้า


    แต่หลังจากนั่งครั้งนี้ คำแรกที่พูดกับเคลวิน (แฟน) เบบี๋ เราไปเจอกันข้างบนนะ หมิวรู้แล้ว จุดมุ่งหมายในชีวิตหมิวคืออะไร ถ้าวันไหน บี๋(แทนตัวแฟน) อยากจะออกบวช บี๋บอกหมิว หมิวจะอนุโมทนาสาธุ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล ความกลัวว่าบี๋จะตายก่อนเค้า มันหมดไปแล้ว เพราะเค้ารู้ว่า เราจะได้เจอกันอีกข้างบนที่พระนิพพาน ถ้าวันไหนเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าหมิว หรือ บี๋จะตายก่อน เราสองคนรู้นะ ว่าเราจะเจอกันที่ไหน ร่างนี้เราแค่ขอยืมเค้ามา แต่จิตเราจะไปอยู่ด้วยกันตลอด เราต้องมุ่งมั่นปฏิบัติ ฝึกจิตเราสองคน เพื่อจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน ความกลัวตาย หายไปหมด ไม่มีเลยแม้แต่เศษเสี้ยว การอยากเกิดไม่เอาแล้ว ขอเกิดเป็นชาติสุดท้าย พูดกับตัวเองว่า จะต้องไปพระนิพพานให้ได้ จะฝึกจิตให้เข้มแข็ง ให้แจ่มใส ให้เบา พอแล้วกับการเกิด กับการเป็นทุกข์ ความรู้สึกบรรยายไม่ถูกว่าตอนที่นั่ง รู้สึกอะไร ความรู้สึก เหมือนได้กลับบ้าน บ้านที่เป็นบ้านจริงๆ บ้านที่จิตเป็นสุข บ้านที่เราจะได้อยู่ไปตลอด เป็นบ้านที่เราจะได้ไปหาพระพุทธองค์ ไปกราบท่าน ไปหาท่าน ความสุขที่อธิบายไม่ได้จริงๆ ความสบายใจ ความเบาของจิต


    หลังจากกลับจากทริป ณ ตอนนี้ไม่ห่วงแล้ว วันไหนถ้าเราจะต้องตาย หรือ แฟนจะต้องตาย ตื่นขึ้นทุกเช้าคิดทุกวันว่าเป็นวันสุดท้ายของเรา จิตก็สุขแล้ว ตอนนี้สิ่งเดียวที่ห่วงคือ แม่ อยากจะพาแม่ไปฝึก ยังให้ท่านจากเราไปโดยไม่รู้จักพระนิพพานไม่ได้ สิ่งเดียวที่คนเป็นลูกจะทำให้แม่ได้ คือ ให้แม่พบความสุขที่แท้จริง พาแม่กลับบ้าน เราเป็นแม่ลูกกันแค่ชาตินี้พอแล้ว จากนั้น เราไปเจอกันข้างบน แม่ไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป ลูกคนนี้จะทำให้แม่ไปพระนิพพานให้ได้


    สุดท้าย ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ และที่สำคัญพี่บอลและพี่กวง ที่ได้แนะแนวทางให้หมิวกลับบ้านที่แท้จริง สิ่งที่พี่ๆ ทำให้ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ถึงจะพอ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ เจอกันทริปหน้านะคะ ทุกคน        

  5. 5
    surapon
    surapon Email 20/01/2014 15:31

    สวัสดีครับคุณบอล และเหล่าสมาชิกนักรบผู้กล้าทั้งหลาย ผมสุรพล ครับ


    มาเล่าความประทับใจช้าไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ


    ก่อนจะไปร่วมทริบนี้ ผมเคยไปฝึกมโนฯ ที่ซอยสายลมมาแล้ว 1 ครั้ง รู้จักบ้านซอยสายลมจากคุณบอลที่เล่าประสบการณ์ในเว็บตอนแรกๆ  ก่อนที่จะไปซอยสายลมวันนั้นจำได้ว่า มีอาการร้อนรนมาก มีความตั้งใจว่าจะต้องไปฝึกให้ได้ ตอบไม่ได้ว่าทำไมจะต้องไป ในขณะนั้นรู้เพียงว่าจะต้องไป และอยากจะทำได้อย่างที่หลวงพ่อสอนเอาไว้ โดยไม่รู้ว่าตอนที่ฝึกจะต้องวางอารมณ์อย่างไร ตอนไปฝึกพาเพื่อนไปอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน ปรากฏว่า ไปไม่ได้สักคน มืดไปหมดเลย แต่ผมไม่โทษครูฝึกหรอกครับ ก้อเข้าใจว่าวันนั้นมีคนมาฝึกเยอะมากครูฝึกเขาก็ดูแลไม่ทั่วถึง และเราเองก็วางอารมณ์ไม่เป็น หลังกลับจากซอยสายลมวันนั้น รู้สึกเสียกำลังใจไปมากทั้งที่ก่อนไปยังมีความมั่นใจตัวเองน่าจะทำได้เพราะศึกษาคำสอนของหลวงพ่อมานานพอสมควร และมีความเข้าใจระดับหนึ่งแล้ว และคิดว่าถ้าเราไปไม่ได้เพื่อนเราคนใดคนหนึ่งก็น่าจะไปได้ แต่เมื่อไปไม่ได้สักคนก็รู้สึกแย่มากเหมือนว่าความตั้งใจและความหวังที่อยากจะปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอนได้หายไปหมดเลย และก็มาโทษวาสนาของตัวเอง แต่ในใจลึก ๆ ยังเชื่อมั่นในคำสอนของหลวงพ่ออยู่  และเคยคิดอธิษฐานในใจว่าขอให้ได้เจอคุณบอลสักครั้ง หรือไม่ก็ขอให้คุณบอลจัดทริปมาทางภาคใต้บ้าง


    จนกระทั่งวันนั้นก็มาถึง  วันนั้นผมเป็ดดูเว็บมโนฯ เพราะไม่ได้เปิดดูหลายวัน และอยากดูว่าคุณบอลมีประสบการณ์อะไรใหม่ๆ มาเล่าบ้าง ปรากฏพบว่าคุณบอลจะจัดทริปอีกครั้งและบอกว่ายังเหลืออีก 4 ที่นั่ง ผมดีใจมาก รีบให้ลูกน้องสมัครเป็นสมาชิกให้  อีเมลล์ก็ใช้ของลูกน้องเพราะของตัวเองจำไม่ได้และไม่เคยใช้  


    ในระหว่างทริป 2 วัน ผมมีความสุขมากและทำให้เส้นทางชีวิตที่เหลื่ออยู่มีเป้าหมายและมีความมั่นคงมากขึ้น ถึงแม้ในระหว่างฝึกมโนฯ จะมองเห็นชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง แต่ก็ได้สำผัสกับพระนิพพานซึ่งเป็นวิมานเป็นแก้วใส ได้พบกับหลวงพ่อ แค่นี้ผมก็สมหวังแล้วครับ เส้นทางเดินหลังจากนี้ผมจะต้องเป็นคนทำเอง จะพยายามไม่ให้หลวงพ่อผิดหวัง (ซึ่งคำนี้ คุณบอลพูดกับผม 2 ครั้ง ว่าอย่าทำให้หลวงพ่อผิดหวัง ผมรู้ว่าคุณบอลไม่ได้พูดลอยๆ ผมยอมรับว่าผมยังเลวอยู่มากและคุณบอลก็คงทราบความเลวของผม คุณบอลจึงได้เตือนสติผมแบบนั้น)


    สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณในความกรุณาของคุณบอลอีกครั้ง และขอขอบคุณน้องกวง น้องฟิล์ม น้องลูกปลา และเพื่อน ๆ ในทริบทุกคนที่มีไมตรีให้ครับ แล้วค่อยเจอกันบนนิพพานนะครับ

  6. 6
    Ausanisa
    Ausanisa hibaru_au@hotmail.com 20/01/2014 00:48

    สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน


    ก่อนอื่นขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะคะ หนูชื่อ อุ๊ ค่ะ อายุ 17 ปี หนูอยากมาเล่าประสบการณืการไปร่วมทริปหลวงพ่อตามกลับ ครั้งที่ 1


    เริ่มแรกขอเล่าที่มาที่ไปก่อนว่าได้มาร่วมทริปนิได้อย่างไร ?? ก่อนอื่นหนูเรียนอยู่ที่จ.เชียงใหม่นะคะ เป็นโรงเรียนอิสามค่ะ(แต่หนูเป็นพุทธนะ) แล้วก็หนูจำเป็นที่จะต้องอยู่หอของรร. ซึ่งในหอนั่นทุกคนเป็นอิสลามหมดเลย ยกเว้นหนู หนูเลยไม่ค่อยได้ทำอะไรเกี่ยวกับประเพณีต่างๆของชาวพุทธซักเท่าไหร่ แต่ทุกคืนนั่นหนูจะสวดมนต์แผ่เมตตาก่อนนอนทุกคืน เพราะรู้สึกว่าเหมือนห่างไกลศาสนา อย่างน้อยก็ขอสวดมนต์ล่ะกัน >_< และตอนนิหนูอยู่ม.6 ยิ่งไม่ค่อยได้ไปไหนเลย ยิ่งวัดไม่ต้องพูดถึง นั่งสมาธิก็เหมือนกัน นับครั้งได้เลย แต่แล้วมีอยู่วันหนึ่งประมาณกลางเดือนธ.ค. คุณพ่อ(บางท่านอาจจะรู้จักในชื่อ คุณธาดา)ได้โทรมาเล่าให้ฟังว่ามีทริปที่สอนมโนมยิทธินะ หนูก็งงว่ามโนมยิทธิ คือ อะไร?? พ่อก็เล่าให้ฟังประมาณว่าเราสามารถไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ที่เราอยากไปเลยนะประมาณนิ หนูก็เลยว่าน่าสนใจดี และ อยากปฏิบัติธรรมด้วยหลังจากที่ห่างไกลศาสนามานาน หนูก็เลยตอบตกลงไปทั้งๆที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง พอวางสายจากพ่อปุ๊ปหนูก็เลยรีบมาสมัครทันทีเพราะกลัวว่าจะเต็ม


    ก่อนที่จะมาทริปนิหนูก็ได้ถามคุณพ่อว่าเขาต้องทำอะไรกันบ้าง คุณพ่อก็สอนการภาวนาและการจับภาพพระ หนูก็ทำบ้างไม่ทำบ้างเพราะมัวแต่อ่านหนังสือกังวลกับการสอบ การเข้ามหาวิทยาลัย และหนูก็ได้รู้จักพี่คนหนึ่ง (พี่บุ๋ม) พี่เขาอยู่เชียงใหม่เหมือนกัน และพี่เขาก็ลากหนูไปอยู่ในกลุ่มไลน์ หนูก็เข้าไปร่วม แต่ไม่กล้าถาม เพราะหนูไม่รู้อะไรเลย แล้วก็ไม่รู้จักใครด้วย และที่สำคัญหนูกลัวติด เล่นไลน์ไม่หยุด เดี้ยวจะไม่ได้อ่านหนังสือสอบกันพอดี เลยได้แต่นั่งส่องเขาคุยกัน แต่นิขนาดหนูไม่เล่นนะคะ ยังนั่งอ่านเกือบเป็นชม. ถ้าเล่นนิ ติดแย่เลย กะว่าสอบติดมหาลัย มีที่เรียนก่อนเดี้ยวจะไปแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลย :) 


    ก่อนที่จะไปทริปอาทิตย์นึง หนูเข้าไปอ่านในไลน์กลุ่ม แล้วไปเจอพี่บอลบอกประมาณว่าจะเอาแต่คนที่จริงจัง บวกกับพ่อก็บอกว่าเขาจริงจังกันนะเราจะไปเล่นๆไม่ได้นะ หนูก็เลยนึกได้เมื่อไหร่ ก็จับภาพพระ นั่งภาวนา แล้วมีครั้งนึงหนูนั่งสมาธิอยู่ที่หอ พอนั่งแล้วก็วอกแวกบ้าง จับภาพพระได้ไม่เกินห้านาทีก็ไปคิดอย่างอื่น แล้วบังเอิญมีเสียงอะไรไม่รู้เกิดขึ้น หนูก็ไม่สนใจ พอออกจากสมาธิปุ๊ปเพื่อนก็ถามว่า เมื่อกี้ทำอะไรอ่ะ หนูก็บอกว่าเปล่าไม่ได้ทำอะไร แต่เพื่อนก็ยังกลัวอยู่ หนูก็เลยไม่นั่งอีกแล้วก็ได้เกรงใจคนอื่นเขา หนูก็เลยเอาล่ะ แค่ไหนแค่นั่น เราทำดีที่สุดล่ะ


    วันที่จัดทริปหนูก็ได้เจอกับที่บ้านที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน แล้วก็คนที่มาร่วมทริปมีมากมายที่หนู่ไม่รู้จัก หนูก็เริ่มใจเสียเพราะว่าเราไม่รู้จักใครเลย ฝึกก็ไม่ได้ฝึก แต่ก็ได้เตรียมใจมาแล้วว่าเป็นไงเป็นกัน ก็เลยเริ่มคลายกังวลไปบ้าง พอเริ่มการฝึกครั้งแรก พี่เขาก็ให้ภาวนาจับภาพพระ หนูก็พยามยามทำให้ดีที่สุด แล้วอยู่ๆสักแปปนิ พี่เขาก็บอกว่าขึ้นไปที่วิมานเราซิ หนูก็เริ่มแบบวิมานไหนหว่า?? ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย แต่ที่รู้ก็ให้ไปวิมาน เอ้า ไปก็ไป สิ่งหนูได้เห็นเป็นสิ่งแรก คือ มันมีแท่นวางอยู่ แล้วพี่เขาก็บอกประมาณว่าลองไปนั่งซิ หนูก็นั่ง แล้วก็ทำตามที่พี่เขาบอกต่างๆ ตอนแรกหนูก็ไม่แน่ใจว่า เราไปได้จริงหรอ?? นิเราคิดไปเองรึเปล่า?? แต่มีอยู่ตอนนึงที่ไปหาท่านองค์ใดซักองค์ หนูก็จำชื่อไม่ได้ ที่พี่บอลเขาให้ถามท่านว่า ท่านใช่...หรือไม่?? ถ้าไม่ใช่ให้ยกมือนิ ถ้าใช้ให้ยกมือนิ แล้วตอนนี้เองที่หนูมั่นใจว่าหนูทำได้จริงๆ คือ หนูเห็นว่าถามปุ๊ปท่านก็ยกมือเลย แล้วทุกๆคนก็เห็นเหมือนเรา คือมันเห็นอ่ะ ไม่ใช่คิดไปเอง แล้วพี่บอลก็พาไปที่ต่างๆเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง อีกหลายๆที่ สำหรับคนที่อยากรู้ก็มาร่วมทริปเองนะคะ เพราะถ้าให้เล่านิไม่หมดหรอก ต้องเจอด้วยตัวเอง


    การไปร่วมทริปครั้งนิเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับหนูมากได้ฝึกมโนมยิธิจากที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมาจริงๆ เหมือนกันว่าเรามีเป้าหมายในชีวิต จากที่เคยกลัวความตาย เพราะไม่รู้ว่าเราต้องไปที่ไหน กลับกลายเป็นว่าเราต้องฝึกต้องไปนิพพานให้ได้ หนูไม่อยากเกิดอีกแล้ว และหลังจากทริปนิ ทุกเช้าที่ลืมตาขึ้มา และ ก่อนนอนก่อนที่จะหลับไป และบางครั้งตอนที่หนูว่างๆ หนูจะนึกว่าเราเกิดมาทำไม การเกิดนิมันช่างน่าเบื่อนะ ไม่อยากเกิดแล้ว อะไรประมาณนิ แล้วก็นึกไปที่วิมานของเราเองตลอด ฝึกๆเอาไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะตายตอนไหน อย่าน้อยก็ไม่ประมาทดีกว่า และหนูก็จะทำอย่านิไปเลื่อยๆทุกๆวัน ทำให้ดีที่สุดจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง 


    หนูขอขอบคุณพี่บอลมากๆนะคะที่ได้มาสอน มาฝึก หนูจะตั้งใจปฏิบัติให้ดีที่สุด จะได้ไม่เสียแรงเปล่า


    และสำหรับคนที่กลัวว่าจะทำไม่ได้ หนูว่าขนาดหนูไม่ได้ฝึกอะไรมาก่อนยังทำได้เลย หนูว่าคุณก็ทำได้ค่ะ 


    ขอบคุณค่ะ 

  7. 7
    Sirada'PP
    Sirada'PP 19/01/2014 23:12

     สวัสดีค่ะ หนูชื่อป๊อกแป๊กค่ะ หนูจะมาเล่าประสบการณ์ขอเล่าตั้งแต่แรกเริ่ม และหลังจากได้ไปร่วมทริปหลวงพ่อตามกลับครั้งที่ 1


           หนูขอเล่าตั้งแต่เริ่มแรกเลยนะคะ หนูจำได้ว่าตั้งแต่หนูเกิดมาจนจำความได้หนูก็รู้จักหลวงพ่อ และได้ไปวัดท่าซุงอยู่เสมอ ก็เพราะแม่ของหนูเป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อ ด้วยเหตุนี้เลยทำให้หนูรู้จักหลวงพ่อและเป็นลูกศิษย์ลูกหาของท่านไปโดยปริยาย ตอนนั้นหนูยังเด็กมากเวลามีเรื่องอะไร น้อยใจใคร เสียใจก็จะขึ้นไปบนห้องพระไปนั่งอยู่ข้างหน้ากรอบรูปใหญ่ๆซึ่งรูปนั้นเป็นรูปของหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า เวลามีความสุขหนูก็จะมานั่งเล่าแล้วก็ยิ้ม เวลาทุกข์ก็จะมานั่งเล่าพร้อมกับร้องไห้ ด้วยความที่ยังเด็กมากพอได้ทำก็รู้สึกดี และสบายใจที่ได้ทำแบบนั้น เวลานั่งร้องไห้มองไปที่รูปหลวงพ่อก็เหมือนว่าท่านมาอยู่ข้างๆแล้วมองไปที่สายตาของหลวงพ่อก็มีแต่ความปลอบโยนเสมอ(จุ๊ จุ๊ อย่าบอกใครนะคะไม่เคยเล่าให้ใครฟังแม่ก็ไม่รู้ เอิ่ม คงไม่ทันแล้วเล่าไปเรียบร้อย =_=')  แม่ก็พร่ำบอกตั้งแต่เด็กเสมอว่าให้รักษาศีล 5 นะลูก หนูก็รักษามาตลอด อ้อ ลืมค่ะยังมีอีกเรื่องหนึ่งตอนเช้าๆมานั่งรอใส่บาตรกับยาย ระหว่างนั่งรอพระมายายก็จะพาท่องพาอธิษฐาน หนูจำได้อยู่บทนึงคือ 'ข้าวขาวเหมือนดอกบัวยกขึ้นเหนือหัวถวายพระพุทธเจ้า เหลือจากนั้นเล่าถวายพระสงฆ์จิตใจจำนงตรงต่อพระนิพพาน' ตอนนั้นหนูก็ไม่รู้ว่าพระนิพพานคืออะไรแต่หนูก็ไม่กล้าถามยายปล่อยให้ตัวเองงงค่ะ พอไปวัดท่าซุงหนูก็ได้ถามแม่ว่าหลวงพ่อไปไหน แม่ก็บอกว่าหลวงพ่ออยู่พระนิพพาน พระนิพพานคืออะไร หนูได้ยินมาหลายรอบแล้วคำว่า พระนิพพาน สงสัยมากก็เลยถามแม่ต่อว่าพระนิพพานคือที่ไหน เป็นยังไงแม่ก็ตอบแค่ว่าเป็นที่ที่สวยมาก แต่คำตอบแค่นั้นก็ไม่ได้ทำให้หนูกระจ่างขึ้นเลย พอตอนป.5ได้มีโอกาสได้ไปบวชชีพราหมณ์กับแม่ ก็เคยได้ลองฝึกมโนมยิทธิ คนอื่นเขาก็ตอบกันโครมๆส่วนหนูนั่งอึน นิ่งไปไม่เป็น หนูก็ไม่รู้ว่าหนูได้ไหม พอครูฝึกบอกว่าถึงพระนิพพานหรือยัง หนูก็นึกได้ว่าพระนิพพาน อ่อ เคยได้ยินแม่กับยายและหลายๆคนพูดถึงแต่ทำไมไม่เห็นอะไรเลย หรืว่าเห็นแต่ไม่รู้ว่าใช่รึเปล่า ณ จุดๆนั้นหนูสับสนกับตัวเองมาก แล้วก็ได้เคยฝึกมาหลายๆครั้งก็เป็นเหมือนเดิม แต่เพราะยังเด็กเลยไม่คิดไรมากไม่เคร่งเรื่องการปฏิบัติเท่าไหร่ก็ทำแค่สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน และหลับไปพร้อมคำภาวนาบ้าง(เวลากลัวผี)


           เอิ่ม ขอโทษนะค่ะหนูพานอกเรื่องมาซะยาวเลย เมื่อหลายเดือนก่อนที่ผ่านมาแม่หนูได้เปิดไปเจอเว็ปๆนึงแบบไม่ได้ตั้งใจ เว็บนั้นคือ เว็ปมโนมยิทธิ มีช่วงนึงแม่เขาติดเว็บๆนี้มากกลับมาบ้านก็ต้องขออ่านหนูก็เลยถามว่า แม่อ่านอะไร ปกติไม่เห็นว่าแม่จะชอบเข้าเน็ตเลย แม่ก็เลยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของครูบอล(ขออนุญาตเรียกครูนะคะหนูไม่รู้ว่าจะเรียกว่าไงดี) พอแม่อ่านไปอ่านมาก็รู้ว่ามีการจัดทริปหลวงพ่อตามกลับแม่ก็ให้หนูสมัครให้ตอนแรกก็สมัครแค่พ่อกับแม่ พอมาตอนหลังแม่บอกแม่สมัครให้แป๊กด้วย โอนเงินแล้วแต่ชื่อไม่เข้าระบบหนูก็เลยต้องไปนั่งสมัครใหม่ด้วยตัวเองนั่งสมัครไปก็คิดไปว่านี่เราต้องไปจริงๆน่ะหรอ ก็นั่งสมัครไปแบบเอ๋อๆอ่ะค่ะ ยอมรับเลยค่ะว่าตอนแรกหนูไม่อยากไปเลยที่ไปคือโดนแม่ลากไปเป็นเพื่อน เพราะยังจับภาพพระไม่ได้อะไรก็ไม่ได้สักอย่างเลยไม่กล้าไป แล้วพอวันสุดท้ายก่อนไปแม่ก็บอกว่า ครูบอลบอกมาว่าถ้าใครจับภาพพระไม่ได้ไม่ต้องไป หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า เอ้าตายแล้วไงตายแน่เลยวันสุดท้ายแล้วจับภาพพระยังไม่ได้เลยทำให้กลัวไปหมด คิดว่าทริปนี้จะต้องเป็นทริปที่เครียดมากในรอบปี ไม่อยากไปเลยถึงขนาดนับวันรอทำใจเลยคะ แต่พอได้ไปจริงๆแล้วกลับตรงข้ามกันเลยคะ ความรูสึกที่ได้กลับมาจากการไปร่วมทริปรู้สึกดีมากๆ ยิ่งเวลาได้ฝึกมโนมยิทธิแล้วยิ่งมีความสุขอยากหยุดเวลาไว้แค่นั้นมันรู้สึกเบามากมีความสุขยิ่งตอนบ่ายของวันสุดท้ายหนูสัมผัสเห็นหลวงพ่อได้ชัดเจนมาก ได้กอดท่านมันทำให้หนูร้องไห้ออกมา ตอนแรกพยายามกลั้นไว้อายคนอื่นเขาแต่กลั้นไม่อยู่จริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนนี่เป็นครั้งแรกที่หนูฝึกแล้วสัมผัสได้ชัดเจนจนร้องไห้ เป็นครั้งแรกที่ร้องไห้จากการฝึกค่ะ ความรู้สึกนั้นทำให้หนูมั่นใจและมีกำลังใจ และการมาทริปครั้งนี้ทำให้หนูอยากเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นให้ดีพอที่จะเข้าพระนิพพาน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งสิ้นเริ่มตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เกิดมาอีกก็เป็นแค่วัฏจักรเดิมๆจะเกิดเพื่ออะไร เกิดมาทุกข์อีกหรือ ไม่เอาแล้วกับการเกิดพอกันที่กับร่างกายเน่าๆนี่ กับโลกที่นับวันจะมีแต่ความเสื่อม ไม่เอาอีกแล้ว 


           สุดท้ายนี้หนูต้องขอขอบคุณครูบอลที่ได้จัดทริปดีๆแบบนี้ ถ้าไม่มีทริปครั้งนี้หนูก็คงเป็นยัยโง่ที่พบพระพุทธศาสนา พบหลวงพ่อ พบทางที่ดีที่สุดแล้วแต่ไม่ได้อะไรเลยขอบคุณมากคะขอบคุณจริงๆ และหนูก็ต้องขอขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆทุกมื้อเลยค่ะ และขอขอบคุณทุกๆคนที่ได้มาเจอกัน ที่ได้มาร่มทริปด้วยกันในครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณจากใจจริงค่ะ


           ตอนนี้หนูรู้สึกว่าหนูโชคดีมากๆที่ได้เกิดมาในบวรพระพุทธศาสนา ได้มาพบหลวงพ่อ ได้พบทางที่ดี ได้มีครอบครัวที่ปฏิบัติธรรม หนูโชคดีจริงๆๆขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ


                                                    

  8. 8
    Sirada'PP
    Sirada'PP packangle@hotmail.com 19/01/2014 23:10

           สวัสดีค่ หนูชื่อป๊อกแป๊กค่ะ หนูจะมาเล่าประสบการณ์ขอเล่าตั้งแต่แรกเริ่ม และหลังจากได้ไปร่วมทริปหลวงพ่อตามกลับครั้งที่ 1


           หนูขอเล่าตั้งแต่เริ่มแรกเลยนะคะ หนูจำได้ว่าตั้งแต่หนูเกิดมาจนจำความได้หนูก็รู้จักหลวงพ่อ และได้ไปวัดท่าซุงอยู่เสมอ ก็เพราะแม่ของหนูเป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อ ด้วยเหตุนี้เลยทำให้หนูรู้จักหลวงพ่อและเป็นลูกศิษย์ลูกหาของท่านไปโดยปริยาย ตอนนั้นหนูยังเด็กมากเวลามีเรื่องอะไร น้อยใจใคร เสียใจก็จะขึ้นไปบนห้องพระไปนั่งอยู่ข้างหน้ากรอบรูปใหญ่ๆซึ่งรูปนั้นเป็นรูปของหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า เวลามีความสุขหนูก็จะมานั่งเล่าแล้วก็ยิ้ม เวลาทุกข์ก็จะมานั่งเล่าพร้อมกับร้องไห้ ด้วยความที่ยังเด็กมากพอได้ทำก็รู้สึกดี และสบายใจที่ได้ทำแบบนั้น เวลานั่งร้องไห้มองไปที่รูปหลวงพ่อก็เหมือนว่าท่านมาอยู่ข้างๆแล้วมองไปที่สายตาของหลวงพ่อก็มีแต่ความปลอบโยนเสมอ(จุ๊ จุ๊ อย่าบอกใครนะคะไม่เคยเล่าให้ใครฟังแม่ก็ไม่รู้ เอิ่ม คงไม่ทันแล้วเล่าไปเรียบร้อย =_=')  แม่ก็พร่ำบอกตั้งแต่เด็กเสมอว่าให้รักษาศีล 5 นะลูก หนูก็รักษามาตลอด อ้อ ลืมค่ะยังมีอีกเรื่องหนึ่งตอนเช้าๆมานั่งรอใส่บาตรกับยาย ระหว่างนั่งรอพระมายายก็จะพาท่องพาอธิษฐาน หนูจำได้อยู่บทนึงคือ 'ข้าวขาวเหมือนดอกบัวยกขึ้นเหนือหัวถวายพระพุทธเจ้า เหลือจากนั้นเล่าถวายพระสงฆ์จิตใจจำนงตรงต่อพระนิพพาน' ตอนนั้นหนูก็ไม่รู้ว่าพระนิพพานคืออะไรแต่หนูก็ไม่กล้าถามยายปล่อยให้ตัวเองงงค่ะ พอไปวัดท่าซุงหนูก็ได้ถามแม่ว่าหลวงพ่อไปไหน แม่ก็บอกว่าหลวงพ่ออยู่พระนิพพาน พระนิพพานคืออะไร หนูได้ยินมาหลายรอบแล้วคำว่า พระนิพพาน สงสัยมากก็เลยถามแม่ต่อว่าพระนิพพานคือที่ไหน เป็นยังไงแม่ก็ตอบแค่ว่าเป็นที่ที่สวยมาก แต่คำตอบแค่นั้นก็ไม่ได้ทำให้หนูกระจ่างขึ้นเลย พอตอนป.5ได้มีโอกาสได้ไปบวชชีพราหมณ์กับแม่ ก็เคยได้ลองฝึกมโนมยิทธิ คนอื่นเขาก็ตอบกันโครมๆส่วนหนูนั่งอึน นิ่งไปไม่เป็น หนูก็ไม่รู้ว่าหนูได้ไหม พอครูฝึกบอกว่าถึงพระนิพพานหรือยัง หนูก็นึกได้ว่าพระนิพพาน อ่อ เคยได้ยินแม่กับยายและหลายๆคนพูดถึงแต่ทำไมไม่เห็นอะไรเลย หรืว่าเห็นแต่ไม่รู้ว่าใช่รึเปล่า ณ จุดๆนั้นหนูสับสนกับตัวเองมาก แล้วก็ได้เคยฝึกมาหลายๆครั้งก็เป็นเหมือนเดิม แต่เพราะยังเด็กเลยไม่คิดไรมากไม่เคร่งครัดเรื่องการปฏิบัติเท่าไหร่ก็ทำแค่สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน และหลับไปพร้อมคำภาวนาบ้าง(เวลากลัวผี)


           เอิ่ม ขอโทษนะค่ะหนูพานอกเรื่องมาซะยาวเลย เมื่อหลายเดือนก่อนที่ผ่านมาแม่หนูได้เปิดไปเจอเว็ปๆนึงแบบไม่ได้ตั้งใจ เว็บนั้นคือ เว็ปมโนมยิทธิ มีช่วงนึงแม่เขาติดเว็บๆนี้มากกลับมาบ้านก็ต้องขออ่านหนูก็เลยถามว่า แม่อ่านอะไร ปกติไม่เห็นว่าแม่จะชอบเข้าเน็ตเลย แม่ก็เลยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของครูบอล(ขออนุญาตเรียกครูนะคะหนูไม่รู้ว่าจะเรียกว่าไงดี) พอแม่อ่านไปอ่านมาก็รู้ว่ามีการจัดทริปหลวงพ่อตามกลับแม่ก็ให้หนูสมัครให้ตอนแรกก็สมัครแค่พ่อกับแม่ พอมาตอนหลังแม่บอกแม่สมัครให้แป๊กด้วย โอนเงินแล้วแต่ชื่อไม่เข้าระบบหนูก็เลยต้องไปนั่งสมัครใหม่ด้วยตัวเองนั่งสมัครไปก็คิดไปว่านี่เราต้องไปจริงๆน่ะหรอ ก็นั่งสมัครไปแบบเอ๋อๆอ่ะค่ะ ยอมรับเลยค่ะว่าตอนแรกหนูไม่อยากไปเลยที่ไปคือโดนแม่ลากไปเป็นเพื่อน เพราะยังจับภาพพระไม่ได้อะไรก็ไม่ได้สักอย่างเลยไม่กล้าไป แล้วพอวันสุดท้ายก่อนไปแม่ก็บอกว่า ครูบอลบอกมาว่าถ้าใครจับภาพพระไม่ได้ไม่ต้องไป หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า เอ้าตายแล้วไงตายแน่เลยวันสุดท้ายแล้วจับภาพพระยังไม่ได้เลยทำให้กลัวไปหมด คิดว่าทริปนี้จะต้องเป็นทริปที่เครียดมากในรอบปี ไม่อยากไปเลยถึงขนาดนับวันรอทำใจเลยคะ แต่พอได้ไปจริงๆแล้วกลับตรงข้ามกันเลยคะ ความรูสึกที่ได้กลับมาจากการไปร่วมทริปรู้สึกดีมากๆ ยิ่งเวลาได้ฝึกมโนมยิทธิแล้วยิ่งมีความสุขอยากหยุดเวลาไว้แค่นั้นมันรู้สึกเบามากมีความสุขยิ่งตอนบ่ายของวันสุดท้ายหนูสัมผัสเห็นหลวงพ่อได้ชัดเจนมาก ได้กอดท่านมันทำให้หนูร้องไห้ออกมา ตอนแรกพยายามกลั้นไว้อายคนอื่นเขาแต่กลั้นไม่อยู่จริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนนี่เป็นครั้งแรกที่หนูฝึกแล้วสัมผัสได้ชัดเจนเห็นหลวงแล้วร้องไห้ เป็นครั้งแรกที่ร้องไห้จากการฝึกค่ะ ความรู้สึกนั้นทำให้หนูมั่นใจและมีกำลังใจ และการมาทริปครั้งนี้ทำให้หนูอยากเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นให้ดีพอที่จะเข้าพระนิพพาน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งสิ้นเริ่มตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เกิดมาอีกก็เป็นแค่วัฏจักรเดิมๆจะเกิดเพื่ออะไร เกิดมาทุกข์อีกหรือ ไม่เอาแล้วกับการเกิดพอกันที่กับร่างกายเน่าๆนี่ กับโลกที่นับวันจะมีแต่ความเสื่อม ไม่เอาอีกแล้ว พระนิพพานคือที่ที่เป็นที่สุดแล้วเราต้องไปอยู่ให้ได้


           สุดท้ายนี้หนูต้องขอขอบคุณครูบอลที่ได้จัดทริปดีๆแบบนี้ ถ้าไม่มีทริปครั้งนี้หนูก็คงเป็นยัยโง่ที่พบพระพุทธศาสนา พบหลวงพ่อ พบทางที่ดีที่สุดแล้วแต่ไม่ได้อะไรเลยขอบคุณมากคะขอบคุณจริงๆ และหนูก็ต้องขอขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆทุกมื้อเลยค่ะ และขอขอบคุณทุกๆคนที่ได้มาเจอกัน ที่ได้มาร่มทริปด้วยกันในครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณจากใจจริงค่ะ


           ตอนนี้หนูรู้สึกว่าหนูโชคดีมากๆที่ได้เกิดมาในบวรพระพุทธศาสนา ได้มาพบหลวงพ่อ ได้พบทางที่ดี ได้มีครอบครัวที่ปฏิบัติธรรม โชคดีมากๆที่ได้ไปร่วมทริปครั้งนี้ หนูโชคดีจริงๆๆขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณค่ะ


                                                    

  9. 9
    หน่อง
    หน่อง wphandech@gmail.com 19/01/2014 19:36

    สวัสดีครับ


    ในทริปนี้ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นครั้งที่2 ครั้งแรกคือทริปไตรตึง ก่อนมาเข้าร่วมทริป คุณบอลก็ให้ทุกคนจับภาพพระให้ชัดเจนแจ่มใส เพื่อว่าเวลาฝึกจะสามารถไปได้เร็วขึ้น


    ตอนแรกที่พบกับทุกคนก็ยอมรับว่ามันมีความคุ้นเคยกันอย่างแปลกประหลาด พูดคุยกัยเหมือนกับว่าคบกันมานาน ทั้งๆที่บางคนก็เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก


    เมื่อเริ่มฝึกคุณบอลก็พาไปยังนิพพาน ไปไหว้พระพุทธเจ้า หลวงพ่อ ซึ่งทุกๆครั้งที่ไปพบผมต้องพยายามที่จะกลั้นอาการเจ็บคอจะร้องไห้ตลอด ทำให้จิตคอยพะวงกับร่างกาย ต้องขึ้นๆลงๆตลอดเวลา ทำให้ผลการฝึกช่วงเช้าทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่


    จนมาถึงช่วงการฝึกญาณ8 ซึ่งคุณบอลจะทดสอบโดยการถามอะไรที่ไม่เคยรู้จักเช่น ชื่อคนที่เสียชีวิตไปแล้วว่าอยู่ที่ใดบ้าง ก็สามารถตอบถูกมากกว่าผิด ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมา ว่าสิ่งที่เราสัมผัสได้นั้น เป
    ็นของจริงแน่นอน ซึ่งวันแรกก็ฝึกกันสลับกับพูดคุยกันจนดึกจึงแยกย้ายกันไปนอน 




    วันรุ่งขึ้นนั้น ก็จะเป็นการให้คนที่เพิ่งมาครั้งแรกได้มาเล่าประสบการณ์การฝึก ซึ่งก็ยอมรับว่าแต่ละคนนั้น เล่าได้ประทับใจมาก


    จนมาถึงช่วงที่ผมต้องระวังตัวสุดๆคือช่วงลาพุทธภูมิ เพราะว่าในครั้งแรกที่ไปฝึกนั้น ร้องไห้น้ำตาแตกมาแล้ว ครั้งนี้ตอนกล่าวคำลา ก็เลยพยายามกลั้นสุดๆ เล่นเอาเจ็บคอไปเลยทีเดียว 


    จนมาถึงช่วงเย็ยต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน ยอมรับว่าไม่อยากกลับเลย อยากอยู่แบบนี้นานๆ ต้องขอขอบคุณคุณบอล ครูฝึกทุกคน ตลอดจนเหล่าแม่ครัวทั้งหลาย ต้องยอมรับในความเสียสละของคุณบอลมากๆครับ ทั้งๆที่รู้ว่ากลับไปคุณบอลอ่วมแน่ๆ ซึ่งเป็นผลจากการที่ไปขวางทางกรรม และแนะคนเข้าสู่ทางนิพพาน คงโดนเจ้ากรรมของแต่ละคนเล่นงานอ่วม แต่คุณบอลก็ไม่ย่อท้อ จัดทริปขึ้นมาพาคนกลับบ้าน ต้องยอมรับนับถือมากๆครับ

  10. 10
    ธาดา. แก้ว
    ธาดา. แก้ว araya_tonkla@hotmail.com 19/01/2014 16:00

    สวัสดีครับผม ธาดาครับ


    บางทีผมก้อมีคำถามในใจค้างคามานาน. หาคำตอบได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วเราจะทำอย่างไรต่อกับชีวิตที่ยังเหลืออยุ่. แล้วก็ชีวิตหลังความตาย. ผมก็พยามศึกษาก็บอกกันแต่เพียงว่าให้ทำบุญเพื่อจะได้ไปที่สูงขึ้นๆ(ไปที่ชอบที่ชอบ).  แล้วให้มันสูงกว่านั้นละก็ต้องเป็นพระอรหันต์. หรืออย่างน้อยก็พระโสดาบันตามที่เราได้รู้มาคร่าวๆ. ก็ถามต่อแล้วเราจะไปอย่างไร. เราก็ต้องทำมาหากิน. ต้องสร้างอนาคตตัวเราครอบครัว ลูกหลาน. แล้วเราจะได้ทำได้ศึกษาได้ปฏิบัติตอนไหน. ผมก็เร่งสร้างงานสร้างฐานะให้ตนเองจะได้เกษียรให้เร็ว. จะได้มุ่งหน้าปฏิบัติตั้งเป้าไว้อายุสัก 40. น่าจะหมดภาระกิจทางโลกได้แล้ว.  มันไม่ง่ายอย่างที่คิด. 40 แล้วยังไม่มีที่ท่าว่าจะตั้งหลักได้เลย.  การตั้งเป้าหมายก็ดีอย่างหนึ่งคือถ้าสิ่งท่ีทำในปัจจุบันทำอย่างไรก็ไปสู่เป้าหมายไม่ได้. ก็ต้องกลับลำเรือทันทีตั้งแนวหาทางใหม่. เพราะการตั้งเป้าหมายแท้ๆ. ก็พบงานที่ตอบโจทย์ได้. จากเดิม 40 เปลียนเป็น 50 เกษียรก็ยังโอเค.   เราจะได้ทำภาระกิจของเราเสียที. ขณะทำงานใหม่นี้เผอิญว่างานมันไม่ได้ยุ่งทั้งปี. ช่วงที่ปลายปีจะว่างมากๆๆ. ก้อเลยได้อ่าน ได้ศึกษาในสิ่งท่ีเราตั้งใจไว้. ก็ได้มาเจอทริปการฝึกมโนมยิทธิเข้าจนได้. ก่อนไปคูณบอลก็ให้ฝึกสมาธิโดยการจับภาพพระ. ฝึกให้สมาธิอยู่กับภาพพระ. ปกติผมทำสมาธิโดยการจับลมหายใจเข้าออกทำได้ค่อนข้างนิ่ง. แต่พอให้มาจับภาพพระ เอ!! ทำไม่มันยากนึกหรือมโนภาพได้แค่ลางๆ. รู้แค่ว่ามีภาพพระอยู่ข้างหน้าเป็นเงาๆ ลางๆๆ. เขาบอกพยามนึกให้ใส. ขอให้พระชัดใส. ก็ไม่ใส วันหนึ่ง 3-4 รอบก็ไม่ใส. เอ้า!!ไม่ใสก้อไม่ใสไปแบบนี้แหละ. เราไปฝึกนี้. ถ้าเราเป็นแล้วก็ไม่ต้องฝึกสิ. ก้อเรายังไม่เป็น. ไปฝึกให้มันเป็น. ให้มันทำได้. คิดอย่างนี้ก้อไปแบบไม่ใสไม่ใสนี้แหละ. ใครจะว่าเราอย่างไรค่อยว่ากันเรามีความตั้งใจเสียอย่าง.  จะให้เรากลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็ไม่เป็นไร. ขอให้บอกว่าทำอย่างไรถึงจะไปสุ่เป้าหมายได้.  ถึงเวลาก็เข้าทริปฝึก. วันแรกก้อเริ่มเลยให้จับจับภาพพระ. ขอเล่าคร่าวๆๆ. ก้อเขาบอกให้ไปให้ทำแบบไม่ต้องสงสัย. อย่าทำเป็นคนขี้สงสัยครูฝึกเขาบอกให้น้อมจิตไปไหนเราก้อไป. ครูฝึกถามเห็นไรไหม. เอ ไม่เห็น. ให้น้อมจิตใหม่. ออเริ่มเห็นลางๆๆ.  แล้วให้เชื่อในสิ่งที่เห็น. เอ้า!!  หัดเป็นคนว่านอนสอนง่ายซะบ้าง ดื้อไปก้อเห็นจะได้ประโยชนอะไร เชื่อก้อเชื่อ.  แค่เรารู้วิธีการ. รู้ขบวนการก้อพอแล้ว. กลับมาก้อมาฝึกเอาที่บ้าน. ในทริปมีเวลาแค่ 2 วัน กับ 1คืน จะเอาให้ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยรึ. จะค้ากำไรเกินควรไปหน่อย. ไม่งั้นต้องคิดค่าทริปสักคนละ5 แสนมั่งถ้าได้ขนาดนั้น. ก้อพยามทำด้วยความตั้งใจ. ไม่ได้ก้อลองใหม่. ไม่ได้ก้อลองใหม่. จะลองใหม่สักกี่ครั้งก้อไม่ใช่เรื่องแปลก. คนอื่นทำได้เราก้อต้องทำได้. สิ่งที่ได้ก้อคือเอาละเรารู้วิธีที่จะไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดแล้ว. เราคิดว่าใช่แล้ว แต่ยังเป็นแค่ความรู้เท่านั้น. ยังไม่ใช่ความชำนาญ. เราต้องกลับมาฝึกความชำนาญให้ได้เสียก่อน. จึงจะเรียกว่าใช้การได้. เหมือนการขับรถเรียนทฤษฎีแล้วฝึกขับนิดหน่อยแล้วจะบอกใช้ได้แล้วก้อคงจะเรืยกว่าประมาทเกินไป 

  11. 11
    paka
    paka 19/01/2014 15:38

    สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆทุกท่าน


             กว่าจะได้ไปร่วมทริปครั้งนี้ได้ก็สาหัสเหมือนกัน  ไม่ค่อยกลัวสามีแต่เกรงใจบอกไม่ถูก  จะโกหกก็กลัวผิดศีล จะบอกตรงๆ คงไม่ได้ไปแน่ ยิ่งบอกว่าไปปฏิบัติธรรมกับเพื่อนในกรุ๊ปไลน์ยิ่งจะไปกันใหญ่ คือสามีนี่มีศีลแค่ข้อ2 มั๊ง เอาวะเพื่อพระนิพพาน  ขออนุญาตสามีไว้ล่วงหน้า 2 วัน  ให้ไปรึไม่ให้ไปก็จะไป  ถือว่าบอกแล้ว  ญาติๆนี่บอกไม่ได้เลย  เพราะทริปไตรตรึงย์พลาดเพราะพี่สาวห้ามเด็ดขาด  แม่สามีก็ไม่บอก  พอวันจะไปจริงๆ บอกลุูกๆก็ร้องไห้กอดแข้งกอดขา ทำยังกะเราจะไม่กลับมา รึเราจะไม่ได้กลับมาจริงๆ คิดในใจ ยิ่งใจเสีย  ยิ่งไม่เคยไปไหนคนเดียวไกลๆ กรุงเทพยังไม่รู้จักเลย ไม่รู้ที่ไหนเป็นที่ไหน รถยนต์สามีก็ยึดไม่ให้ขับตั้งแต่วันที่บอกแล้ว  แล้วเราจะเข้าเมืองยังไงหว่า  ก็ขอเทวดาประจำตัวสามีมาหลายวันแล้วนี่นาทำไมยังไม่สะดวกอีก เอาใหม่ถ้าลูกได้ไปร่วมทริปกลับมาจะถวายสังฆทาน 1 ชุด แล้วก็แอบนั่งสามล้อออกจากบ้านก่อนสามีจะกลับมาจากที่ทำงาน ขอบารมีพระคุ้มครองมาตลอดทาง สุดท้ายก็ไปโผล่ที่ทริปจนได้ เฮ้อ ดีใจเกือบแย่


            สิ่งแรกที่ประทับใจในทริปนี้  คือความรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับเราอยุู่กับเพื่อน กับพี่ กับน้องที่เราคุ้นเคย         ยังแปลกใจว่าคนที่มาร่วมทริปทำไมมีแต่คนจิตใจดีขนาดนี้  กลับมาบ้านยังคิดถึง  ก่อนหน้ามาร่วมทริปเคยโทรคุยกับคุณกวงเรื่องการจับภาพพระ  รู้สึกว่าคุณกวงนี่เสียงเพราะจัง คงหล่อ แต่พอเจอตัวจริงแล้วประทับใจ น่ารัก คุยเก่ง ผู้ชายอะไรทำอาหารเก่ง ได้ยินแต่เสียงก็รู้ว่าจะถึงเวลาอร่อยแล้ว  ส่วนคุณบอลตัวจริงใจดี  มีเมตตา (ไม่ดุเหมือนในไลน์ อิอิ) แต่ยังไม่กล้าคุย  หลายครั้งที่คุยในไลน์กับคุณบอลและน้องฟิล์มจะใจสั่น ขาสั่นพลั่บๆจนแปลกใจตัวเอง  คุณบอลและทีมพี่น้องครูฝึกมีความจริงใจ และตั้งใจที่จะช่วยพาทุกคนไปสัมผัสพระนิพพานมากจริงๆ  ทั้งชาร์ต ทั้งดึง ทั้งกระดึ๊บ ทั้งทำน้ำมนต์ช่วยแก้กรรม  เวลากลับยังมีหนังสือ กับ cd มาแจกอีก  พอกลับถึงบ้านเปิด cd ดูโอ้โห! รับรู้ได้เลยว่าผู้นำมาแจกตั้งใจทำเพื่อเป็นธรรมทานจริงๆ  อันนี้ไม่ได้ชม  แต่ซาบซึ้งใจจริงๆ  ขออนุโมทนาบุญกับความตั้งใจจริงของทุกท่านค่ะ


              ประสบการณ์ในการฝึกครั้งแรก  ตอนฝึกรวมกลุ่มใหญ่ก็เห็นบ้าง มืดบ้าง  จึงแยกไปฝึกกลุ่มย่อย จิตเรามันคงเลวมาก วางอารมณ์ก็ไม่เป็น  ภาพพระยังต้องถามน้องครูฝึกว่าพี่จับได้รึยัง เห็นพระพี่มั๊ย  สงสัยไปหมด สมาธิก็ไม่ดี  ฝึกกลุ่มย่อยกับน้องฟิล์ม  ครั้งที่สองกับน้องลูกปลา  สงสารน้องทั้งสองคนยังอุตส่าห์จะช่วยเข็นพี่ให้ไปให้ได้อยู่นั่นแหละ  หลับตาก็เห็นแต่แสงจ้าสีขาว  มัวเพ่งแสงว่าภาพอยู่ในแสงรึเปล่า  จนน้องลูกปลาให้ลืมตาจะได้ไม่เห็นแสงเพราะลืมตาจะชัดกว่า ก็ดันไปจ้องหน้าน้องเค้าเพลินสมาธิหายอีก ต้องหลับตาอีก สุดท้ายก็มัวๆ ลางๆ มืดบ้าง เห็นแสงบ้าง  แต่ฝึกกับน้องฟิล์มและน้องลูกปลาจะเหมือนกันตรง  พอขอบารมีพระขึ้นไปกราบสมเด็จท่านกับหลวงพ่อบนพระนิพพาน เห็นแต่ขาสมเด็จท่านเป็นสีขาวเหมือนเพชรใหญ่มากใส่รองเท้าปลายงอน กราบท่านแล้วก็กราบหลวงพ่อ พอกราบหลวงพ่อ ท่านก็ก้มลงประคองตัวเรา ครูบอกกอดท่านได้  ตอนแรกไม่กล้ากอดกลัวบาป พอกอดขาท่านเท่านั้นแหละสะอึกสะอื้นน้ำมูก น้ำตาไหล  เห็นหลวงพ่อเป็นแบบพระสงฆ์ ท่านใส่จีวร  ท่านถือไม้เท้ามาด้วย  ขี้มูกไหลมากอายน้องครูฝึกเลยรีบลืมตา  แต่พอลืมตา อ้าวน้องครูฝึกก็ขี้มูกไหลเหมือนกัน แล้วยังสงสัยถามน้องอีกว่า  อย่างนี้พี่ไปได้มั๊ย  น้องบอกไปได้แล้ว  แต่ติดสงสัย   นึกถึงอารมณ์นั้นทีไรน้ำตาก็จะไหลขึ้นมาทุกทีไม่รู้ท่านอื่นเป็นเหมือนกันไหม  พอตอนกลางคืนครูก็ฝึก ญาณ 8 และฝึกเต็มกำลัง  ครูให้ฝึกกระดึ๊บและนับไปด้วย ได้ยินพี่ที่นั่งข้างๆสะอื้น  ตัวเองนับไปไม่ครบซักที นับกลับไปกลับมา  อยู่ๆ ก็เห็นเป็นภาพบ้านคนเห็นตัวเองไปกระดึ๊บอยู่ข้างรั้วบ้านใครก็ไม่รู้ อ้าวเรามาอยู่ที่ไหนลืมนับอีกเลยรีบกลับมานับต่่อที่วิมานตัวเอง  พี่ที่นั่งข้างๆก็สะอื้นอยู่นั่นแหละ นับไปนับมารู้สึกเหมือนรอบตัวสว่างจ้า เสียงวิ๊งๆในหู พอดีครูบอกลืมตาได้


           เดินทางกลับถึงบ้านประมาณตี 5 กว่าๆ นอนภาวนาต่อไม่ได้จับภาพพระ  พอเคลิ้มเห็นเป็นภาพพระใสสวยมากหมุนช้าๆเป็นวงกลม สว่างมากใสปริ๊งระยิบระยับไปหมด เกิดมาก็ไม่เคยเห็นแบบนี้สักทียังคิดว่าพระใสได้ขนาดนี้เลยเหรอ ชัดและสว่างเหมือนดูทีวี จ้องดูตื่นเต้นดีใจแปล๊บนึงหายจ้อยไปเลย รีบลืมตายังสงสัยว่าตัวเองฝันไปรึเปล่าหว่า แต่ก็ไม่ได้หลับนี่นา  ทุกวันนี้ก็เลยจำเอาภาพพระในนิมิตนั้นเอามาเป็นภาพพระที่เราจะจับ  


             สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณคุณบอลและทีมน้องครูฝึกทุกท่านที่มีเมตตา  ตั้งใจ และจริงใจทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้ทุกคนได้กลับบ้านในชาตินี้  กองเสบียงก็ตั้งใจเต็มที่ให้ทุกคนได้กินอาหารอร่อย ทุกท่านตั้งใจทำเพื่อพระนิพพานจริงๆ          


             สำหรับตัวเองคุ้มแล้วที่ได้มาทริปนี้ ถึงจะเห็นไม่ชัด มืดบ้าง มัวบ้าง คิดว่าเป็นธรรมดาของการฝึกครั้งแรก   ได้กราบสมเด็จท่าน ได้กราบหลวงพ่อถือว่าเกินคุ้ม  จะพยายามนำไปฝึกปฏิบัติต่อที่ี่บ้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก หวังว่าพวกเราจะเจอกันอีก  บนพระนิพพานค่ะ  


     




              


      


             


        

  12. 12
    เอ
    เอ 19/01/2014 14:17

                                    สวัสดีครับทุกท่าน   การฝึกมโนยิทธิในครั้งนี้ ถือเป็นทิปที่สอง  ที่ผมได้มีโอกาสไปทิปที่พี่บอลจัดขึ้น  ทริปครั้งแรกนั้นเป็นทริปสงครามเก้าทัพครั้งที่2  และเป็นทริปที่ทำให้ผมได้มโนยิทธิ(เป็นลักษณะใจสัมผัสนะครับ ไม่เห็นภาพ) ได้สัมผัสกับอารมณ์พระนิพพานว่าเป็นอย่างไร  ซึ่งก่อนหน้านั้นผมเคยไปฝึกมโนยิทธิที่ซอยสายลมเมื่อสิบปีที่แล้ว  เป็นช่วงสมัยเรียนอยู่ ม.ต้น    ตอนนั้นไปฝึกสามครั้ง ก็ยังไม่ฝึกไม่ได้   จนถอดใจครับเลิกฝึกไปเลยครับ    ซึ่งตอนนั้นไม่เข้าใจว่าการเห็นแบบมโน เป็นแบบใหน  ต้องวางอารมณ์อย่างไร  จนกระทั่งได้มาฝึกทิปสงครามเก้าทัพ ครั้งที่2  ซึ่งก่อนจะมาฝึกทำใจล่างหน้าไว้แล้วครับ ว่าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร   และบวกกับเมื่อมาฝึกมในทริป ครูผู้สอนก็บอกว่าสัมผัสอย่างไร ให้ตอบใจแรก ใช้คำตอบแรก  ก็จำที่ครูสอนบอกจนกระทั่งถึงเวลาฝึก เมื่อครูผู้ฝึกบอกว่าเห็นหรือสัมผัสใครได้มั้ย มีใครอยุ่ข้างหน้าหรือเปล่า  แต่งชุดแบบใหน  ก็ตอบไปตามความรู้สึกแรกที่บอกมา  คำตอบก็มีทั้งตรงและไม่ตรง แต่ก็สามารถฝึกไปได้จนถึงสัมผัสกับพระนิพพานว่าเป็นอย่างไร  ก็สรุปว่าทิปครั้งนั้นก็สามารถฝึกไปได้ 


                              แล้วหลังจากทริปสงครามเก้าทัพ มานั้น   ทริปอื่นๆที่พี่บอลจัดขึ้นนั้นผมไม่มีโอกาสได้ไป  ด้วยช่วงนั้นติดธุระบ้าง ติดงานบ้างเลยไม่ได้ไป  จนพี่บอลหยุดจัดทริปไป ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้ไป ด้วยว่าต้องการฝึกฝนเพิ่มเติมให้คล่องมากขึ้น  อยากทดสอบความถูกต้องทางใจที่สัมผัสมาจะตรงไหม   ในเวลาที่สอนในเรื่องของญาณแปด  และเมื่อพี่บอลจัดทริปนี้ขึ้นมาก็สมัครทันที     


                              เมื่อวันฝึกมาถึง    ในช่วงเช้าพี่บอลฝึกรวมกันทุกคน  โดยให้ทุกคนกำหนดดวงแก้ว(ดวงจิต) ไปตามที่ต่างๆภายในร่างกายของเรา  ไล่ไปตั้งแต่ ลำไส้  ปอด  ให้ดูว่าในลำไส้เห็นอะไรบ้าง  ปอดเป็นอย่างไร  ไปดูหัวใจเห็นอาการเต้นไหม  ซึ่งมาถึงตรงหัวใจนี้   ความรู้สึกตอนนั้น   มันเห็นเป็นภาพของหัวใจกำลังเต้นชัดเจน  แต่ส่วนอื่นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่  หลังจากดูภายในร่างกายแล้ว  พี่บอลก็ให้กำหนดดวงแก้วนั้นออกมาเป็นอสิมานกาย   ไปสถานที่ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น  พระจุฬามณี   พระแท่นบัณฑุกัมพล  ไปพระนิพพาน  ไปดูว่าภายในพระจุฬามณี  เป็นอย่างไรบ้าง  เห็นใครบ้างไหม  จากนั้น ช่วงที่ไปที่พระแท่นบัณฑุกัมพล พี่บอลถามว่าเห็นใครที่พระแท่นบัณฑุกัมพล ก็ตอบว่าเห็น  ซึ่งตอนนั้นพี่บอลให้ทูลถามท่านที่นั่งอยู่ใช่ชื่อนี้มั้ย  ความรู้สึกตอนนั้นภาพที่เห็น เห็นท่านสายหน้าว่าไม่ใช่  ความรู้สึกที่เห็นตอนนั้นว่าชัดเจน ยังแปลกใจว่าท่านสายหน้าด้วย  หลังจากนั้นพี่บอลก็พาคณะไปแดนพระนิพพาน  พี่บอลพาไปกราบหลวงพ่อ  เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกได้เข้าไปกอดหลวงพ่อได้   ปกติขึ้นไปเองความรู้สึกได้แต่ไปกราบท่านไม่ได้เข้าไปกอดท่าน ความรู้สึกมันชัเจนมากขึ้น    นี้ก็เป็นจบการฝึกในรอบแรก 


                                 ตกช่วงบ่าย  พี่บอลจัดกลุ่มสอนญาณแปดสำหรับคนที่ช่วงเช้าไปได้แล้ว   พี่บอลได้พาไปเที่ยวที่ต่างๆ  ไปดูแดนพระนิพพานว่าลักษณะเป็นอย่างไร ไปที่วิมานของเราเองบนพระนิพพานว่าเป็นแบบใหน    ไปดูทุสสเจดีย์ว่าอยู่ที่ใหน  ข้างใหนมีอะไร  ไปกราบท่านท้าวสหบดีพรหม ไปดูวิมานท่านปู่พระอินทร์ ไปกราบองค์พระศรีอริยเมตไตร  ไปดูนรกสำหรับผู้ที่ทำผิดศีลห้า   ก็เป็นที่เพลิดเพลินความรู้สึกเหมือนฝึกกันไม่นาน   แต่พี่บอลบอกว่าเวลาที่พวกเราฝึกกันนั้น ฝึกกันไปหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ  แต่ความรู้สึกเหมือนไม่นานจริงๆ    ต่อมาในช่วงดึก พี่บอลจัดทริปฝึก  "กระดึ๊บ"  เป็นเคร็ดลับสำหรับออกเต็มกำลัง ทำให้ภาพที่เห็นชัดเจนมากขึ้น   โดยตอนที่พี่บอลให้นับการกระดึ๊บไปเรื่อยๆ แล้วให้ไปกราบหลงพ่อนั้น  ผมเห็นท่านชัดเจนมากขึ้นกว่าตอนกลางวัน  ได้กอดท่านอีกหน  และวันต่อมาวันสุดท้ายของการฝึก  พี่บอลและกลุ่มครูสอนได้ตามเก็บท่านที่ยังไปไม่ได้จนไปได้หมดทุกคน และได้สอนวิธิีการจับภาพพระให้ชัดเจน  ทำอย่างไรให้ใจมันเบาขึ้น  ตามด้วยญาณแปดต่อ    และสุดท้ายก่อนจบทริปมีการกล่าวลาพุทธภูมิที่พวกๆเราปารถนากันมาเป็นเวลายาวนาน  เพื่อให้ใจเบามากขึ้นและมีอารมณ์เพื่อพระนิพพาน ให้เด่นชัดขึ้นไปอีก    


      สุดท้ายนี้ผมขอโมทนาบุญกุศลกับพี่บอล ครูฝึก และผู้ร่วมทริปทุกๆท่าน ด้วยนะครับ.                                                                                      


     

  13. 13
    rattana
    rattana 19/01/2014 12:43

    สวัสดีค่ะดิฉัน รัตนา (พี่สาว)


           ขอเล่าประสบการณ์การไปทริปหลวงพ่อตามกลับครั้งที่ 1 พี่จะขอเล่าย้อนตอนที่พบหลวงพ่อใหม่ๆ คือได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ซึ่งเมื่อก่อนเป็นเล่มสีน้ำเงิน พอได้อ่านแล้วชอบมาก ตอนนั้นที่เริ่มอ่านแรกๆเลยก็รู้สึกว่าอยากเหาะได้ อยากเดินบนน้ำได้ อยากเห็นผี อยากเห็นเทวดา  อยากคุยกับคนที่ตายแล้ว(แต่ก็ยังกลัวผีอยู่) หลังจากที่ได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน หลังจากได้พบหลวงพ่อ ก็ปฏิบัติธรรมเรื่อยมา แต่ก็ยังไม่ได้อะไรมากนัก พี่ก็ลองหาอ่านเรื่องที่ลูกศิษย์หลวงนำมาเล่าลงเว็ปต่างๆจนมาเจอเว็ปมโนมยิทธิ ตอนแรกเปิดเจอแค่ตอนเจ้ากรรมนายเวร แต่พออ่านไปเรื่อยๆ ก็ได้ติดตามอ่านจนครบทุกตอน มันขึ้นมาแบบที่พี่ไม่ได้กด พ่อพี่ได้อ่านก็รู้สึกชอบใจ คิดว่าสักวันนึงต้องมาฝึกกับคุณบอลให้ได้ จนกระทั่งคุณบอลได้จัดทริปหลวงพ่อตามกลับครั้งที่ 1 พี่ก็มีความตื่นเต้นมากที่จะได้มาฝึกกับคุณบอล 


            การที่ได้มาร่วมทริปนี้รู้สึกดีมากๆก่อนที่จะมาฝึกพี่ได้เตรียมตัวตามที่คุณบอลบอกในไลน์ คือการจับภาพพระ และภาวนา ก่อนไป 1 วันพี่ก็ได้ถือศีล 8  ตอนค่ำ ที่คุณบอลสอนกระดึบพี่ก็ทำตามที่บอกทุกอย่าง แต่ยิ่งทำตามอาการทางร่างกายมันเหมือนใจจะขาด ร่างกายมันอ่อนแรงหายใจไม่ออก พี่ก็เลยตัดสินใจตายเป็นตาย กูไม่เอามึงอีกแล้วไอ้ร่างกายเน่าๆนี่พอพี่ตัดสินใจก็เลยปล่อยร่างกาย ภาพข้างบนที่เห็นสว่างมาก ภาพพระนิพพานสว่างมาก ภาพหลวงพ่อปางพระวิสุทธิเทพชัดเจนมากรัศมีกายท่านสว่างจนแสบตา สายตาท่านที่มองมาที่เรามีความอ่อนโยนมากมีความเมตตาอย่างบอกไม่ถูก พี่ร้องไห้กับคำสอนหลวงพ่อ หลวงพ่อสอนโดนใจมาก เรื่องอารมณ์พระโสดาบัน หลวงพ่อบอกปฏิบัติให้ได้ ทำให้ได้พ่อรออยู่ พ่อรอลูกอยู่ แต่ความสว่างแบบนั้นพี่เห็นแค่แป๊บเดียว เพราะตอนที่ปล่อยร่างกายดันล้มลงไปทับตักคุณแม่น้องกวง พี่เกรงใจเขาก็เลยถอยออกมาเลยทำให้ภาพไม่ชัดเจนเหมือนเดิน แต่พี่เห็นแค่นั้นก็ทำให้มั่นใจมากขึ้น และก็จะปฏิตามที่หลวงพ่อบอกทุกอย่าง


             สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณคุณบอลมากที่ทำให้ทีความมั่นใจมากขึ้น ว่าจะปฏิบัติให้ได้มรรคผลเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ขอบคุณค่ะ

  14. 14
    นาวาซ
    นาวาซ ืnaskas03@gmail.com 19/01/2014 12:38

    หลังจากเสร็จภารกิจจากทริปก่อนถึงแม้จะยังไม่เห็นภาพ แต่การรับสัมผัสความเมตตาจากหลวงพ่ิอยังมีอยู่    ทำให้กำลังที่ใจจะปฏิบัติ  บวกกับความรู้สึกที่อยากจะฝึกให้ได้  อยากจะนำกลับไปพา พ่อ แม่ ญาติ ที่อยู่จันทบุรี ให้เค้าได้สัมผัสพระนิพพานบ้าง  ก็ยังคงคลุกกรุ่นอยู่ในใจไม่จางหาย   ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังเลว แต่กลับรู้สึกอยากจะไปช่วยคนโน้น คนนี้ตลอดเวลา      ก็เลยตั้งใจขึ้นมาใหม่รอบนี้ยังไงก็จะเอาให้ได้  
       
    ก่อนมาทริปก็เน้นจับภาพพระให้ได้  ปกติเวลาดูภาพพระคิดว่าจำได้แล้ว  และหลับตานึกก็จะนึกไม่ออกเลย ไม่มีรูปทรงไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมาในใจเลย   ก่อนนอนก็เลยนำภาพพระใส่โทรศัพท์แล้วก็มอง หลับตาแล้วก็นึกนับ 1  แรกๆก็นึกได้วินาทีเดียวแล้วก็นึกไม่ิิิออกอีก   ก็ทำซ้ำไไปเรื่อยๆ จนเป็นร้อยๆ ครั้ง   จนหลับคาโทรศัพท์ กลางดึกรู้สึกตัวก็นึกภาพพระก่อน นึกไม่ออกก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดดู  ตื่นเช้ามาก็ตั้งปลุกไว้ก่อนเวลาตื่นสัก ชม.  มานึกภาพพระ  พอทำไปหลายๆวัน รู้สึกว่าภาพติดในใจได้นานขึ้นเริ่มเห็นการพัฒนา    แต่ก็ยังไม่ดีพอจนมาถึงวันร่วมทริป

    ตอนเดินทางก็มาพร้อมกับครอบครัวคุงกวง   มาถึงพี่บอลก็สงเคราะห์ก่อนเลย แต่อาจจะเพราะเพิ่งขนของ วิ่งไปวิ่งมาเหนื่อย  ร้อน   ก็เลยยังรับพลังไม่ได้   หลังจากนั้นก็ช่วยงานครัวบ้าง   แว่บมาฝึกบ้าง  ไปดูครูฝึกเค้าเก็บตกคนที่ยังไม่ได้บ้าง เผื่่อวันข้างหน้าถ้าพอได้แล้วจะได้นำไปสอนพ่อแม่  ที่บ้าน  

    วันแรกตอนฝึกครูนำไปไหนก็น้อมจิตตามไป ได้บ้างไม่ได้บ้าง  แต่จะไม่ได้ซะส่วนใหญ่  จนถึงช่วงฝึกกระดึ๊บแล้วขึ้นไปหาหลวงพ่อ รอบนี้อารมณ์คงจะยังหนักจิงๆ ไม่เห็นหลวงพ่อแต่รู้สึกท่านวางมือไว้ที่หัว  หลังจากนั้นก็ว๊าบบบบ   ไปทั้งตัวขนลุกจากหัวลงมา   อาการจุกเริ่มมา น้ำตาเริ่มจะไหลซึมๆ   หลวงพ่อท่านยังรัก ยังเมตตาเราอยู่กราบขอขมาท่านที่ผ่านมายังไม่ตั้งใจ ต่อไปนี้จะขยันและตั้งใจให้มากกว่านี้ เพื่อตอบแทนคุณหลวงพ่อ
    เสร็จแล้วก็ไปาหาพระุพุทธเจ้า  พี่บอลให้มองตาท่านและเชื่อมจิตถึงท่าน   ปกติเมื่อก่้อนเวลานึกถึงพระพุทธเจ้าจะเฉยๆ   แต่รอบนี้ อาการมาคล้ายๆกับตอนเจอหลวงพ่อเลย  แต่เป็นน้อยกว่า  
          แล้วก็มีช่วงขอขมากรรมกัน  อยูู่่ดีๆใจก็สั่นๆ เหมือนมีอะไรมาบีบๆ  อยู่ที่ใจตลอดเวลา  ก็ึิคิดว่าคงเป็นเพราะติ่นเต้นมั้ง   พยายามจับลม  นึกภาำำพพระมาคลุมใจก็ไม่หาย   - -* ก็เลยปล่อยเลยตามเลย

    หลังจากฝึกเสร็จในคืนนั้นก็ได้อากวงมาช่วยแนะนำเรื่องภาพพระ  ตอนแรกก็ยังสงสัยอยู่ว่าภาพพระที่นึกในใจแบบนี้  เค้าเรียกว่านึกได้มั๊ย     ก็นึกภาพแล้วให้อากวงตรวจสอบ   อากวงก็บอกว่านึกได้นิแล้วก็ขอบารมีพระให้ภาพพระผมใสปิํํ๊ง   อารมณ์ตอนนั้นรู้สึกว่าภาพพระใสขึ้นมาทันที  ใจก็เบาสบาย นิ่ง  หายจากอาการบีบๆที่ใจไปสักพักแล้วก็เป็นอีก 

    วันสุดท้าย  ช่วงบ่ายมีฝึุกกระดึ๊บ  ไปไม่ได้เพราะมัวแต่พะวงอยู่กับใจที่มันยังสั่นๆฟุ้งๆไม่หาย  และเสียงนกร้องตาม   พอพี่บอลนับ 20 นกก้อร้อง "แคว๊ก"    นับ 21 ก็ร้อง"แคว้ก"    นับไป นกร้องตามไป  จนแอบขำ  - -*  

    ช่วงลาพุทธภูมิ พอพี่บอลนำกล่าวถึง หลวงปู่ปาน  หลวงพ่อพระราชพรหมยานปุ๊บ  มาเลยพลังจากรอบตัว เข้ามา ยิบๆไปทั้งตัว  แล้วน้ำตาก็ไหลอีกตามเคย   ลาเสร็จก็รู้สึกเบาสบายขึ้น   ไปได้แป๊บนึงก่อนอาการใจสั่นๆมันจะมาอีก   ตอนเข้าไปรับซีดี พี่บอลก็ชาร์จให้อีกรอบ  ก็ยังไม่เข้า  เลยได้กล่าวขอขมา ช่วงนั้นรู้สึกใจเบาขึ้นและหายสั่น     แต่พอนั่งรถกลับอาการมันก็กลับมาอีก   ....... ใจสั่นไปอีก 3 วันตอนนี้ถึงเริ่มหายแล้ว ถ้าได้ไปรอบหน้าคงต้องเตรียมดอกไม้ไปขอขมาอีกรอบ 

    สุดท้ายก็ขอขอบคุณพี่บอลที่ช่วยสงเคราะห์ และเมตตามาตลอด      ขอบคุณครอบครัวอากวงที่ทำอาหารอร่อยๆให้ทานและไปรับไปส่งถึงหอ   และขอโมทนาบุญกับทุกๆท่านด้วยครับ

  15. 15
    SENSE
    SENSE sense_tect@hotmail.com 19/01/2014 12:09

    สวัสดีครับ ผมเซ้นท์ครับ


    วันนี้ผมพักจากงานที่หนักเอาการมาก่อน เพื่อมีโอกาสมาเล่าประสบการณ์ การฝึกมโนมยิทธิ ครั้งแรกของผมในทริปนี้นะครับ


    ก่อนหน้าที่จะมาทริปครั้งที่หนึ่งนี้ ผมมีโอกาสได้รู้จักกับลูกปลากับหลิงมาเป็นเวลาพอสมควรซึ่งก็เป็นครูฝึกในทริปครั้งนี้ด้วย การที่ได้รู้จักสองคนนี้ ทำให้ผมได้รู็จักหลวงพ่อเนื่องจาก สองคนนี้ฝึกมโนและรู้จักหลวงพ่อมาก่อนเป็นเวลานาน ผมก็จะได้ยินเรื่องราวต่างๆของหลวงพ่อผ่านสองคนนี้บ่อยๆ ทำให้อยากทราบว่าหลวงพ่อเป็นใคร จนมาวันหนึ่งผมนั่งทำงานอยู่ ไม่รู้นึกอะไรขึ้นมาไปเปิดยูทูป หาชื่อหลวงพ่อเรื่องแรกที่เปิดขึ้นมาฟังคือเรื่องการเป็นพระโสดาบันตอนแรกฟังไปก็ไม่เข้าใจครับว่าคือไร รู้แต่ว่าสิ่งที่กระจบใจและได้จากการฟังครั้งนั้นเต็มๆคือเรื่องความตาย เราต้องนึกถึงความตายเป็นปกติแค่คำนี้ครับ คือเราจะเคยได้ยิน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา คือรู็มาจนโตแต่ไม่เคยเข้าไปอยู่ในใจเท่าตอนที่หลวงพ่อเทศมาในคลิปเลย ว่าอ๋อความตายเป็นเรื่องธรรมปกติ เคยทุกข์เพราะการคิดถึงความตายแต่พอได้ยินจากหลวงพ่อใจกลับสบาย ผมไม่แน่ใจว่าตอนเด็กใครเคยเป็นแบบผมบ้าง ตอนประมาณประถมผมชอบคิดว่าผมเกิดมาโตขึ้น แก่ ป่วย ตาย พอคิดแล้วมันก็เศร้าแทบทนไม่ไหวต้องวิ่งไปกอดแม่ร้องไห้บ่อยๆ แต่ไม่ได้คิดถึงขั้นว่าเกิดมาแล้วก็ตายทุกข์งั้นอย่าเกิดอีกเลยดีกว่าเพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่ แล้วจากการที่ได้ฟังหลวงพ่อคราวนั้นตั้งแต่นั้นมาผมก็ฟังหลวงพ่อมาจนถึงทุกวันนี้ ช่วงแรกๆที่ฟังก็ช่วยให้ผมรู้อะไรมากขึ้น รู้ที่ไปถ้าหากตายมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนที่ทุกข์อาจจะเพราะคิดว่าตายแล้วจะไปไหนผมไม่มีที่ไป มันจะเคว้งคว้างมั้ย เราจะหายไปเฉยๆรึเปล่า แต่หลังจากที่ฟังหลวงพ่อมาพอสมควรและฝึกมโนมยิทธิได้จบทริปครั้งที่หนึ่งนี้ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าหากวันนี้ พรุ่งนี้ ผมตายขึ้นมา ผมขอไปพระนิพพาน เป็นที่สุดท้าย ย้อนกลับมาว่าผมรู้จักมโนมยิทธิได้อย่างไร ก็จากลูกปลากับหลิงเช่นกัน ผมได้ยินสองคนนี้พูดถึงการไปวิมาน ไปนู่นไปนี่ เห็นอะไรมากมาย ผมเริ่มอยากรู้ว่า เฮ้ยเห็นจริงอ่อไปยังไงเห็นอะไร ก็เลยได้ทราบว่าสิ่งเหล่านั้นได้มาเพราะมโนมยิทธิ ตั้งแต่นั้นมาผมก็อยากรู้เกี่ยวกับมโนมิทธิ และฟังหลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเริ่มที่จะกลับมาตั้งใจนั่งสมาธิใหม่อีกครั้งซึ่งก่อนหน้านี้หรือจะพูดได้ว่าตลอดชีวิตผมที่ผ่านมาการนั่งสมาธิเป็นเรื่องยากสำหรับผม เพราะผมชอบคิดฟุ้งซ่าน สารพัด นั่งได้ไม่นาน พุทโธ พุทโธ ไปเรื่อยๆผมไม่ได้อะไรเลย หลังจากได้ฟังหลวงพ่อ ผมลองเปลี่ยนคำภาวนามาเป็น นะมะ พะธะ ประกอบกับนึกถึงภาพพระตรงหน้าถ้าหากคิดฟุ้งซ่านตามคำแนะนำของหลิง ผมสามารถนั่งสามาธิได้นานขึ้นเรื่อยๆเปลี่ยนคิดฟุ้งซ่านมาพิจารณากายแทนในช่วงหลังๆ และนานพอที่จะให้อารมณ์สบายขึ้น ก็ทำมาได้ซักพัก ผมเริ่มคิดที่จะอยากฝึกมโนมยิทธิแบบจริงจัง คิดไว้ว่าจะไปที่ศูนย์พุทธศรัทธา แต่ก็ติดอะไรหลายอย่าง จนลูกปลากับหลิง ชวนมาทริปครั้งนี้ ผมจึงได้มีโอกาสมา ซึ่งก่อนหน้ามาทริปผมค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับการฝึกว่าจะฝึกไม่ได้ ไม่มั่นใจในตัวเอง จนมีพี่คนนึงนั่นก็คือ พี่กวง ครับ พี่กวงเข้ามาช่วยสอนเกี่ยวกับการวางอารมณ์ การจับภาพพระที่ถูกต้อง สร้างศรัทธา สร้างแรงบันดาลใจให้ผม ซึ่งก็หมั่นสอนผมอยู่เป็นประจำ เป็นเวลาเกือบเดือน ผมก็จับภาพพระเริ่มจากจับเฉพาะใบหน้าองค์พระจนได้เต็มองค์ จากองค์สีทองเป็นองค์ใส พัฒนามาเรื่อยๆ ประกอบกับการภาวนา นะมะ พะธะ ทำสมาธิอยู่บ่อยๆ ซึ่งการฝึกได้ครั้งนี้ของผมส่วนหนึ่งผมขอขอบพระคุณพี่กวงมากๆครับที่เฝ้าสอนเฝ้าบอกให้คำแนะนำเป็นอย่างดีครับ จนมาถึงวันฝึกช่วงเช้าผมคิดว่าตลอดการฝึกสองวันเช้านั้นผม เห็นภาพชัดและครบที่สุด อารมณ์สบายที่สุด ผมทำไปตามคำแนะนำของพี่บอลที่ยื่นพูดอยู่หน้าห้อง ปราศจากความสงสัยใดๆ แล้วก็เห็นภาพหลายอย่างถูกต้องตรงกับคนอื่นๆที่พูดออกมา เห็นวิมานตัวเองครั้งแรก ใจตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรไปตามเรื่องราว แต่พอจบเช้านั้นผมดีใจที่ไปได้ ไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถทำได้ ผมไปได้ในครั้งแรกในชีวิต ในทริปครั้งที่หนึ่งนี้ การฝึกตอนกลางวันอารมณ์ผมรู้สึกหนักหน่อยบางอย่างก็ไปตาม ไปเห็นไม่ทัน ชัดบ้างไม่ชัดบ้างแต่ก็สนุกดีครับ ส่วนการฝึกตอนกลางคืน สิ่งที่ผมหวังมาตลอดก็เป็นจริงคือการได้พบหลวงพ่อผมหวังที่จะพบหลวงพ่อมาตลอดตั้งแต่ฟังท่านมา ทั้งในฝัน หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมหวังมาตลอด เคยน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่เคยพบท่านเลย ฝึกคืนนั้นผมได้เห็นหลวงพ่อชัดมาก ชัดที่สุด ที่สุดจริงๆ รวมถึงความรู็สึกที่ส่งมาด้วย ผมกลั้นน้ำตาไม่ไหว ผมร้องไห้ออกมาหยุดไม่ได้ น้ำตาน้ำมูกไหลยืดอย่างที่เห็นในรูปที่พี่บอลโพส ขณะพิมพ์นี้ผมยังร้องครับ เมื่อนึกถึงภาพและอารมณ์ตอนนั้น ผมจะไม่มีวันลืมใบหน้า แววตา รอยยิ้ม ของหลวงพ่อท่าน ผมซาบซึ้งใจมากจริงๆ ส่วนการฝึกกระดิ๊บผมยังออกไม่ได้ครับ แต่ลมหายใจหายไปแต่กลับคิดและดึงกลับมาใหม่ ตัวกระตุกเล็กน้อยในช่วงท้ายๆ แต่ก็ยังออกไม่ได้ ฝึกอีกวันรุ่งขึ้นก็ปกติครับ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ทันบ้างไม่ทันบ้าง จนมาถึงจบทริป ผมดีใจที่ทุกอย่างซึ่งเป็นที่มาที่ไปตั้งแต่ได้รู้จักหลวงพ่อ ฟังหลวงพ่อ และมาฝึกในครั้งนี้ ดีใจที่ทุกอย่างพาผมมาทางเส้นนี้ ทางที่ผมจะสามารถยึดเป็นทางหลักในการไปสู่พระนิพพานในชาตินี้ไม่ต้องกลับมาเกิดให้ทุกข์จากทุกๆเรื่องในการมาเกิดอีก ผมขอขอบพระคุณโดยเฉพาะพี่บอลถ้าไม่ใช่พี่บอลผมก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะไปได้หรือไม่ และขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้องที่ทำให้ผมมาสู่ทางนี้ในชีวิต ขอบคุณทุกคนในทริปที่พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน มันทำให้ผมทราบไรอีกมากมาย ประทับใจทริปครั้งแรกครั้งนี้ในชีวิตผมมากครับ ./.


  16. 16
    Nong
    Nong 19/01/2014 09:25

    สวัสดีทุกคนค่ะ ขอแชร์ ปสก ด้วยคนนะคะได้ไปฝึกมโนมยิทธิครั้งแรกที่บ้านสายลม ตื่นเต้นมากครูฝึกสอนเร็วมาก ทำไม่ได้เลยค่ะ ครั้งที่2ไปอีกค่ะ ครั้งนี้ได้ไปฝึกกับป้าพัชรี ท่านสอนเข้าใจง่ายและก็ได้ไปแบบมัวๆแต่จิตรู้สึกได้ว่าไปกราบท่านพ่อท่านแม่ได้กอด และท่านก็ลูบหัวเรา อบอ่นที่สุด ทำให้เราอยากไปฝึกอีก ครั้งที่3ได้ไปฝึกกับป้าพัชรีอีกครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมคือได้ไปกราบท่านพ่อท่านแม่ได้ซบตักท่านแม่ร้องไห้แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่ว่าเราได้เห็นครูฝึกอยู่กับเราด้วย พอฝึกเสร็จป้าพัชรีบอกทุกคนว่าคราวหน้าไปที่ห้องฝึกญานแปดได้แล้ว เรารู้สึกเหมือนว่าเรายังลังเลสงสัยอยู่เลย จะไปฝึกญานแปดได้ยังไง กลับบ้านมาเปิดnetดูก็มาเจอเวปของน้องบอลเข้าอ่านซะเพลินเลย ยิ่งอ่านยิ่งอยากฝึก ขอสมัครมาทริปและชวนหลานมาด้วย ไม่ผิดหวังเลยค่ะวันแรกที่ฝึกในทริป เร็วมากทำไม่ได้ค่ะ หรือว่าตื่นเต้นก็ไม่รู้พอครั้งที่2ได้ฝึกกับน้องหลิง วันนั้นได้ฝึกกัน4คน น้องหลิงถามแต่ละคน เสียงน้องหลิงเบามากไม่รู้ว่าถามคนข้างๆว่าอะไร พอถึงเรา เรายังจำน้ำเสียงที่น้องหลิงถามเราได้อยู่เลย น้ำเสียงอบอุ่นมากเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆที่นำเราไปเจอพระพุทธเจ้า น้องหลิงบอกพี่หน่องภาระที่เรามีอยู่มันทุกข์ เราก็นึกตาม ใช่สินะเราดูแลครอบครัว ลูกผัว มีแต่เรื่องทุกข์ทั้งนั้น ตัวเราเองอีกล่ะ ไม่มีวันไหนจะไม่ทุกข์ เราไม่ขอเกิดอีกแล้ว คิดได้เท่านั้น ภาพพระพุทธชินราชองค์ใหญ่มากชัดเจนแจ่มใสปรากฎขึ้น และได้ยินเสียงน้องหลิงถามว่า มีใครยืนอยู่มั้ย เราก็เห็นทันทีเหมือนกัน มีพระองค์ยืนอยู่ทรงเครื่องกษัตริย์ ก็บอกน้องหลิงๆบอกว่า ถูกต้องแล้วค่ะ พระพุทธเจ้าท่านมารับ ความรู้สึกยากที่จะบรรยาย ตั้งแต่เกิดมาจะ50แล้วพึ่งจะได้รับความรู้สึกแบบนี้ ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ ได้อะไรกลับบ้านเยอะมาก ที่สำคัญได้รู้จักพี่ๆน้องๆทุกคน ความสามัคคีต่อกัน ความสุขความทุกข์ที่เราคุยให้กันฟัง ทริปครั้งนี้อบอุ่นค่ะ ท้ายนี้พี่จะบอกน้องบอลว่าน้องบอลไม่ใช่คนดุ แต่ทำไมพี่ถึงไม่กล้าคุยด้วยไม่รู้สิ

  17. 17
    JOY
    JOY janthajc@gmail.com 19/01/2014 09:23

    สวัสดีคะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนะคะ ชื่อจอยคะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วขอเท้าความเดิมสักหน่อยนะคะ แต่ก่อนตอนเด็กๆ(ประมาณมอต้นนะคะไม่ใช่ตั้งแต่แบเบาะนะไม่ได้เลวขนาดนั้น อิอิ) จอยไม่ใช่คนดีอะไรเรียกว่าคนเลวมากๆคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ไม่สนใจว่าใครจะคิดอะไรรู้แต่ว่ากูอยากทำ ทำร้ายจิตใจพ่อแม่มากผิดศีลมาก็ทุกข้อตั้งแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้ายเพราะตอนนั้นเราไม่รู้ว่าอะไรคือศีล ศีลคืออะไร มิหนำซ้ำเลวจนถึงขั้นปรามาสพระอรหันต์จนไม่รู้ตัวว่านรกมันอ้าปากรออยู่บนหัวอยู่แล้ว จนมาวันนึงไม่รู้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นมันเกิดขึนแบบงงๆ อยู่ๆเราก็มานั่งคิดว่า เราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อทำตามคนเลวๆเหล่านั้นหรอ คำตอบที่จอยได้คือ "ไม่" จอยบอกกับตัวเองว่าเราจะต้องดีขึ้นต้องเป็นคนดี หลังจากวันนั้นจอยตื่นมาใส่บาตรทุกวันไม่เคยขาดและก็นิมิตว่าเห็นพระพุทธรูปท่านงดงามมากรักท่านมากแต่ไม่รุทำไม แต่ก็ยังไม่เข้าใจหลักของพุทธศาสนาจริงๆว่าคืออะไร ใส่บาตรก็เพื่ออยากเรียนเก่งอยากรวยศีลก็ครบบ้างไม่ครบบ้าง และแล้วเหมือนฟ้าลิขิตโรงเรียนของจอยซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์บังคับให้นักเรียนทุกคนเข้าค่ายธรรมะที่วัดแห่งหนึ่ง (ตอนแรกงงมากทำไมไม่ให้เข้าค่ายคริสต์นี่มันคริสต์จริงป่ะเนี่ย งงเฟ่อร์) ปีแรกที่จอยไปเข้าค่ายรู้สึกทรมานมากกกกกกเพราะเราไม่เคยทำมาก่อนไปถือศีลแปดแต่ก็ยังไม่สำรวมพูดนู่นพูดนี่ไม่รู้ศีลขาดตั้งแต่วันแรกรึเปล่า พอเข้าค่ายธรรมะแล้วโรงเรียนคิดว่ามันทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้นเลยจัดมาทุกปีหลังจากนั้น เอ๊ะ!! เรามีสมาธิมากขึ้นหรอ?? งงถามตัวเอง แต่จริงคะพอไปครั้งที่2-3 จอยเริ่มสนใจในพระศาสนาสนใจในธรรมะ สนใจในพระกรรมฐาน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเริ่มอยากไปวัดอยากปฏิบัติธรรม ไม่เคยเกี่ยงไม่เคยบ่น แต่ศีล5ก็ยังไม่รักษาอยู่ดี จนจอยเข้ามหาลัยจอยต้องใช้เวลาปรับตัวมากในการเรียนปีแรกจากบ้านมาไกลคิดถึงบ้านมาก ป่าวไม่มีคนคุมต่างหากเลยรู้สึกคิดถึง อิอิ จอยตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียวโดยไม่สนใจสวดมนต์ใส่บาตรไม่สนใจธรรมะ จนวันนึงจอยได้เราบทเรียนใหญ่มาก จอยเริ่มรู้สึกหดหู่ไม่อยากคุยกับใครจนเพื่อนเริ่มออกห่าง ความรู้สึกเดิมเริ่มกลับมาคือ อยู่ไปทำไม เกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือเป้าหมายของเรา มันหนักขึ้นทุกวันๆจนจอยไม่ไหวแล้วเราต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วจอยเคยได้ยินเพื่อนพูดถึงหมอดู เอ๊ะ!! เอ๊ะ!! รึมันจะเป็นทางออกนะ อิอิ ต้องไปๆ แล้วเขาก็บอกว่าเราบุญหมด55555 ให้ไปทำบุญ ใส่บาตรซะ เอาแล้วหลังจากนั้นก็ไปทำบุญถวายสังฆทาน ใส่บาตรตอนเช้า ความจำเดิมๆเริ่มกลับมา55555 แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆคือ จอยอยากรู้วิธีที่ไม่ต้องเกิดทำยังไง ตอนนั้นความคิดแรกเลยคือ เป็นพระอรหันต์ แล้วเราก็เคยเรียนมาว่าการไปนิพพานยากมาก เราทำไม่ได้หรอกนี่คือความคิดที่ครูยัดหัวเรามา จอยก็เลยคิดว่าอย่างน้อยสะสมบุญก็ยังดีหลังจากนั้นมาจอยเริ่มค้นหาวิธีที่จะไปนิพพาน แล้ววันนึงก็สดุด อ๊ะ!! จอยเห็นในเน็ตในเว็บพลังจิตในเว็บพลังจิตเขียนว่า "พระโสดาบัน" ของ "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ' (ตอนนั้นยังไม่รู้จักหลวงพ่อคะ)แล้วก็เข้าไปอ่าน การอ่านในวันนั้นทำให้จอยได้รู้ว่าศีลมีค่ามากแค่ไหน ศีลมีความสำคัญมากขนาดไหนจอยพยายามรักษาขาดบ้างตอนเผลอแต่พยายามจะทำให้ดีที่สุด แต่เดี๋ยวก่อน "มโนมยิทธิ" คืออารายยย หนูไม่รู้จักรู้แต่ว่าถ้าอยากไม่ต้องเกิดต้องนั่งกรรมฐานอย่างหนักแล้วเข้าป่าหาที่สงบ คำว่ามโนมยิทธิผ่านตาไปผ่านตามาหลายรอบไม่เคยสนใจจนวันนึง เอ๋!!!!!!!!!! อ๋อ!!!!!!!!! แอ๋ !!!!! ไปหาดูดีกว่าแบบงงๆ และแล้วก็ทำให้จอยรู้ว่ามโนมยิทธิคืออะไร เข้าไปอ่านประสบการของคนอื่นๆรู้สึกตื่นเต้นยินดี จนเจอเว็บนี้ของพี่บอล ตอนแรกจอยหาวิธีติดต่อพี่บอลไม่เจอหาไงก็ไม่เจอเพราะอยากไปทริปบ้าง แต่สุดท้ายก็หาเจอ แต่ๆๆๆยังไม่จบคะ ประเด็นคือพี่บอลน่ากลัวจุงไม่กล้าทัก เฮ๊ะๆๆๆๆ(อย่าโกรธนะพี่บอล) จอยเลยเริ่มคุยกับพี่ฟิล์ม พี่ฟิล์มใจดีมาก ตอบทุกคำถามที่อยากรู้ อิอิ แล้วพี่ฟิล์มก็บอกให้ไปคุยกับพี่บอลเลยลูก จอยก็โอเค แล้วก็เริ่มคุยกับพี่บอลขอไปทริปด้วยตอนนั้นอยากไปมากกกกกก ม๊ากมาก มากจิงๆ แล้วพี่บอลก็ให้จอยไปดีใจมากกกกกกรู้สึกขอบคุณพี่บอลมาก แต่แว๊บแรกที่ที่หนูอยากขอบคุณคือหลวงพ่อท่านแว๊บมาให้หนูเห็นแล้วก็ยิ้ม วันนั้นน้ำตาแทบแตกจะร้องไห้อยู่แล้นนะ อิอิ พอหลังจากวันนั้นก็เริ่มภาวนา นะมะพะทะ จับภาพพระ พี่ฟิล์มก็แนะนำว่าต้องทำไรบ้าง ก็ทำไปเรื่อย และแล้ววันนั้นก็มาถึงวันที่จะไปทริปจอยตื่นเต้นมากยิ่งกว่าประกาศผลสอบเข้ามหาลัย55555 จอยไปกับพี่ปาล์ม พี่พล พี่ฟิล์ม พี่ที (ขอบคุนนะค๊าที่ให้หนูไปด้วย อิอิ) แล้วจอยก็ไปถึงที่อาศรม 5555 ไปฝึกครั้งแรกไปไม่ได้ ห๊าอะไรหนาเราไปไม่ได้ได้ไงเนี่ยเราตั้งใจมากกกก รึว่าเราจะไม่ใช่สายหลวงพ่อ ฮือๆๆๆๆๆ ใจเสียอย่างรุนแรงคะ ในใจคิดว่าทำไงดีแต่พอตอนฝึกรอบสองพี่ฟิล์มฝึกให้ เอาว่ะต้องเชื่อในหลวงพ่อ เอาว่ะสู้ๆๆๆๆๆ ครั้งที่สองไปได้คะ เย้ๆๆๆดีใจมากเลยดีใจมาก ที่แรกที่ไปคือพระจุฬามณี หนูเข้าไปกราบพระพุทธเจ้า หนูดีใจมากหนูรักท่านมากไม่รู้ว่าทำไม รักๆๆๆ ท่านมาก อยากเห็นพระองค์ท่านอยากกราบท่าน ไม่รู้ทำไมความรู้สึกคือรักท่านจิงๆ พอเสร็จแล้วพี่ฟิมก็พาไปนิพพานไปวิมานหลวงพ่อท่านยิ้มรอหนูฮือๆๆๆ รักท่านมากรักมากจิงๆ แล้วหนูก็เห็นท่านแม่ไปกอดท่านไปกราบท่าน รักท่านมาก แล้วหนูก็ไปวิมานตัวเอง เปงโบถส์หลังน้อยๆแต่อยุแล้วสบายใจมากๆ ฮือๆๆๆๆๆ ซึ้งอยากร้องไห้ไม่คิดว่าตัวเองจะได้เห็นนิพพาน ดีใจมากๆๆๆๆ การฝึกครั้งที่สองทำให้หนูได้พบพี่สองกับพี่เชอรี่ หนูสึกคุ้นเคยกับพี่รี่ไงไม่ถูกพี่แกทั้งสวยทั้งใจดี อิอิ ชมนอกรอบแล้วกัน แล้วได้เจอพี่แจ๊บ พี่แกคุยสนุกมากกกก ทุกคนจะนั่งล้อมวงฟังพี่แกพูด555555 อยากบอกว่าสนุกมากทุกคนต้องลองฟังพี่แจ๊บพูดนะสนุกจิงๆ แล้วหนูก็รู้สึกคุ้นเคยอีกแล้วเหมือนเป็นน้องของพี่แจ๊บจิงๆ ไม่รุทำไม หลังจากนั้นก็เจอพี่เต้ พีหน่อง และคนอื่นๆอีกมากมายที่ทั้งใจดีและรู้สึกผูกพันมานาน และแล้ววันแรกก็ผ่านไปเร็วมากทำไมเร็วขนาดนี้ วันที่สองก็มาถึงตอนเช้าพี่บอลให้พูดความรุสึก ตื่นเต้นมากกกก แล้วตอนบ่ายก็ฝึกอีก ก่อนกลับพี่บอลพาลาพุทธภูมิและอุทิศกุศล ตั้งแต่ที่พี่บอลพูดว่าลาพุทธภูมิใจเต้นเร็วและแรงมากหดหู่ ห่วงหวงไม่อยากทำ ทำไมไม่รุก่อนหน้านี้ก็เคยสงสัยว่าตัวเองเป็นไหมแต่ก็ไม่น่าใช่ แต่แล้วก็ได้รู้คำตอบ แต่หนูก็อยากลาเพราะเกิดมามันทุกข์ ทุกข์เหลือเกิดทำไมมันทุกข์ได้ขนาดนี้ ไม่อยากเกิดอีกต่อไป หลายคนอาจคิดว่าหนูยังเด็กหนูจะเห็นทุกข์ได้เยอะขนาดนั้นเลยหรอ เชื่อเถอะหนูพบมาหลายรูปแบบแล้วและมันกำลังเข้ามาหาหนูไม่หยุดไม่หย่อนตั้งแต่ก่อนไปทริปจนกลับจากทริปเข้าออกโรงพยาบาลวันละหลายรอบมาก มาต่อกันดีกว่าตอนลาพุทธภูมิหนูร้องไห้ไม่รุอีกว่าทำไม หลังจากนั้นขึ้นนิพพานไม่ค่อยได้ แต่พี่ฟิมก็ช่วยหนูจนได้ทำให้หนูรู้โทษของการเกิดมากขึ้น เขาใจมากขึ้นหลังจากนั้นหนูสบายมากโล่งมาก รับอารมพระนิพพานได้มากขึ้นรับรุความรุสึกท่านพ่อท่านแม่ได้มากขึ้น และรุว่าท่านรักหนูมากๆๆๆๆๆๆ แล้วก็กลับบ้านฮือๆๆๆๆๆ ทำไมเร็วจัง ยังไม่อยากกลับแต่ก็ต้องกลับอ่า หลังจากนั้นมาสองวันหนูหัวเราะไม่หยุดยังกับคนบ้า นั้งยิ้มคนเดียว 5555555 ก็คนมันมีความสุขนิจะให้ทำไงล่ะ5555555555555555 มาอีกล่ะมีความสุขเฟ่อร์ หลังจากกลับจากทริปหนูรักษาศีลห้าทุกวัน รู้คุนค่าของศีลมากขึ้น ไปหาท่านพ่อท่านแม่ทุกวัน เป็นคนไม่ประมาทมากขึ้น และสุดท้ายคือหนูรู้แล้วๆๆๆๆๆ ว่าทำยังไงที่จะต้องได้ไม่ไปเกิดอีก ดีใจๆ ดีใจมาก สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุนพี่บอลมากกกก พี่เป็นอาจารย์ของหนู ขอบคุนพี่ฟิมที่สอนหนูมาตลอดและครูฝึกคนอื่นๆที่หนูอาจจะไม่ได้คุยด้วยมากแต่พี่ๆใจดีทุกคน ขอบคุนพี่ปามที่ให้หนูติดรถมาด้วย ขอบคุนพี่หน่องพี่เต้ที่ไปส่งหนู ขอบคุนพี่รี่พี่แจ๊บพี่สองที่ให้ความทรงจำดีๆให้หนู และสุดท้ายลูกต้องขอบพระคุณองค์พระบรมสงคต หลวงพ่อ ท่านแม่ ที่เมตตาหนูให้ได้เจอคำสอนของท่าน ได้เจออาจานดีๆอย่างพี่บอล พี่ฟิม และอาจานท่านอื่นๆ ขอบคุนคะ แล้วเจอกันที่บ้านเรานะคะทุกคนบ้านหลังสุดท้ายของเรา


     

  18. 18
    Joe
    Joe Joe 19/01/2014 00:54

    สวัสดีครับ


    สำหรับผมก็เป็นครั้งที่สอง แล้วที่มาร่วมทริป หลังจากทริปแรกคือทริปไตรตรึงษ์


    วันที่ฝันกลายเป็นจริง ก่อนมาร่วมทริปครั้งนี้ประมาณสองสัปดาห์ ผมฝันว่าตัวเองอยู่ที่ท่าน้ำสักแห่งและได้เห็นพวกเราหลายๆท่านกำลังช่วยกันทำกิจกรรมหลายๆอย่างอยู่ไม่ว่าจะเป็นกำลังข้ามน้ำ ช่วยกันขนของ รวมทั้งตัวผมด้วย สุดท้ายในฝันได้เห็นครูบอลยืนยิ้มอยู่ด้วยแววตาที่เมตตา พวกเราทุกคน


    ทุกอย่างก็ได้เป็นอย่างตามในฝัน ตอนมาถึงก็เจอน้องคนนึงถามเรื่องที่จอดรถก็เลยแนะนำว่าต้องไปจอดตรงไหน มารู้ทีหลังว่าเป็นน้องเซนต์ นี่เอง  พอข้ามฝั่งไปแล้วก็ช่วยกันขนของ พอไปเจอครูบอลที่ศาลา ครูบอลหันมายิ้ม และหัวเราะ เท่านั้นแหละ กระเป๋าที่อยู่ในมือทั้งสองข้างก็ล่วงลงไป(กระเป๋าใครผมไม่ทราบก็ขออภัยด้วยนะครับ) เดินเข้าไปกราบที่หน้าอกครูบอล คราวนี้ไม่ไหวและ ….. ครูบอลก็เอามือลูบหลังมันอบอุ่นบอกไม่ถูก…… หลังจากนั้นก็ได้ช่วยทีมงานขนของ ลากแพ พาผู้ที่มาฝึกข้ามฝั่ง อะไรที่ช่วยทำได้ก็ทำหมด ก่อนมาทริปคุณกวงก็เตือนเรื่องภาพพระ และให้ขึ้นไปที่บ้านบ่อยๆ แต่คราวนี้อารมณ์นิ่งกว่าคราวที่แล้วก่อนไปทริปไตรตรึงษ์  และได้รับคำแนะนำการจับภาพพระใสเพิ่มเติมจากพี่อ้วน และคำแนะนำเกี่ยวกับอาการบางอย่างที่ผมรู้สึกอยู่จากพี่อ้วน ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง ขอบคุณคุณกวง และพี่อ้วนมากๆครับ  เรื่องการฝึกผมก็ฝึกไปพร้อมๆกับทุกๆท่าน แต่ความรู้สึกต่างๆข้างในชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับกอดขาหลวงพ่อร้องไห้ไปหลายรอบ ก็จะเพียรฝึกให้มากยิ่งขึ้น  ตอนเข้าไปรับหนังสือกับซีดี ผมอยู่คนท้ายๆ มองหน้าครูบอลแล้วพูดไม่ออก มันจุกมันแน่นไปหมด พอรวบรวมกำลังได้ ก็บอกครูบอลว่า คราวหน้าขออนุญาต มาช่วยงานอีกนะครับ ครูบอลตอบมาด้วยสายตาและรอยยิ้มที่เมตตาว่า ยินดีครับ อารมณ์ผมคือปิติบอกไม่ถูก…….


    ก็หวังว่าจะได้เจอพวกเราและสมาชิกใหม่ๆอีก ในทริปต่อไปนะครับ


    คิดถึงทุกคนครับ


    ขอบคุณครับ


    โจ

  19. 19
    นิลุบล
    นิลุบล Email 18/01/2014 23:29

    สวัสดีค่ะ ดิฉันมาทริปนี้เป็นทริปที่2 จากครั้งแรกที่ได้ร่วมทริปไตรตรึงษ์ และเคยได้เขียนประสบการณ์ครั้่งแรกไปแล้ว เนื่องด้วยดิฉันทำงาน อยู่ต่างประเทศและมีกำหนดกลับก่อนวันที่ 7 มกรา จึงต้องลางานเพิ่มเพื่อจะได้อยู่ร่วมทริปนี้ รวมลางานถึง 5 สัปดาห์ สำหรับการเข้าร่วมทริปไตรตรึงษ์วันที่ 7-8 ธันวา และ ทริปนี้ วันที่ 11-12 มกรา ทริปนี้ดิฉันเข้าร่วมช่วยในกองเสบียง เป็นแค่ลูกมือเล็กน้อย ไม่ได้เป็นผู้ปรุงอาหาร (นับเป็นโชคดีของผู้บริโภค) จากทริปแรกที่ดิฉันได้สัมผัสพระนิพพานได้ ก็พยายามเก็บและจำอารมณ์นี้ไว้เพื่อนำมาฝึกเอง แต่ด้วยความที่ช่วงอยู่เมืองไทย มีกิจกรรมค่อนข้างยุ่งทั้งกับญาติพี่น้อง และมีเพื่อนที่มาจากต่างประเทศซึ่งต้องพาเที่ยว จึงทำให้ค่อนข้างเหนื่อยสะสม ก่อนไปร่วมในทริปนี้ แต่ก็โชคดีที่สถานที่ฝึกครั้งนี้ไม่ไกลจากกรุงเทพ และบรรยากาศดีมาก วันแรกที่ผู้มาใหม่ฝึกดิฉันไม่ค่อยได้เข้าร่วม เดินเข้าเดินออก ตอนบ่ายที่คุณบอลพาเที่ยวทั้งสวรรค์ และนรก ก็ไปได้บ้างไม่ได้บ้าง รู้สึกว่าจิตไม่เบา แต่ก็ยังสัมผัสนิพพานได้ ตอนกลางคืนฝึกเต็มกำลังก็ไปไม่ได้ ฝึกญาณ8 ก็ไม่ได้อีก รู้สึกหนัก ออกรู้สึกเซ็งตัวเองนิดๆ แต่ไม่ถึงกับกังวลเพราะยังมีภาพพระในใจ และยังสัมผัสอารมณ์นิพพานได้ คิดว่ากลับจากทริปแล้วก็จะไม่ทิ้งจะไปฝึกเอง คืนนั้นตกลงขนหมอนผ้าห่มมานอนรวมกับน้องๆ บนอาคารใหญ่ ตื่นก่อนเพือนลุกไปอาบน้ำนอนแค่ 4 ชั่วโมงแต่รู้สึกสดชื่นมากหลับสนิท วันรุ่งขึ้นดิฉันลัลล้าคุยกะคนโน้นคนนี้ เพราะบางคนแม้จะพบกันครั้งแรก และบางคนพบกันครั้งที่2 หลังจากทริปไตรตรึงษ์ แต่มีความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนรู้จักกันมานานมาก ดีใจ มีความสุขที่ได้เจอ แล้วไปช่วยทำครัว จนตอนบ่ายช่วงสุดท้ายก่อนกลับ คุณบอลก็ให้ทุกคนนั่งและขึ้นไปนิพพาน ไปกราบท่านสัพพะเกษี ซึ่งตอนนั้นดิฉันไม่ทราบว่าท่านสัพพะเกษีคือใคร (จนตอนหลังดิฉันถามคุณอ้วน ดิฉันคง เป็นลูกที่เลวมากค่ะ) แต่ตอนนั้นที่คุณบอลบอกว่ากอดท่านได้ถึงเป็นจีวรก็กอดท่านได้ ดิฉันเห็นหลวงพ่อ แต่จิตมีความสงสัยเพราะทำไมเห็นหลวงพ่อ ท่านสัพพะเกษีคือใคร ก็เลยตั้งจิตไปว่าเมื่อเห็นไม่แน่ใจแต่ขอให้สัมผัสอารมณ์ได้ ปรากฎว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันน้าตาไหลพรากรู้สึกรับรู้ถึงความเมตตาที่ท่านมีให้ และนี่เป็นครั้งแรกที่ดิฉันร้องไห้เมื่อได้สัมผัสความรักความเมตตาของหลวงพ่อที่มีกับลูกๆของท่าน จนถึงช่วงอโหสิกรรมอีกครั้งของอีก 2ท่าน ดิฉันนั่งข้างหน้าก็มีอารมณ์ร่วมจะร้องไห้ตามท่านผู้หนึ่งซึงผูกพันกันมากับคุณบอลในอดีตจนต้องเขยิบออกห่าง ในใจนึกว่าบ่ายนี้บ่อน้ำตาเราค่อนข้างตื้น และสุดท้าย ตอนลาพุทธภูมิ ครั้งแรก ทริปไตรตรึงษ์ ดิฉันแค่ขนลุก แต่คราวนี้ น้ำตาซึมมาเอง พร้อมกับขนลุก ตอนลากลับมีความรู้สึกใจหาย เพราะความที่รู้สึกที่คุ้นเคยผูกพันกับหลายๆท่านทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ขอบคุณคุณบอลสำหรับความเมตตาและน้ำใจที่มีให้กับทุกคนไม่เคยหมด ขอบคุณคุณอ้วน น้องผู้ใจดีที่อุตส่าห์ขับมาส่งถึงที่บ้าน ขอบคุณน้องกวง น้องปูที่อุตส่าห์ขับรถจากชลบุรีมารับที่บ้านตอนตีสี่ครึ่ง เพื่อไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันเดินทางกลับมาทำงาน ดีใจมีความสุขมากๆ ที่ได้เจอ รักทุกท่านนะคะ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป จากวันนี้จนกว่าจะถึงวันที่ได้พบกันอีกในทริปวันข้างหน้า ดิฉันคงต้องพยายามฝึกให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้พบท่านทั้งหลายบนนิพพาน เพราะเราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน และจะช่วยพยุงกันไปเพื่อไม่ให้ต้องมาเกิดอีก ใช่ไหมคะ

  20. 20
    แจ๊บบี้
    แจ๊บบี้ Email 18/01/2014 22:44

    สวัสดีทุกท่านนะคะ ดิฉันสนใจมโนมยิทธิก็เพราะกระทู้หลวงพ่อตามกลับของพี่บอลในเว็บพลังจิตค่ะ อ่านแล้วรู้สึกตรงกับจริตมากค่ะ คิดว่าต้องลองสักครั้งอยากรู้ว่านรกสวรรค์นี่มันเป็นอย่างไรหนอ จึงตัดสินใจนั่งรถเข้ากรุงเทพคนเดียว โดยมาฝึกครั้งแรกที่บ้านสายลม ได้เข้าไปกราบรูปหลวงพ่อฤาษีลิงดำกับหลวงปู่ปานเสร็จนี่ร้องไห้น้ำตาท่วมเลยค่ะ ทีนี้อายคนเค้าเลยแอบหลบมุมไปร้องไห้คนเดียว ด้วยความรู้สึกรักคิดถึงและผูกพันท่วมท้นในใจ นี่แหละสิ่งที่ดิฉันตามหามานาน ในการฝึกครั้งแรก ก็พอถู ๆ ไถ ๆ ไปกะเค้าได้ค่ะ ทั้งนี้ขอกราบขอบพระคุณครูฝึกที่บ้านสายลมมาก เพราะท่านถือเป็นครูคนแรกในชีวิตที่ทำให้ดิฉันขึ้นนิพพานได้


    จากนั้นดิฉันก็กลับมาฝึกต่อที่บ้านค่ะ แต่ดิฉันยังเลวอยู่ค่ะ ขี้เกียจไม่ค่อยสนใจ ทำบ้างไม่ทำบ้าง พอขึ้นไปข้างบนไม่ชัดก็ไม่อยากทำต่อ จะรอแต่ฝึกกับครูฝึกอย่างเดียว  ซึ่งตรงนี้มันเป็นปัญหาสำหรับคนฝึกใหม่ค่ะ ทีนี้เจอดีเลยค่ะ มีวันหนึ่งดิฉันนอนอยู่จากนั้นเกิดหูอื้อขึ้นมาแล้วได้ยินเสียงผู้หญิงมาคุยด้วย ดิฉันไม่ได้หลับนะคะและพยายามมองหาต้นตอของเสียงว่ามาจากไหนแต่ก็ไม่เห็นได้ยินแต่เสียง ท่านบอกว่า “ตั้งใจฝึกต่อไปนะลูกนะ แม่คิดถึงหนู แม่รักหนูนะ เดี๋ยวหนูค่อยตามไปอยู่ข้างบนกับแม่นะ” ต่อมาดิฉันได้ทราบว่าเป็นท่านแม่ศรีค่ะ จากนั้นรู้สึกว่ามีกำลังใจมาก ทำอะไรก็ตั้งใจมากขึ้น เพราะรู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่นั้นรักลูกและห่วงลูกเสมอ ท่านไม่อยากให้เรามีความทุกข์ และท่านก็รอคอยให้เราไปอยู่กับท่านที่แดนนิพพาน ดินแดนที่เป็นสุขตลอดกาล ต่อมาดิฉันก็ทุ่มเทการฝึกมาก และพยายามรักษาศีลห้าให้ปกติ และทรงพรหมวิหารสี่ให้ได้มากที่สุด เหล้าซักหยดก็ไม่เคยแตะเลยค่ะ จากนั้นดิฉันจะทำอะไรก็มีกำลังใจไม่ย่อท้อ ไม่เคยกลัว กล้าขับรถไปวัดท่าซุงคนเดียวทั้ง ๆ ที่ไม่เคยขับรถไกลและไม่ค่อยรู้ทาง รวมทั้งไม่รู้จักใครด้วยแต่ก็ไป ในใจคิดอย่างเดียวว่าพ่อกับแม่รักเรามากขนาดนี้ ท่านปูทางทุกอย่างเพื่อให้เราได้ไปนิพพานโดยง่าย  เราจึงไม่ควรเกียจคร้านทำตัวเลว ๆ อีก เพราะท่านจะเสียใจ ทีนี้ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้หลักการฝึกบ้าง แต่ปัญหาที่พบคือจับภาพพระไม่ค่อยได้ค่ะ ทรงภาพพระได้ไม่ค่อยนาน สับสนไปหมดค่ะ จึงได้ตัดสินใจมาทริปหลวงพ่อตามกลับในครั้งนี้


    เมื่อได้มาทริปหลวงพ่อตามกลับพี่บอลก็ได้สอนวิธีใหม่ ๆ ในฝึก เช่น การจับลมสามฐาน การจับภาพพระให้ทรงอยู่ได้นานสว่างใสแพรวพราว ซึ่งดิฉันดีใจมากที่ตัวเองจับภาพพระได้สวยใสสว่างไสว และดิฉันบอกได้เลยว่านี้เป็นการฝึกที่ดิฉันได้ขึ้นไปนิพพานได้ชัดมาก ได้กราบสมเด็จองค์ปฐม กราบท่านพ่อท่านแม่ ท่านปู่ท่านย่า รู้สึกว่ามีความสุขมาก มากกว่าการอยู่บนโลกนี้เสียอีกค่ะ ดิฉันขอแนะนำให้ทุกท่านที่ท้อกับการฝึกหรือเหนื่อยล้ากับชีวิตทางโลก ให้ลองขึ้นไปกราบพ่อแม่ท่านที่เป็นพระอรหันต์ข้างบนนิพพานบ่อย ๆ นะคะ ท่านจะเกิดกำลังใจมหาศาลเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ดิฉันได้ฝึกการออกเต็มกำลังด้วยวิธีกระดึ้บ ดิฉันก็แปลกใจดีเหมือนกันนะคะว่าทำไมกระดึ้บไปมา ภาพมันใสสว่างชัดกว่าเดิม อทิสมานกายก็สว่างแพรวพราวสวยงามมากค่ะ แต่รู้สึกว่าเหนื่อยจากการเดินทางก็เลยฝึกได้ไม่ค่อยเต็มที่ คิดว่าจะฝึกต่อที่บ้านค่ะ และไฮไลต์ที่สำคัญในทริปนี้ของดิฉันคือพี่บอลได้ทำน้ำมนต์แก้กรรมให้ดื่มค่ะ ดื่มแล้วก็อาเจียนทันทีค่ะ อาเจียนหนักมาก น้ำหูน้ำตาน้ำมูกไหลไม่หยุดเลยเลย แสบคอมวนท้องไปหมด  หลังจากดื่มไปหลายแก้วและอาเจียนไปหลายรอบแล้วก็รู้สึกว่าสบายขึ้นค่ะ ขอขอบพระคุณพี่บอลมาก ๆ ที่ได้ช่วยดิฉันและคณะ ทั้งการสอนมโนมยิทธิ และสงเคราะห์เรื่องทางโลกด้วย ดิฉันจะไม่ลืมพระคุณเลยค่ะ นอกจากนี้ขอบคุณคณะครูฝึกที่คอยเป็นห่วงเป็นใยพวกเรา  กองเสบียงที่ทำอาหารอร่อยให้ได้ทาน และรอยยิ้มและความปรารถนาดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ กัลยาณมิตรทุกท่านที่ได้มาร่วมทริปเจอกันในครั้งนี้ ดิฉันดีใจมากที่ได้พบท่านทุกคนค่ะ และหวังว่าเราจะได้พบกัน ได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่ บนพระนิพพานในชาตินี้ค่ะ

 1  2  3 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view