.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

วิปัสสนากรรมฐานมีกี่แบบ

วิปัสสนากรรมฐานมีกี่แบบ

"หลวงพ่อครับ วิปัสสนากรรมฐานมีอย่างอื่นมีไหมครับ" 


วิปัสสนา โยมถามไม่ถูก ถ้าสมถกรรมฐาน มี 40 แบบ แบบใหญ่นะ วิปัสสนากรรมฐานมีแบบเดียว แต่ว่าลีลาการสอนแยกไปหลายสำนวน คือ วิปัสสนากรรมฐานนี่เขาสอนตัดขันธ์ 5 อย่างเดียว อย่างวิปัสสนาญาณ 9 ก็ตัดขันธ์ 5 อริยสัจก็ตัดขันธ์ 5 และการพิจารณาขันธ์ 5 โดยเฉพาะต่างหาก ใช่ไหม อารมณ์จริงๆก็คือไม่ให้สนใจกับร่างกายเรา ร่างกายคนอื่น และวัตถุธาตุต่างๆ เพราะมันเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรมาก คือว่าไอ้เรานี่มันฉลาดมาก พระพุทธเจ้าบอกให้งดความฉลาดซะบ้าง ใช่ไหม เกิดมามันจะตาย แต่กูไม่ยอมตาย นี่ฉลาดมากใช่ไหม อย่างนี้เค้าเรียกฉลาดมากเกินไป เกิดมามันต้องแก่ เห็นคนอื่นเค้าแก่ แต่เราคิดว่าเราไม่แก่ เกิดมาเพื่อป่วยไข้ไม่สบาย แต่เราคิดว่าจะไม่ป่วยไม่ไข้ไม่สบาย ใช่ไหม


"ยังไม่อยากตาย"

ตายช้าลำบากมากนะ ลำบากมาก ยิ่งอยู่นาน ยิ่งลำบาก


"อยากจะทำบุญให้มากๆ"

อ้าว...ก็รีบรุก มีเท่าไหร่ก็ทำให้หมดวันนี้ก็ได้นี่(หัวเราะ) ไม่จำเป็นต้องรอช้า ใช่ไหมโยม ถูกไหม มีเท่าไหร่ก็กวาดบ้าน ช่องไร่นาสาโท โอนมาให้วัดนี้ให้หมด เอาให้เกลี้ยง จะได้มากใช่ไหม (ครับ) ครับแต่ไม่เอา (หัวเราะ) นี่จับโกหกได้แล้วนะ อยากทำบุญมากๆ เออ...ว่าอยากทำบุญนานๆ อันนี้ค่อยเข้าท่าบ้างนะ บอก อยากทำบุญมากๆ ไม่ถูก


"คือว่า ถ้าอยู่นานๆ ก็ทำบ่อยๆ ก็มาก"


ไม่ดีหรอก ไม่ดีหรอกโยม เราจะรอทำนานๆ แล้วจีงรวย มันเหนื่อยมาก รวยเสียวันนี้ดีกว่า ดีใช่ไหมโยม เราต้องการรวยวันนี้ใช่ไหม เราจะอยู่ไปอีกกี่วัน นั่นมันเรื่องหนึ่ง ขอให้รวยเสียก่อน และบุญก็เหมือนกัน เราทำซะวันนี้ให้เต็มที่ อายุจะอยู่เท่าไหร่ก็ตาม เราก็มีหวังไปสวรรค์ ไปพรหม ไปนิพพานได้ นี่รออยู่นานๆ ถ้าบังเอิญมันอยู่ไม่นาน มันจะเสียท่า และประการที่สอง ถ้ามันอยู่นานไป ถ้าทรัพย์สินหมดเสียก่อน ก็ไม่มีเวลาทำบุญอีก ใช่ไหม เวลานี้มีเท่าไหร่ รีบโอนมาซะ เดี๋ยวจัดการซะ โยมช่วยจัดการด้วยนะ เป็นไวยาวัจกรรับโอนเงิน ให้ที(หัวเราะ)


การเจริญวิปัสสนา โยม ไม่ยากหรอก ถ้าวิปัสสนาแท้นะ พระพุทธเจ้าสอนให้เรายอมรับนับถือกฎของความเป็นจริงเท่านั้นเอง ว่ากฎของธรรมดาเป็นยังไง เราอย่าเอาใจเข้าไปฝืนเท่านั้นแหละ ที่เราต้องเกิดมามีทุกข์นี่เพราะว่า ใจของเราฝืนกฎธรรมดา ถ้าใจฝืนกฎธรรมดาเขาถือว่ามีกิเลส กิเลสคืออารมณ์ที่เศร้าหมอง อารมณ์ที่เศร้าหมองก็หมายถึงอารมณ์ที่ไม่ฉลาด มันเหมือนกันแว่นตา แว่นตานี่ถ้าขัดเสียให้ใสดีก็มองอะไรสะดวก ใช่ไหม ถ้ามีฝุ่นละอองมาติดมันบัง มองอะไรไม่ค่อยจะเห็น ถ้ามันติดมาก มันเปื้อนมาก ก็เลยมองไม่เห็นเลย ใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าความฉลาดมันมาก มันก็รู้เหตุ รู้ผล ถ้าความฉลาดมันน้อย มันก็รู้เหตุ รู้ผลยาก ถ้าไม่ฉลาดเลยก็เลยไม่ต้องรู้อะไรเลย


อย่างพวกเราเกิดมานี่ เราเกิดเพราะอำนาจของความโง่เป็นปัจจัย รวมทั้งอาตมาด้วยย หรือไงโยม ถูกไหม อ้าว...เราก็เกิดด้วยกันนี่(หัวเราะ) ก็เหมือนกันนี่ไม่ใช่จะว่าโยมโง่ อาตมาเองไม่ต้องไปชาติไหนหรอก ไอ้ชาตินี้น่ะ ตอนต้นๆมันก็ยังโง่ ไอ้เดี๋ยวนี้มันก็ไม่ได้ฉลาด แต่ก็พอรู้ตัวบ้างใช่ไหม เป็นเพราะอะไรล่ะ เมื่อตอนต้นๆ มันก็ยังคิดอยากจะไปเกิดใหม่ต่อไปอีก อยากจะรวย อยากจะมียศถาบรรดาศักดิ์ อยากจะมีอำนาจวาสนา แหม...มันบ้าฟุ้งไปหมด ที่นี้ไอ้ตัวนี้ล่ะโยม ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่ากิเลส กิเลส แปลว่า อารมณ์จิตที่เศร้าหมอง ก็ฟังยาก ต้องมองว่าจิตที่มีความโง่ จิตที่ไม่มีความฉลาด ของที่มองเห็นอยู่ไม่จำสภาพ อย่างเราเกิดมาเป็นเด็กนี่ เราอยากอยู่อย่างเดียว อยากเป็นหนุ่มเป็นสาว ใช่ไหม พอตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวไปแล้ว ตอนนี้ไม่อยากแก่แล้วใช่ไหม 


ตอนเป็นเด็กถูกผู้ใหญ่เค้าว่า เค้าด่า เค้าตี จะไปไหนก็ไม่สะดวก เขาบังคับจู้จี้ห้ามโน่นปรามนี่ เห็นพวกหนุ่มๆสาวๆ เขาไปไหนก็ไปได้ เออ...เมืื่อไหร่กูจะโตเสียทีว้า จะได้ไปเที่ยวสนุกๆสักหน่อย มีอะไรก็ทำไปตามสบาย แต่ทว่าพอถึง ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว เราไม่อยากแก่ ไม่อยากแก่นี่ผิดแล้ว ใช่ไหม ไอ้เป็นเด็กที่ทำยังไงๆ ก็ต้องเป็นหนุ่มเป็นสาวจนได้ มันทรงตัวเป็นเด็กอยู่ไม่ได้ ในเมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็ตกเข้าไปถึงวัยแก่ แต่ว่าใจมันไม่ยอมแก่ อีตัวนี้แหละ ใจมันโง่ตรงนี้แหละ ใช่ไหม เค้าเรียกว่า ใจโง่ คือ จะทำยังงไงก็ตาม จะห้ามปรามไม่ได้ ร่างกายเราต้องแก่ ร่างกายเราต้องป่วย ร่างกายเราต้องตาย ทีนี้เราเคยคิดไหม บางครั้งเราป่วยตั้งหลายครั้ง เลิกแล้วก็ไม่เคยคิดถึง ความป่วยเลยว่ามันมีทุกขเวทนา บางทีคิดว่าป่วยคราวนี้แล้วหายมันคงไม่ป่วยต่อไปอีกล่ะ นี่มันโง่แบบนี้ ท่านจึงเรียกอารมณ์ประเภทนี้ว่าอารมณ์กิเลส กิเลสมันมีอารมณ์เศร้าหมอง 


ตามธรรมดาจิตน่ะ พระบาลีมีว่า ปะภัสสะรัง จิตตัง จิตจริงๆมีสภาพเป็นปัสสร คือ มีสภาพแจ่มใส ทีนี้ความจริง การที่เราให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี เราจะล้างสิ่งที่จิตมันสกปรก ให้มันเข้าถึงสภาพเดิมของมัน ใช่ไหม เวลานี้จิตของเรามันไม่เท่าจิตเดิม จิตเดิมจริงๆคือ มีสภาพใสเหมือนแก้ว คือ ปัสสรน่ะ ที่นี้เราปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฎิบัติ ปฏิบัติล้างจิตให้มันสะอาดจากกิเลส พอจิตสะอาดจากกิเลสเต็มที่ เต็มที่ของความสะอาด อันดับต้นก็คือ ฌาน4 พอจิตเข้าถึงฌาน 4 ก็จะเหมือนกับแก้วที่ล้างสะอาดแล้ว มองใสแจ๋ว ใช่ไหม แล้วสิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาอีกทีก็เป็นวิปัสสนาญาณทีนี้ให้เป็นประกายเลย มองเหมือนดาวประกายพรึก

 


คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ42 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) หน้า 43-47

#แอดมิน



 


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view