.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ธรรมที่ทำให้งานสำเร็จผล

ธรรมที่ทำให้งานสำเร็จผล

การปฏิบัติกรรมฐานต่อไปก็เอาหลักใหญ่ จะทำให้ได้ดีจริงๆ ทุกคนอย่าทิ้งอิทธิบาท 4 ประการ ขยันเพียงใดก็ตาม จะไม่มีผลในการปฏิบัติ ผลอาจจะได้เหมือนกัน แต่ได้ไม่พอกับที่เราต้องการ เพราะคนใดที่มีอิทธิบาททั้ง 4 ประการ ควบคุมกำลังใจ งานทางธรรมก็ดี งานทางโลกก็ดี สำเร็จผลทุกอย่างตามที่ต้องการ อิทธิบาท ทั้ง 4 ประการ คือ 

1.ฉันทะ ความพอใจ

2.วิริยะ ความเพียร

3.จิตตะ เอาจิตใจจดจ่อในสิ่งที่เราต้องการ 

4.วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาควบไปด้วย ว่าการกระทำอย่างนี้ ถูกต้องตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนหรือเปล่า 


สำหรับ ฉันทะ มีความพอใจ ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทตั้งใจจะให้ทาน ก็คิดว่าการให้ทานเป็นของดี เราจะต้องให้ทาน เราก็ให้ทานเป็นการตัดความโลภ แต่การให้นี่ อย่าให้เกินกำลัง ให้แล้วต้องไม่เดือดร้อนในภายหลัง ถ้าให้แล้วเดือดร้อนภายหลังจิตฟุ้งซ่าน กำลังความดีที่เป็นกุศลตก ต้องให้พอดี พอควรแก่การที่เราไม่เดือดร้อน

ถ้าคิดจะรักษาศีลก็จะต้องตั้งใจ คือ มีความพอใจในการรักษาศีล จะเจริญภาวนาก็มีความพอใจในการเจริญภาวนา ความพอใจเป็นจุดเบื้องต้น เป็นเหตุให้สำเร็จผล


ทีนี้ ความพอใจของเรามีก็จริงแหล่ แต่ทว่าการกระทำทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค การให้ทานจะคิดว่าไม่มีอุปสรรคไม่ได้ บางครั้งจิตคิดจะให้ แต่ทุนมันไม่มี วัตถุมันไม่มี ถ้าอุปสรรคมันเกิดขึ้น ไม่ตามใจเรา เราก็จะกลุ้ม การรักษาศีล ต้องการจะรักษาศีล สักเต็มวัน บังเอิญมีอุปสรรคบางอย่างเกิดขึ้น ต้องละเมิดศีลบางสิกขาบท อย่างนี้มันก็มี การเจริญภาวนาตั้งใจจะภาวนาด้วยดี แต่อุปสรรคคือความฟุ้งซ่านเข้ามากวนใจ อย่างนี้ก็มี 


ฉะนั้นข้อที่ 2 ของอิทธิบาท 4 พระพุทธเจ้าก็บอกว่าต้องมี วิริยะ คือความเพียร ให้คิดว่าการทำงานทุกอย่างต้องมีอุปสรรค แต่ถ้าการเจริญภาวนา ต้องตั้งเวลาให้น้อยๆ อย่าให้มาก ในช่วงเวลาเล็กน้อยเท่านี้ เราจะไม่ยอมแพ้กิเลส ถ้าการภาวนาไปก็ดี รู้ลมหายใจเข้าออกก็ตาม เผอิญมีอารมณ์จิตฟุ้งซ่านเข้ามาขวาง มันเข้ามา เราไม่รู้ตัวใช่ไหม มันก็คิดนอกลู่ นอกรอย นอกทางไป พอรู้ตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เริ่มต้นกันใหม่ 


การที่มีอารมณ์ฟุ้งซ่านในระหว่างที่ภาวนา ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็มีความเพียรคิดว่า เราจะไม่ยอมแพ้กิเลส ในขณะใดที่เผลอก็เผลอไป เมื่อไม่เผลอนึกขึ้นมาได้ก็ภาวนาต่อไป แต่ว่าการภาวนาของบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าอยู่ที่บ้าน อย่าใช้เวลามากเกินไป เพราะอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิตนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท เราไม่ได้คบมันชาติเดียว เราคบกิเลสพวกนี้มาเป็นแสนๆกัป หรือเป็นอสงไขยกัป ถ้านับเป็นชาติก็เป็นแสนๆชาติหรือหลายแสนชาติ 


ฉะนั้นการที่เราจะบังคับเฉพาะเวลาว่าเราเริ่มทำกรรมฐานเวลานี้ เราจะบังคับว่า เวลา 5 นาทีก็ดี 10 นาทีก็ดี 20 นาทีก็ดี  อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ มันต้องมี แต่ทว่าในช่วงเวลา ที่เราต้องการเล็กน้อย แล้วเผอิญ ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น เราเผลอ มันต้องมีเผลอ ถ้าพอสติเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ยับยั้งความฟุ้งซ่าน เริ่มจับลมหายใจเข้าออกและคำภาวนาใหม่ ต้องใช้เวลายืดหยุ่นแบบนี้ 


อย่าถือปริมาณของเวลาเป็นสำคัญ เป็นอันว่าต้องมีความเพียรต่อสู้ แพ้บ้าง ชนะบ้าง ไม่ช้าความเคยชินก็เกิด ที่เรียกว่า ฌาน ถ้าอารมณ์ชิน ที่เรียกว่า ฌาน เกิดขึ้นมันจะไม่ยอมแพ้กิเลสในช่วงเวลาที่เราต้องการ เวลาต้องการจะภาวนากับรู้ลมหายใจเข้าออกสัก 10 นาที มันจะทรงตัว 10 นาที ต้องการ 20 นาที มันจะทรง 20 นาที ต้องการ 30 นาที จะทรงได้ 30 นาที แต่อย่าต้องการให้มากกว่านั้น ทั้งนี้ยกเว้นแต่ว่าจิตมันทรงฌานของมันเอง อย่างเช่น ท่านผู้ชำนาญในสมาธิในฌานจริงๆ บางทีท่านทำโดยไม่ตั้งเวลาเผลอ ตั้งแต่หัวค่ำยันสว่างไปเลย แต่ถ้าตั้งเวลาไว้เฉพาะ ว่าเวลาเท่านั้นเราจะเลิก ถ้าจิตมันทรงฌานจริง เมื่อถึงเวลานั้นจิตมันจะตกจากสมาธิ ถ้าลืมตาดูนาฬิกาจะเห็นว่าตรงเวลาพอดี

นี่การเจริญสมาธิจิต ถ้าจิตถึง ปีติ ถ้าสมาธิถึงปีติ ตอนนี้ต้องระมัดระวัง ถ้าเข้าถึงปีติ คือความอิ่มใจ ตอนนี้มันจะไม่อยากเลิก หรือว่าจิตเข้าถึง อุปจารสมาธิ มันจะไม่อยากเลิก ถ้าไม่กำหนดเวลา อย่าใช้เวลามากเกินไป ถ้าเวลามากเกินไปนี่ ทำให้ประสาทฟุ่งซ่าน การพักผ่อนน้อยก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเราเคยพักผ่อนเท่าใด ก็พักผ่อนเท่านั้น เพราะการเพลินเกินไปไม่พักไม่ผ่อน เป็นโรคเส้นประสาทกันหลายราย

ปีนี้ไปที่วัดหลายราย เขาบอกทำกรรมฐานมากเกินไป ไม่พักไม่ผ่อน ตาค้าง ลืมหลับตา นั่งเหม่อลอย อันนี้สำคัญ อย่าไปโทษพระพุทธเจ้าไม่ได้นะ เพราะว่าเราไม่เชื่อกัน รวมความว่าเคยพักผ่อน เคยนอนเวลาเท่าไรก็นอนเวลานั้น เคยตื่นเวลาเท่าไรก็ตื่นเวลาเท่านั้น อย่าฝืนให้ดึกเกินไป แต่ว่าการปฏิบัติถ้าถามว่าใช้เวลาน้อยจะมีประโยชน์ไหม ต้องตอบว่ามีประโยชน์ เวลาปฏิบัติจริงๆก็ภาวนาตาม พิจารณาตาม อย่าถือปริมาณของเวลา ให้ถือคุณภาพของจิต ถ้าเราภาวนาก็ดี พิจารณาก็ดี จิตว่างจากกิเลสเพียง 2-3 นาที แล้วมันไม่ทรงตัว ช่วงสั้นๆ เท่านี้ควรจะพอใจ 

เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สารีปุตตะ ดูก่อน สารีบุตร บุคคลใดทำจิตว่างจากกิเลสวันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง เรากล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตไม่ว่างจากฌาน"

ฉะนั้นถ้ามันว่างจริงๆ สัก 2 นาทีก็ควรจะพอใจ ถ้าฟุ้งซ่านเกินไปอย่าฝืน ถ้าฝืนมันจะเป็นโรคเส้นประสาท ฉะนั้นความเพียรแค่พอดี พอควร ความเพียรนี่มันต้องมี ไม่มีมันก็ไร้ประโยชน์ 


ถ้าจะทรงสมาธิต่อไปได้ ก็ จิตตะ อีกตัวหนึ่ง จดจ่อในสิ่งนั้น หมายความว่าเราไม่ยอมวางมือ ในเมื่อว่างจากภาระกิจเพียงใด เราคิดว่าเราจะเจริญสมาธิ เราจะเจริญวิปัสสนาญาณ เราจะทรงศีลให้บริสุทธิ์ เราจะเข้าพระนิพพานถ้าโอกาสพึงจะมี ตั้งใจไว้โดยเฉพาะไม่ยอมถอย อย่างนี้จะทรงความดีไว้ได้ 


แต่ต่อไปก็ วิมังสา ขณะที่จะให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี ต้องใช้ปัญญาใคร่ครวญก่อน ว่าทาน การให้ อย่างนี้เราควรให้ไหม บุคคลผู้รับ สัตว์ผู้รับ พระผู้รับก็ตาม เราควรจะให้ไหม ให้แล้วจะมีประโยชน์ดีไหม หมายถึงว่าหวังผลตอบแทนในชาติปัจจุบัน ให้แล้วจะมีอานิสงส์หรือเปล่า ถ้าไม่มีอานิสงส์จริงเราก็ไม่ให้ ให้แล้วมันเสียของเปล่า ถ้าการให้กับท่านผู้นั้น มีอานิสงส์ก็จริงแหล่ แต่ถ้าให้แล้วเราเดือดร้อนในภายหลัง สมมติว่าเงินมันมีอยู่จริง วัตถุมีอยู่ ของมีอยู่ ถ้าให้ไปแล้วเราจะเดือดร้อน มันขาดแคลนไม่พอกินพอใช้ ก็ต้องยับยั้งไม่ให้ก่อน ต้องใช้ปัญญาพิจารณา 

คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ 42 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร)

หน้า 89-94


#แอดมิน 


 

  


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view