.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

สังโยชน์ 10

สังโยชน์ 10

สังโยชน์ 10

สำหรับวันนี้ ก็ขอซ้ำอารมณ์เก่า ก็ขอซ้อมสังโยชน์ 10 หนักไปไหม เพราะสังโยชน์ 10 ก็ได้แก่

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา  

 

รู้เรื่องไหม สบาย ฟังแบบนี้สบาย คนพูดก็พูดไป คนนั่งก็นั่งหลับไป ใช่ไหม อันนี้เป็นภาษาบาลี นี่หมายความว่า การปฏิบัติพระกรรมฐานพระพุทธเจ้ามีความประสงค์ให้บรรดาท่านพุทธบริษัทตัดสังโยชน์ 10 ประการ ถ้าตัดสังโยชน์ได้ทั้ง 10 ประการ ก็เป็นพระอรหันต์

 

จะไปนั่งเขียน 10 อย่าง แล้วตัดทีละนิดๆ ไม่ได้นะ คือตัดที่ใจ คือว่าสังโยชน์ 10 ประการนี้ มีตัวตัดตัวเดียวคือ สักกายทิฏฐิ เลยไม่ต้องรู้เรื่องกันเลย

 

นี่พูดกันตามแบบก่อน สักกายทิฏฐิ ท่านแปลว่า ให้รู้สึกในอารมณ์ของเราว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายนี้ไม่มีในเรา ตามศัพท์ท่านเรียกว่า ขันธ์ 5 นะ นั่นคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา

 

ถ้าใช้ศัพท์แบบนี้ก็หัวหมุน เพราะอะไร ขันธ์ 5 มีอะไรบ้าง รูป ได้แก่ สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา คือ เนื้อ หนัง กระดูก ใช่ไหม แล้วนอกจากนั้นเป็นนามธรรม ก็คือ เวทนา ได้แก่ การเสวยอารมณ์ ที่รู้จักหนาว รู้จักร้อน รู้จักหิว รู้จักกระหาย นั่งเมื่อยนั่งปวดอยู่นี่ อันนี้เวทนา สัญญา ได้แก่ ความจำ สังขาร ได้แก่ อารมณ์ที่ปรุงแต่งใจ ให้ดีบ้างชั่วบ้าง หรือไม่ดีไม่ชั่ว วิญญาณ ได้แก่ ความรู้สึก ที่เรียกกันว่า ประสาท ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า กาย เรียกว่ากาย สบายกว่านะ

 

ก็ขอรวมเรียกว่า ร่างกายเรานี่เอง มันจะมีอะไรบ้างก็ช่างของมัน อันไหนจะเป็นรูป อันไหนจะเป็นนาม ไม่มีความสำคัญ ความสำคัญให้มีความเข้าใจง่ายๆว่า ร่างกายที่มันทรงอยู่นี้ เนื้อแท้จริงๆแล้ว มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และเราก็ไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายไม่ใช่เรา เพราะว่าร่างกายนี้เกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาป็นเครื่องผูกพัน ตัณหาคือความอยาก ได้แก่ การหลงผิด คิดว่าการทำชั่วเป็นความดี เอาง่ายๆก็ได้แก่

   การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมันเป็นของไม่ดี เราคิดว่าดีใช่ไหม เอาง่ายๆนะ และก็

   การลักขโมย คดโกงเขา ความจริงเป็นของไม่ดี เราคิดว่าดี

   การยื้อแย่งความรักของคนอื่น มันเป็นของไม่ดี เราคิดว่าดี

   การพูดโกหกมดเท็จ เป็นของไม่ดี เราไม่ชอบ แต่กระทำเพื่อคนอื่น เราคิดว่าดี

   การดื่มสุราเมรัยเป็นของไม่ดี เราคิดว่าดี

ง่ายดีไหม ฟังง่ายนะ ฟังง่ายเพราะตัวนี้มันเป็นตัวใหญ่ ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเพื่อความประสงค์ในมรรคต้นหรือผลต้น นั่นก็คือ พระโสดาบัน

 

ทีนี้คำว่า ตัณหา ที่พูดเมื่อกี้นี้ก็เพราะความอยาก อยากจะฆ่าเขา อยากจะขโมยเขา อยากจะแย่งคนรักของเขา อยากจะโกหก อยากจะดื่มสุราเมรัย อารมณ์อยากประเภทนี้เป็นปัจจัยให้เราเกิด คือว่า เราเป็นทาสของตัณหา ตัณหามีอำนาจบังคับจิตใจให้มีความอยากในทางที่ผิด มันจึงเกิด นี่ว่ากันง่ายๆ ถ้าว่ากันในหลัก ปัจจยาการ เดี๋ยวก็หลับ หลับแล้วก็ฝัน ฝันเดี๋ยวก็ยุ่ง

 

ในเมื่อเราจิตเราหลงงผิดคิดว่าความชั่วเป็นความดี กรรมที่เป็นอกุศล จึงบันดาลให้เราต้องมาเกิด คือเกิดเป็นคนมันก็บุญเต็มที่แล้วนะ เกิดเป็นคนเห็นว่าเป็นทุกข์ ถ้าเราเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน คงจะมีความสุขกว่านี้ เพราะว่าไม่ต้องเสียภาษีอากรรึไง? ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง นี่ถ้าเกิดเป็นอสุรกายมันก็หนักไปกว่านี้ อสุรกายต้องกินของบูดเน่า คอยหลบมนุษย์ ที่เขาว่าผีหลอกนั้นไม่จริง อสุรกายเขาเรียกว่า ผีอสุรกาย แปลว่า ผู้มีกายไม่กล้า คือ ไม่อยากจะพบใคร ไม่อยากต้องการให้ใครเห็น แต่มีทุกข์ เพราะคิดว่าความหิวกระหายเป็นสำคัญ แต่ยังกินของบูดเน่าได้ ถ้าถอยหลังไปเป็นเปรตเลยไม่ต้องกินอะไรเลย มีแต่ทุกขเวทนาตัวเดียว มีไฟเผาตัว มีเครื่องสรรพาวุธสับฟัน ถ้าถอยหลังไปถึงนรกก็จะไปกันใหญ่

 

นี่อำนาจของตัณหาเป็นปัจจัยให้เราเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็มาเป็นมนุษย์ เพราะเศษของกรรมเหลือน้อย ในเมื่อเราเป็นมนุษย์เพราะอาศัยเศษของกรรมชั่วเป็นปัจจัยให้เรามีความทุกข์ ความทุกข์จะเกิดด้วยเรื่องอะไรก็ตามทุกอย่าง นี่ขอให้ทราบว่าเป็นผลของกรรมชั่วในอดีต ในเมื่อกรรมชั่วในอดีตติดมาแล้ว มาสมัยชาตินี้เรามีอวิชชา เข้ามาบังหน้า คือ ความไม่รู้จริง นี่เราหลงผิดแล้วผิดอีกก็สร้างความชั่วต่อ เลยไม่ต้องไปไหนกันล่ะ ตายไปแล้วก็วนไปตั้งต้นนรกกันใหม่ ดีไหม...? ดี ตอนหนุ่มก็เอาเรื่อย บอกว่าไม่ดีได้ยังไง

 

อันนี้จัดว่าเป็นอำนาจของตัณหา คือ ร่างกายเราถือไว้ทำไม พระพุทธเจ้าจึงทรงเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราต้องมาคิดกันว่า เวลาที่เราตายไปแล้วเราไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นคนใหม่ และร่างกายนี้เราเอาไปด้วยหรือเปล่า  เราเกิดเอาร่างกายเก่ามาหรือเปล่า ทำไมไม่แบกมาด้วย พ่อเขาสร้างเกือบตาย ฮึ! พ่อเลี้ยงลูกมาแต่ละคน ไอ้ลูกระยำ เกิดที่ไหนก็ไม่เอาไปด้วย ก็ต้องสร้างกันใหม่เรื่อย ใช่ไหม

 

นี่เป็นอันว่า เราจะเห็นได้ว่า ร่างกายนี้ เวลาที่เราตาย สภาพร่างของเราไปสู่ภพอื่น แต่ทว่ากายเนื้อนี้ไม่ได้ไปด้วย ใช่ไหม มันก็มีสภาพเป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว ถ้าพูดโดยสรุปมันก็ยากนิด ตามนัยมหาสติปัฏฐานสูตร คือว่า มหาสติปัฏฐานสูตรทุกข้อ ใครทำข้อใดข้อหนึ่งได้ ก็เป็นอรหันต์ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อนะ และทุกข้อท่านลงท้ายว่า

 

ในที่สุดเธอทั้งหลายจงอย่าสนใจในกายของตัวเอง ในร่างกายของตัวเอง และก็จงอย่าสนใจกายภายนอก คือ กายของคนอื่น และก็จงอย่าสนใจในวัตถุธาตุใดๆทั้งหมด สิ่งทั้ง 3 ประการนี้ เราไม่ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา เราไม่ยึดถือว่าสิ่งทั้งหลายนั้นทั้งหมดเป็นสมบัติของเรา ถ้าจิตของบุคคลทั้งหมดมีอารมณ์คิดอย่างนี้ ท่านผู้นั้นเป็นพระอรหันต์

 

คัดลอกจาหนังสือ สังโยชน์ 10 โดย พระราชพรหมยาน

หน้า 23-27


#แอดมิน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view