.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

คำสอนอบรมพระกรรมฐาน 114 (เรื่องพรหมวิหาร 4)

คำสอนอบรมพระกรรมฐาน 114 (เรื่องพรหมวิหาร 4)

คำสอนอบรมพระกรรมฐาน 114

ดีไหม พรหมสี่หน้านี่ ดูเขาเขียนภาพ ไม่รู้จะนอนท่าไหน ฮึ ฮึ (หัวเราะ) แม้แต่พรหม ไม่มีเวลานอนนะ จะนอนซ้าย นอนขวา นอนหงาย นอนคว่ำ ไอ้จมูกมันก็จิ้มพื้น นี่มันหายใจอย่างไร หรือจมูกมันผลัดกันหายใจได้ก็ไม่ทราบ แต่ความจริงน่ะ พรหมหน้าเดียวนะ พรหมไม่มีสี่หน้า แต่เขาเขียนก็เพราะว่าพรหม คนที่เป็นพรหมต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการคือ

   หนึ่ง เมตตา ความรัก แต่ว่าไม่ใช่รักแบบเจ้าชู้ รักด้วยความปรานี

   สอง กรุณา ความสงสาร

   สาม มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร เมื่อคนอื่นได้ดีก็พลอยยินดีด้วย

   สี่ อุเบกขา ถ้าสิ่งใดมันเป็นกฎของกรรมก็ทำเฉยๆไม่เดือดร้อน

อาศัยคนที่จะเป็นพรหมได้ ต้องทรงคุณธรรมสี่ประการนี้ได้ จึงจะเป็นพรหมได้ จะเป็นพรหมเล็ก พรหมใหญ่ พรมเช็ดเท้า พรมรองนั่ง พรมนอน อ้าว ไม่เกี่ยวนะ แต่ความจริงพรมเช็ดเท้า พรมรองนั่ง รองนอน นี่มีอุเบกขาเหมือนกันนะ ใช่ไหม เราจะทำอย่างไรแกก็ไม่ว่า เท้าเปื้อนเท่าใด ไปเช็ดแกก็เฉยๆนะ คล้ายๆกันนะ เห็นไหม พรมสามชั้น พรมเช็ดเท้า พรมรองนั่ง พรมรองนอน

 

เป็นอันว่า คนที่เป็นพรมได้ ต้องอาศัยคุณธรรมสี่ประการ คุณธรรมสี่ประการได้แก่

หนึ่ง ความรัก รักซึ่งกันและกัน ไม่คิดจะเอาโทษ ไม่คิดจะโกรธ ไม่คิดประหัตประหาร เห็นคนและสัตว์ทั้งหมดเป็นมิตรสำหรับเรา เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน

สอง กรุณา ความสงสาร มีอารมณ์คิดอยู่เสมอว่า เราจะเกื้อกูลให้เขามีความสุขตามกำลังที่เราพึงจะทำได้ นี่แต่ความจริงอย่างนี้ พวกเรามีอยู่แล้วนี่นะ ฮึ  พวกเรามีทุนอยู่แล้ว มีไหม มี ต่างคนต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ในระหว่างพวกเรานี่ด้วย เวลานี้เราก็ช่วยคนแม้แต่ที่เราไม่รู้จัก ในเขตปลายแดนต่างจังหวัด นี่เราก็ให้ นี่การให้ประเภทนี้มีใครคิดจะหวังผลตอบแทนบ้าง มีไหมป้า ไม่รู้จักหน้าเลย จะตอบแทนอย่างไร เป็นอันว่า เราให้ด้วยความเมตตาจริงๆ เป็น จาคานุสติกรรมฐาน นี่พวกเราเป็นพรหมได้แน่ใช่ไหม

แล้วประการที่สาม ถ้าเขาเหล่านั้นบังเอิญจะมีความสุขขึ้นมาเพราะเหตุที่เรามีความเกื้อกูลเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ตอบสนองเรา เราก็วางเฉย ไม่โกรธเขา ใช่ไหม เพราะเราไม่รู้จักเขา ฮึ ถึงรู้จัก เราก็ยินดีด้วย ถ้าเขามีความสุข

 

เป็นอันว่า ของเรามีครบสี่อย่าง ถ้าความรู้สึกอย่างนี้ ยังมีประจำใจท่านพุทธบริษัทอยู่ ความเป็นพรหมก็ได้เป็นสมความปรารถนา เพราะอะไร เพราะคุณธรรมสี่ประการนี่ ถ้าประจำท่านอยู่ แสดงว่าท่านทรงฌานในพรหมวิหาร 4 คำว่าทรงฌาน ไม่ใช่นั่งไปหลับตาปี๋ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ไอ้ตอนนั่งหลับตานั่น เขาฝึกให้จิตมันเป็นฌาน  ถ้าฌานจริงๆก็คือ มีความรู้สึกเป็นปกติ คำว่าฌานัง แปลว่าการเพ่ง เพ่งก็คือคิด จิตตั้งอยู่เสมอนั่นเอง ไม่ต้องนั่งหลับหูหลับตาก็ได้ แต่ว่าเวลาฝึกต้องหลับ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเป็นการฝึกกำลังใจไม่ให้มันไปเห็นอะไร เพราะตามันเห็น เดี๋ยวมันจะฟุ้งซ่านนั่นเอง

 

เนื้อแท้จริงๆ อารมณ์ของผู้ทรงฌานคือ มีอารมณ์ตั้งอยู่ในคุณธรรมทั้งสี่ประการ นี่หากว่าจะมีใครถามมาสักคน ว่าถ้าตั้งอยู่ในคุณธรรมทั้งสี่ประการนี้แล้ว จิตทรงตัว แต่ถ้าไม่มีศีลจะไปเป็นพรหมได้ไหม ถามไหม คนนี่ไม่ถามนะ นั่งห่างเสา มีคนเดียวสำหรับโจมตี ถ้านั่งห่างเสาจะถูกโจมตีนะ เพราะเป็นข้าศึกกันมานาน

 

แล้วไม่ต้องตอบว่าถ้าเรามีคุณธรรมสี่ประการแล้ว ไม่ต้องรักษาศีล มันหาที่ศีลขาดไม่ได้นะ เพราะศีลจะทรงได้ดี ก็เพราะอาศัยพรหมวิหาร 4 เป็นสำคัญ ถ้าเราไม่มีเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร ศีลจะหาเหลือไม่ได้เลย ถ้าเราไม่รัก ไม่สงสาร เจอะสัตว์เจอะคนเราก็ฆ่าได้ เราก็ตีได้ เราก็กลั่นแกล้งได้ ถ้าเราไม่รัก ไม่สงสาร เราก็ลัก เราก็ขโมย ยื้อแย่งทรัพย์สินเขาได้ ถ้าไม่รัก ไม่สงสารเขา เราก็จะสามารถแย่งคนรักเขาได้ เพราะเราไม่รัก ไม่สงสาร เราก็จะสามารถโกหกมดเท็จเขาได้ ถ้าเราไม่รัก ไม่สงสารคนที่เนื่องกับเรา เราก็กินสุราเมรัยได้ ว่าอย่างไร คนไม่ห่วงบ้าน กินเหล้า แล้วกลับไปกินข้าวที่บ้าน ไอ้เงินค่าเหล้าล่ะ แหม ถ้าเก็บไว้เป็นค่ากับข้าวก็เหลือเฟือ

 

นี่เป็นอันว่า ถ้าเรามีพรหมวิหาร 4  เราก็เป็นคนทรงฌานสมาบัติ ศีลของเราก็บริสุทธิ์ เมื่อศีลต้องบริสุทธิ์ เพราะความเมตตาปรานี จิตใจมีอารมณ์เยือกเย็น มีการทรงตัว แล้วก็ไม่ดิ้นรน เมื่อทุกขเวทนามันเกิด อย่างนี้ก็เชื่อว่าเป็นผู้ทรงพรหมวิหาร 4 การเจริญฌานก็เป็นของง่าย ก็เป็นฌานอยู่แล้ว จิตเราก็คิดอยู่เสมอตั้งแต่เช้า กว่าจะหลับ คิดว่าเราไม่มีศัตรู ไม่เป็นศัตรูสำหรับใคร คนที่มีความทุกข์ยาก ลำบากกาย ลำบากใจ ถ้าไม่เกินวิสัยเราก็จะช่วย ตั้งใจจะช่วย ถ้าเราไม่มีจะช่วยก็คิด ยังคิดอยู่ ถ้าเรามีเราจะช่วย ถ้าสิ่งนั้นมันไม่เกินความสามารถที่เราจะช่วย นี่ความจริงทั้งๆที่ยังไม่ได้ช่วย จิตก็ช่วย โอกาสที่จะช่วย มันจะมีใจ ก็ตั้งใจจะช่วย อย่างนี้ก็ชื่อว่า ทรงพรหมวิหาร 4 อย่างนี้เป็นพรหมได้

 

ถ้าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทมี พรหมวิหาร 4 เป็นปกติ วันนี้คุยนานนิดนะ จะเป็นวันสุดท้ายหรือยังก็ไม่ทราบ เพราะพรุ่งนี้อยู่อีกคืน อย่างไรๆก็คุยกันก่อนเพื่อความเข้าใจ การเจริญพรระกรรมฐาน ถ้าเข้าใจเสียแล้ว ทำได้ไม่ยาก เมื่อจิตของเราทรงพรหมวิหาร 4 อารมณ์ก็มีความเยือกเย็น กรรมที่เป็นอกุศลมันก็เข้าไม่ถึงจิต เพราะอะไร ศีล 5 ก็ครบถ้วนบริบูรณ์ จิตใจก็เยือกเย็น อาศัยคุณธรรม 4 ประการ เป็นกำแพงกั้นอารมณ์ชั่ว ตอนนี้อารมณ์ชั่วที่จะไหลเข้ามาสู่สภาวะจิตของเราจริงๆ ก็มีแต่ความดี ถ้าจะทรงจิตแต่เพียงแค่นี้ เราก็ขึ้นไปเป็นพรหม ลงมาแล้วเราก็เป็นพรมรองนั่ง ยังหมดอายุได้

 

เมื่อจิตทรงคุณธรรมแบบนี้ เราสามารถจะทำใจของเราเป็นพระอริยเจ้าง่าย ไม่ยาก ไอ้ที่ยากก็คือเสมหะที่มันติดคอ เอาไม่ออก เรื่องเป็นพระอริยเจ้าเป็นไม่ยาก ขันธ์ 5 มันไม่ดีแบบนี้นะ แต่ไม่อยากตาย  ไม่อยากตายประเดี๋ยว ลุงพุฒิ แกมา คิดว่า เออ ร่างกายไม่ดีแบบนี้ มันพังเสียได้ก็ดี เราจะได้มีความสุข บ้านหลังใหม่ของเราสวย เดี๋ยวแกก็ย้ายพุงเด๊าะแด๊ะๆๆ มาถึงก็ชี้หน้า ไอ้พระแบบนี้ควรจะอยู่สัก 5 หมื่นปี เดี๋ยวก็ลบบัญชีตายเสียนี่ ขู่เลยแหม ห้าหมื่นปี เราตะบันกินน้ำ ตะบันน้ำไม่ไหว ไม่มีแรงตะบัน

 

แล้วเวลาไหนร่างกายมันสบายดี มันก็คิด เอ ขันธ์ 5 มันดี มีกำลังวังชาดี ไอ้สติสัมปชัญญะน่ะ ไม่เป็นไร ใจมันก็เป็นสุขอยู่เสมอ แต่ร่างกายดี เราก็ควรจะอยู่นานๆ เพื่อทำประโยชน์ให้แก่พุทธศาสนิกชนในโลกได้ เดี๋ยวมาอีกแล้ว ย้ายพุงอีกแล้ว ถ้าคิดว่าคุณจะอยู่นาน มาถึงชี้หน้า ไอ้พระแบบนี้ควรจะตายเสียเดี๋ยวนี้ เอาเป็นว่า ไม่ต้องคิดอะไร เมื่อไปคิดเข้า แกก็ชี้หน้าเอาเลย แต่ว่าที่มาชี้หน้า แกนุ่งผ้าเขียว ทำพุงโต ผ้าขาวม้าพาดไหล่

กับอีกแบบหนึ่ง ถ้ามาในรูปแบบพรหม แกพูดเรียบร้อย มีสองแบบนะ เอ แกพูให้จริงหรือ เปล่าไม่รู้ แกพูดจริงนะ เรื่องจริงไม่จริงช่างมัน ใช่ไหม พูดได้ยินหมดน่ะจริงนะ

 

ที่นี้เราก็มาคิดว่า ถ้าเราจะเป็นพระอริยเจ้าเราทำอย่างไร ถ้าเรามีพรหมวิหาร 4 คนที่มีพรหมวิหาร 4 นี่ก็เป็นคนผู้ทรงศีลอยู่แล้ว ถ้าตั้งใจจะเป็นพระอริยเจ้า ก็ควบคุมกำลังใจอยู่นิดเดียว

 

อันดับแรก สอบจิตของเราว่าเรามีความเคารพ ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์บ้างหรือเปล่า เรื่องนี้ก็เป็นของไม่ยาก เพราะว่า เรามีพรหมวิหาร 4 ได้ เพราะอาศัยเราฟังธรรม คนที่มีความเคารพในธรรมก็เป็นคนที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า แล้วเป็นคนที่มีความเคารพในพระอริยสงฆ์ ว่าธรรมที่เราพึงจะฟังได้ นี่ก็อาศัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นคว้ามา ในเมื่อพระพุทธเจ้าไปนิพพานแล้ว บรรดาพระอริยสงฆ์ทั้งหลายมี พระมหากัสสป เป็นประธาน เป็นผู้รวบรวมธรรมขึ้น ที่เรียกกันว่า ปฐมสังคายนา ในเมื่อพระธรรมจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็เพราะอาศัยเพราะสงฆ์เป็นผู้รวบรวมขึ้นมา แล้วพยายามรักษาไว้ มาแจกจ่าย คือแนะนำกับบรรดาท่านพุทธบริษัท นี่ พรหมวิหาร 4 เป็นพระธรรมหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

 

ในเมื่อท่านทั้งหลายเคารพในนพระธรรม คือทรงพรหมวิหาร 4 แสดงว่าเคารพในพระธรรม ก็เป็นอันว่าทุกท่านเคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในนพระธรรม เคารพในพระสงฆ์ นี่เป็นทุนชิ้นหนึ่งนะ

 

แล้วประการที่สอง อาศัยที่ท่านทั้งหลายมีพรหมวิหาร 4 ศีลมันก็บริสุทธิ์ ไม่ต้องไปนั่งจำศีลว่ามันมีอะไรบ้าง ถ้าจิตทรงพรหมวิหาร 4 ศีลบกพร่องไม่ได้เลย มันจะต้องอยู่ในขอบเขต โดยจำกัดอำนาจของพรหมวิหาร 4 ไว้ แล้วก็เป็นการทรงศีลที่เราทรงศีลด้วยความเต็มใจ แล้วพร้อมมูลบริบูรณ์ไม่บกพร่อง อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นผู้เข้าถึงสรณคมน์ครบ คือ เคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม เคารพในพระสงฆ์ โดยที่มีศีลบริสุทธิ์

 

ถ้าจะเป็นพระอริยเจ้าก็ต่ออีกอารมณ์อีกนิดหนึ่ง ต้องการพระนิพพานเป็นอารมณ์ คือมี อุปสมานุสสติกรรมฐาน ประจำใจ ไม่ต้องไปนั่งภาวนา อู้ฮู อุปสมานุสสติ เสร็จใช่ไหม เพียงแต่มีอารมณ์คิดว่า ถ้าเราตายจากความเป็นคนคราวนี้ ความเป็นมนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี ไม่มีสำหรับเรา เราต้องการพระนิพพาน

 

ถ้าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททรงได้แบบนี้ ก็จะทรงอารมณ์ได้สองขั้นคือ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ยากไหม ไม่ยากเหมือนพิงเสา เพราะไม่มีใครค่อนขอด พิงเสามีฉันค่อนขอดคนเดียว ใช่ไหม 

 

นี่เป็นอันว่า ถ้าเรารู้อารมณ์แห่งการปฏิบัติแล้ว จุดที่เข้าถึงเป็นของไม่ยาก การปฏิบัติที่เราไม่รู้เราจะได้อะไร เป็นอะไร เพราะว่าไม่รู้จุดจริงๆ เขาบอกให้นั่งภาวนาว่า พุทโธ ก็พุทโธไปเรื่อย ดีไม่ดีตอนป่วยใกล้ๆจะตาย ทุกขเวทนา มันหนัก มีนิทานเขาเล่าให้ฟัง บอกแม่จะครางไปเล่าทำไมเล่า พุทโธ พุทโธ อ้าว พุทโธ พุทโธ โคตรพ่อ โคตรแม่มึง แหม เอาเข้าแล้ว ก็ยังดีนะ ว่าพุทโธเป็นโคตรพ่อโคตรแม่มึงอย่างใช้ได้ เป็นอันว่าท่านมีโคตรเป็นพุทโธ จะว่าท่านเลวก็ไม่ถูกนะ ท่านยังดีนะ ใช่ไหม

 

นี่เป็นอันว่าเราฝึกอารมณ์กันอยู่เวลานี้ ให้ฝึกภาวนาบ้าง พิจารณาบ้าง ให้อารมณ์มันชิน เมื่อชินก็แปลว่าชินกับฌานก็เป็นตัวเดียวกัน เมื่อทำจิตเราเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ความจริงพวกนี้ อาตมาคิดว่ามีหลายคนแล้วนะ สองขั้นนี่ เข้าใจว่ามีหลายคนเยอะ ที่นั่งเป็นแถวๆนี่ ได้บ้างไม่ได้บ้าง วันนี้เป็นโสดาบัน พรุ่งนี้เป็นโซดา มะรืนนี้เป็นแมงดา อะไรก็ว่า(หัวเราะ) ยังมีโอกาสได้เป็นนะ ถ้ามันโซดาบ้าง โสดาบ้าง โซดา แมงดาบ้าง ไม่ช้าก็เหลือแต่โสดาตัวเดียว ใช่ไหม มันขยับเข้าไปทีละนิดทีละหน่อย เขาไม่มีอะไร ไม่ใช่ของยาก

 

เพราะว่ากำลังใจของบรรดาญาติโยมทั้งหลายนี่เห็นชัด มันเห็นชัดนิ เห็นแค่นี้เอาแค่นี้ ไม่ต้องไปดูอะไรกัน มากันทุกวัน มากันด้วยความลำบาก มาก็ลำบาก นั่งก็ลำบาก จะลุกก็ลำบาก ดีไม่ดี นั่งๆปวดอึปวดฉี่ขึ้นมา ไม่รู้จะไปอย่างไร นี่มันทรมานด้วยประการทั้งปวง จะนั่งกันอยู่ได้อย่างไร นั่งอยู่ด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เพื่อความหวังดี ตัวนี้เป็นกำลังใจที่เราเรียกกันว่า วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจาบารมี ฮู้ บารมีสิบประการครบถ้วน ถ้าบารมีสิบประการครบถ้วน จะมีอะไรยาก สำหรับความเป็นพระอริยเจ้าสองขั้น คือพระโสดาบันกับสกิทาคามี

 

ความจริงพระโสดาบันกับสกิทาคามี ก็เหมือนคนธรรมดา แต่ว่าอยู่ในขอบเขตของศีล มีจิตเคารพในพระรัตนตรัย มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ยังมีความรักในระหว่างเพศ ยังมีความอยากจะรวย แต่ไม่โกงใคร ไอ้ความรักระหว่างเพศก็ไม่ละเมิดศีล ยังมีลูกมีเต้า มีผัวมีเมียตามปกติ (ดูตัวอย่าง นางวิสาขา)

 

คัดลอกจากหนังสือ รวมคำสอนธรรมปฏิบัติ ของ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโรมหาเถร) เล่ม 12

หน้า 255-259

 

 

#แอดมิน

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view