.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ความมุ่งหมายในการเจริญสมาธิ

ความมุ่งหมายในการเจริญสมาธิ

ความมุ่งหมายในการเจริญสมาธิ

การที่เจริญสมาธิ มีความมุ่งหมายดังนี้ คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระพุทธประสงค์ให้พ้นจากความทุกข์ มีการเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย  สัตว์เดียรัจฉาน เป็นต้น ถ้าจะเกิดก็ต้องการให้เกิดเป็นมนุษย์ชั้นดี มีรูปสวย เสียงไพเราะ มีโรคน้อย อายุยืนยาวนานถึงอายุขัย มีทรัพย์สมบัติมาก มีความสุขเพราะทรัพย์สิน และทรัพย์สินไม่ถูกทำลายเพราะโจร ไฟ น้ำ ลม มีคนในปกครองดี ไม่ฝ่าฝืนคำสั่ง มีเสียงไพเราะ ผู้ที่ฟังเสียง ไม่อิ่ม ไม่เบื่อในการฟัง พูดเป็นเงินเป็นทอง(รวยเพราะเสียง) ไม่มีโรคประสาท หรือโรคบ้ารบกวน มีหวังพระนิพพานเป็นที่ไปแน่นอน

 

หรือมิฉะนั้นเมื่อยังไปนิพพานไม่ได้ ไปเกิดเป็นพรหม หรือเทวดาก่อน แล้วต่อไปนิพพาน แต่ความประสงค์ของพระพุทธองค์ มีพุทธประสงค์ให้ไปพระนิพพานโดยตรง

 

เกิดดีไม่มีอบายภูมิ

เมื่อยังต้องเกิด ก็เกิดดีไม่มีการไปอบายภูมิ ท่านให้ปฏิบัติดังนี้

เราเป็นนักสมาธิคือ มีอารมณ์มั่นคง ถ้ามุ่งแต่สมาธิธรรมดาที่นั่งหลับตาปฏิบัติ ความดีไม่ทรงตัวได้นาน ต่อไปอาจจะสลายตัวได้ มีมากแล้วที่ทำได้แล้วก็เสื่อม และก็เสื่อมประเภทเอาตัวไม่รอด คือ สมาธิหายไปเลยในอดีต เช่น พระเทวทัต ขนาดได้อภิญญายังเสื่อมแล้วลงอเวจี ในปัจจุบันนี้ที่ได้แล้วเสื่อมก็มีมาก เพื่อเป็นการป้องกันการเสื่อมและเป็นผู้มีหวังในการเกิดที่ดี แน่นอนท่านให้ทำดังนี้

 

ท่านให้ทำจิตให้ทรงตัวในอารมณ์ต่อไปนี้คือ

1.คิดว่าชีวิตนี้ต้องตายแน่ แต่เราไม่ทราบวันตาย ให้คิดตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า เธอทั้งหลายจงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาหาเราในวันพรุ่งนี้ ให้คิดว่าอาจจะตายวันนี้ก็ได้ เมื่อคิดถึงความตายแล้ว ไม่ใช่ทำใจห่อเหี่ยว คิดเตรียมตัวว่าเราตายเราจะไปไหน จงตัดสินใจว่าเราต้องการนิพพาน ถ้าไปนิพพานไม่ได้ขอไปพักที่พรหมหรือสวรรค์ ถ้าต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ จะต้องไม่ลงอบายภูมิ แล้วพยายามรักษากำลังใจให้ทรงตัวในความดีที่เป็นที่พึ่ง เพื่อให้เราเข้าถึงได้แน่นอนตามที่เราต้องการ คือ

2.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพ โดยปฏิบัติใน พุทธานุสสติ ตามที่แนะนำมาแล้วอย่าให้ขาด

3.เคารพในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยใจนึกถึงความตายอย่างไม่ประมาท ทรงอารมณ์ไว้ใน อานาปานุสสติกรรมฐาน และกรรมฐานข้ออื่นๆที่ทำได้แล้วเป็นปกติ อย่าให้กรรมฐานนั้นๆเลือนหายไปจากใจ ในยามที่ว่างจากการงาน เวลางานใจอยู่ที่งาน เวลาว่างงานใจอยู่ที่กรรมฐาน

4.ยอมรับนับถือพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามพระธรรมของพระพุทธเจ้า ที่พระสงฆ์นำมาแนะนำ เลือกปฏิบัติตามพอที่จะทำได้

5.ปฏิบัติและทรงกำลังใจใน ศีลและกรรมบถ 10 อย่างเคร่งครัด และไม่ยอมละเมิดศีลและกรรมบถ 10 อย่างเด็ดขาด เว้นไว้แต่ทำไปเพราะเผลอไม่ตั้งใจ สำหรับศีลควบกรรมบถ 10 ท่านให้ปฏิบัติดังนี้

 

อันดับแรก จงมีความเข้าใจว่า การปฏิบัติคือ การใช้อารมณ์ให้เป็นสมาธิ หมายถึงว่า จำได้เสมอว่า ศีล และกรรมบถ 10 มีอะไรบ้าง เมื่อจำได้แล้วก็พยายามเว้น ไม่ละเมิดอย่างเด็ดขาด ใหม่ๆอาจจะมีการพลั้งเผลอละเมิดไปบ้าง เป็นของธรรมดา เมื่อชิน คือชำนาญ ที่เรียกว่า จิตเป็นฌาน คือปฏิบัติระวังจนชิน จนกระทั่งไม่ระวังก็ไม่ต้องละเมิด อย่างนี้ท่านเรียกว่า เป็นฌานในศีล และกรรมบถทั้ง 10 ประการ ผลที่ทำได้ก็มีผลในขั้นต้น ก็คือไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม หรือเกิดมาเป็นมนุษย์ชั้นดี ตามที่กล่าวมาแล้ว ผลของศีลและกรรมบถ 10 มีดังนี้

1.เว้นจากการฆ่าสัตว์และทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบากตลอดชีวิต เว้นอย่างนี้ได้ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ จะเป็นคนมีรูปสวยมาก ไม่มีโรคเบียดเบียนอายุยืนยาวครบอายุขัย ตายใหม่ไม่ต้องลงอบายภูมิต่อไป จนกว่าจะเข้าพระนิพพาน

2.เว้นการถือเอาทรัพย์สินที่คนอื่นไม่เต็มใจให้ หรือขโมยของเขาตลอดชีวิต และมีการให้ทานตามปกติ เว้นตามนี้ได้ และให้ทานเสมอตามแต่จะให้ได้ ถ้ายังมีไม่พอจะให้ได้ ก็คิดว่าถ้าเรามีทรัพย์ เราจะให้เพื่อเป็นการสงเคราะห์ อย่างนี้ถ้าตายไปจากชาตินี้ ก็ไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม หมดบุญจากเทวดาหรือพรหม มาเกิดเป็นคนจะร่ำรวยมาก มีความปรารถนาในทรัพย์สมหวังทุกอย่าง ทรัพย์ไม่ถูกทำลายเพราะ โจร ไฟ น้ำ ลม และจะรวยตลอดชาติ

3.เว้นจากการทำชู้ ลูกเขา ผัวเขา เมียเขา ตลอดชีวิตเว้นอย่างนี้ได้ ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม แล้วลงมาเกิดเป็นคนจะมีคนในปกครองดีทุกคน จะไม่หนักใจเพราะคนในปกครองเลย

4.เว้นจากการพูดปด

5.เว้นจากการพูดหยาบ

6.เว้นจากการพูดยุให้ชาวบ้านแตกร้าวกัน เว้นจากการพูดวาจาที่ไม่เป็นประโยชน์ตลอดชีวิต เว้นอย่างนี้ได้ หลังจากเป็นเทวดาหรือพรหมแล้วมาเกิดเป็นคน จะเป็นคนมีวาจาที่เป็นที่รักของผู้รับฟัง ไม่มีใครอิ่มหรือเบื่อในการฟัง ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน ท่านเรียกว่ามีวาจาเป็นมหาเสน่ห์หรือมีเสียงเป็นทิพย์ คนชอบฟังเสียงที่พูด การงานทุกอย่างจะสำเร็จเพราะเสียง ทรัพย์สินต่างๆจะเกิดขึ้นเพราะเสียง ถ้าพูดโดยย่อก็ต้องพูดว่า รวยเพราะเสียงหรือเสียงมหาเศรษฐีนั่นเอง

7.เว้นจากการดื่มน้ำเมา ที่ทำให้เสียสติทุกประการ ตลอดชีวิต เว้นได้ตามนี้ เมื่อเกิดเป็นคนใหม่จะไม่มีโรคปวดศีรษะ ไม่เป็นโรคประสาท ไม่มีโรคบ้ามารบกวน เป็นคนมีมันสมองดี ปลอดโปร่งในอารมณ์ (เป็นคนฉลาดมาก)

8.เว้นจากการคิดอยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่นเอามาเป็นของตน ข้อนี้ไม่ได้ขโมยและไม่คิดจะขโมยด้วย เป็นการคุมอารมณ์ใจ

9.ไม่คิดประทุษร้าย จองเวรจองกรรม จองล้างจองผลาญใคร มีจิตเมตตาคือความรักในคนและสัตว์เหมือนรักตัวเอง

10.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตามที่พระองค์สั่งสอนทุกประการ ไม่สงสัยในคำสอนและผลของการที่ปฏิบัติ ตามคำสอนแล้ว มีผลความสุขปรากฏขึ้น ผลของการเว้นในข้อ 8,9,10 นี้ เมื่อเกิดใหม่ จะเป็นคนที่มีอารมณ์ สงบสุข ไม่มีความทุกข์ทางใจอย่างใดอย่างหนึ่งเลย และเป็นผลที่ทำให้เข้าถึงพระนิพพานง่ายที่สุด

 

เมื่อท่านเว้นตามนี้ได้ การเว้นควรเว้นแบบนักเจริญสมาธิ คือมีอารมณ์รู้เพื่อเว้นตลอดเวลา เมื่อเว้นจนชิน จนไม่ต้องระวังก็ไม่ละเมิด อย่างนี้ถือว่าท่านมีฌานในศีลและกรรมบถ 10 ประการ ท่านเรียกว่า เป็นผู้ทรงฌานในสีลานุสสติกรรมฐาน

 

อานิสงส์ที่ได้แน่นอน

อานิสงส์คือผลของการปฏิบัติได้ครบถ้วนและทรงอารมณ์คือ ไม่ละเมิดต่อไป ท่านบอกว่าเมื่อตายจากความเป็นคนในชาตินี้ ไม่มีคำว่าตกนรก เป็นต้น อีกต่อไป ในระยะแรก ก่อนปฏิบัติ ท่านจะมีบาปหนักหรือมากขนาดไหนก็ตาม บาปนั้นจะหมดโอกาสลงโทษต่อท่านตลอดไปทุกชาติจนกว่าท่านจะเข้าพระนิพพาน

 

เมื่อไหร่จะไปนิพพาน

ในเมื่อท่านปฏิบัติตามนี้ได้ครบถ้วนแล้ว จะไปนิพพานเมื่อไหร่ ท่านตรัสไว้ดังนี้ คือ

1.ถ้ามีอารมณ์เข้มข้น คือ บารมีเข้มแข็ง บารมีคือกำลังใจ มีกำลังใจมั่นคงปฏิบัติแบบเอาจริง ไม่เลิกถอนหรือย่อหย่อน แต่ไม่ทำจนเครียด เอาแค่นึกได้เต็มใจทำจริง อยู่ในเกณฑ์อารมณ์เป็นสุข อย่างนี้ท่านบอกว่า ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ชาติเดียว ในชาตินั้นเอง เป็นพระอรหันต์ ไปนิพพานในชาตินั้น

2.ถ้าบารมี คือ กำลังใจปานกลาง ทำไปไม่ละ แต่การทำนั้นอ่อนบ้าง เข้มแข็งบ้าง อย่างนี้เกิดเป็นมนุษย์อีกสามชาติไปนิพพาน

3.ประเภทกำลังใจอ่อนแอ ทำได้ครบจริง แต่ระยะการกระตือรือร้นมีน้อย ปล่อยประเภทช่างเถอะตามเดิม ฉันรักษาได้ ไม่ขาดก็แล้วกัน อย่างนี้ท่านว่า เกิดมาเป็นมนุษย์อีกเจ็ดชาติไปนิพพาน

 

รวมความแล้ว ประเภทแข็งเปรี๊ยะ ไปนิพพานเร็ว ประเภทแข็งบ้าง อ่อนบ้าง ไปนิพพานช้านิดหนึ่ง ประเภทอ่อน ไม่ค่อยจะแข็ง แต่ไม่ยอมทิ้งความดีที่ปฏิบัติได้ เรียกตามภาษาชาวบ้านว่าถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง อย่างนี้ถึงช้านิดหนึ่ง แต่ก็ต้องถือว่าเป็นผู้มีโชคดีเหมือนกันหมด คือ งดบาปที่ทำมาแล้วทั้งหมด มีกำลังเข้าพระนิพพานแน่นอน ถ้ายังไปนิพพานไม่ได้ ต่อเมื่อมาเกิดเป็นคน ก็เป็นคนพิเศษ มีรูปสวย รวยทรัพย์ เป็นต้น ตายจากคนก็เป็นเทวดา นางฟ้าหรือพรหม ต้องถือว่าโชคดีมาก เป็นอันว่า กรรมฐานปฏิบัติด้วยตัวเองง่ายๆ แต่ไปถึงนิพพานได้ ก็ยุติกันเพียงเท่านี้ ...

 

คัดลอกจากหนังสือ วิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายๆ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร)

หน้า 32-39

 

#แอดมิน 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view