.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ทุกคนเกิดมาต้องตาย

ทุกคนเกิดมาต้องตาย

ทุกคนเกิดมาต้องตาย

ความจริงมันเป็นจุดนี้ ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนาญาณ พระพุทธเจ้าให้ยอมรับเดี๋ยวนี้ เอาจิตยอมรับว่า เราเกิดมาเป็นเด็ก และการเดินเข้าไปหาความเป็นหนุ่มนั้นคือการเดินไปหาความตาย นี่เราเดินเข้าไปหาความตายทุกลมหายใจเข้าออก ต่อไปทิ้งความเป็นหนุ่มเป็นสาว มันจะต้องแก่ จิตเราไม่ยอมรับ ถ้าการเจริญวิปัสสนาก็ยอมรับว่าร่างกายนี้ต้องแก่ เห็นคนแก่งกๆ เงิ่นๆมา ก็ต้องนึกว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า สภาพของเราต้องเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็ไม่เสียใจ ไม่อาลัยในมัน เพราะว่าธรรมดามันเป็นอย่างนี้ เรายอมรับนับถือใช่ไหม

 

ในเมื่อความแก่เข้ามาถึงเรา เราก็รู้ เออ...เชิญแก่ไปตามสบายเถอะโว้ย กูรู้แล้วว่ามันจะแก่ ใช่ไหม เราไม่เชิญ มันก็แก่ เราก็เลยเชิญเสียส่ง ตกกระไดพลอยโจนใช่ไหม ทีนี้ในเมื่อมันจะแก่หรือไม่แก่ก็ตาม เห็นคนที่เขาป่วยไข้ไม่สบายนี่ เราจะต้องมีความรู้สึกว่าร่างกายนี่มันเป็น โรคะนิทธัง มันเป็นรังของโรคใช่ไหม สักวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะต้องป่วยไข้ไม่สบาย ถ้าทุกขเวทนาจากการป่วยไข้ไม่สบายมันเกิดขึ้นกับเรา เราจะทำใจแบบไหน

 

ไอ้กายน่ะสู้มันไม่ได้นะ เราจะทำใจแบบไหน เราก็ต้องทำใจว่า นี่มันเป็นเรื่องธรรมดาของมัน มันป่วยเราก็ไปหาหมอ รักษากินยา เพื่อเป็นการบรรเทาทุกขเวทนา แต่จิตนี่จะไม่มีความหวั่นไหวไปตามอาการป่วย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถือว่าการป่วยคราวนี้ หมอรักษาหายก็หาย ไม่หายก็ตาย ก็เป็นเรื่องของขันธ์ 5 ร่างกายมัน เพราะมันจะต้องตายอยู่แล้ว เวลาป่วย จิตก็สบาย เวลาแก่ จิตก็สบาย

 

และอีกอันที่ท่านตรัสไว้ใน ปัจจเวกขณะ ว่าเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ไอ้ของที่เรารัก เราชอบใจ เราไม่อยากให้มันจากไป นี่เราห้ามไม่ได้ ใช่ไหม อย่างคนที่เรารัก เมื่อเขาจะตาย เราห้ามได้ไหม ไอ้รูปสวยนี่เราไม่ต้องการให้มันเศร้าหมอง มันจะเศร้าหมองนี่เราห้ามได้ไหม มันไม่ได้ใช่ไหม ทีนี้ทรัพย์สินมีอยู่ บุตรสามีภรรยายังมีอยู่ และตัวเราจะตายก็ห้ามไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อความตายที่มันจะเข้ามาถึงเราก็ทำใจสบาย ถือว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ 5

 

แต่ว่าถ้าสบายอย่างนี้เขาไม่ใช้นะ ดีแต่ไม่ใช้ แต่ที่จะใช้จริงๆ เราต้องพิจารณาว่า ร่างกายนี้มันมีสภาพไม่เที่ยง จากเด็กแล้วก็เป็นคนหนุ่มคนสาว ในช่วงจากความเป็นเด็ก ความเป็นคนหนุ่มคนสาวที่เราปรารถนาอยู่นานเวลานั้น ตลอดเวลาเรามีแต่ความทุกข์ทุกขณะ ใช่ไหม เดี๋ยวก็หนาว เดี๋ยวก็ร้อน เดี๋ยวก็ขัดใจคนนั้น เดี๋ยวก็ขัดใจคนนี้ บางทีมีสตางค์พอมั่ง ไม่พอมั่ง ใช่ไหม นี่อารมณ์มันเป็นทุกข์ ใช่ไหม อาการอย่างนี้มันเป็นอารมณ์ของการเป็นทุกข์

 

เราจะต้องจำว่า เจ้าขันธ์ 5 มันคือร่างกายนี่ ถ้ามันมีขึ้นมาเมื่อไหร่ มันจะต้องทุกข์แบบนี้ทุกชาติ อารมณ์จิตเราจะคิดไว้ตัวเดียวคือว่า วิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย คือว่า ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 แบบนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก ชาตินี้ถือว่าเป็นชาติสุดท้ายที่เราจะมีขันธ์ 5 ใช่ไหม พอถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาว เราก็ไม่เมาในความเป็นหนุ่มเป็นสาว คือว่าพ่อแม่เราท่านเป็นหนุ่มเป็นสาวมาก่อน ปู่ย่าตายาย ญาติผู้ใหญ่ของเรา ท่านเป็นหนุ่มเป็นสาวมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้ทุกท่านแก่หมด ในเมื่อท่านเป็นผู้ให้กำเนิด อุปการะเรา ท่านแก่ได้ เรามันก็ต้องแก่ เพราะเราเกิดมาจากท่าน และเกิดมาแล้วท่านก็เลี้ยงอาหารประเภทเดียวกับท่าน ท่านกินอะไร เราก็กินอันนั้น ใช่ไหม นี่อาหารประเภทนี้ มันห้ามความแก่ไม่ได้ เราก็ต้องแก่ตามนี้ล่ะ จิตเราก็พร้อมถ้าความแก่มันเข้ามาถึง เราก็ถือว่าเป็นธรรมดา

 

จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์

แล้วก็ต่อไปนั้น เราก็คิดต่อ คิดไว้เสมอว่าร่างกายนี้จะมีชาติเดียว ชาติต่อไปไม่มีอีก จุดที่เราต้องการนั่นคือพระนิพพาน พอความป่วยเข้ามาถึง ความตายเข้ามาถึงก็ยังดี พอป่วยเข้ามาถึงเราก็คิดว่า เออ...หมอเขารักษาไว้ได้ มันก็อยู่ รักษาไม่ได้มันพังก็ช่างมันเถอะ กูไปนิพพานละ ใช่ไหม ทีนี้ไอ้ตัวตายที่จะเข้ามาจริงๆ เราก็นึก เออ...ดี ขันธ์ 5 ที่เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ขันธ์ 5 ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่จีรังยั่งยืน มันพังเสียได้ก็ดีแล้ว เราขอไปตามทาที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ท่านทรงสั่งสอน นั่นคือ พระนิพพาน ใช่ไหม จิตจับพระนิพานเป็นอารมณ์

 

แล้วจิตก็พยายามลดความรักในระหว่างเพศ วิธีลดความรักในระหว่างเพศให้ดู ความเป็นจริงของผู้ชายและผู้หญิงทั้งหมด ร่างกายของคนแต่ละคนมีใครสะอาดบ้าง มันเต็มไปด้วยขี้ เต็มไปด้วยเยี่ยว ใช่ไหม ไอ้เลือดเราต้องการต้องการ แต่พอมีดบาดเลือดไหลนิดหน่อย แหม...นี่เลือดสกปรก รีบล้าง ใช่ไหม น้ำลายอยู่ในปากอมได้ แต่พอบ้วนนออกมาแล้ว มือแตะไม่ได้ สกปรก นี่แสดงว่าร่างกายภายในของเราเต็มไปด้วยความสกปรก ในเมื่อมันสกปรกอย่างนี้ เราจะมีความปรารถนาในร่างกายของเรา ในร่างกายของคนอื่น เพื่ออะไร ใช่ไหม เกิดมาแล้ว มีแต่ความสกปรกโสมม ไม่เอาแล้ว เลิก ใช่ไหม

 

ต่อไปก็ดูไอ้ โลภะ ความโลภ คำว่าโลภในที่นี้ หมายถึง การคดโกงเขา หากว่าทำมาค้าขายด้วยความสุจริตใจ ทำไร่ ไถนามาด้วยความสุจริตใจ อันนี้ท่านเรียก สัมมาอาชีวะ ไม่ใช่ว่าตัดความโลภ มีนาร้อยไร่ลดเหลือสิบไร่ ไม่ใช่อย่างนั้น ตัดความโลภ มีนาอยู่สิบไร่ ทำเก็บหอมรอมริบดี อาจจะซื้อนาร้อยไร่ ถ้าเงินมีอยู่ใช่ไหม หรือว่าจะไปกู้หนี้ยืมสินใครมาอะไรก็ตาม แต่ไม่เกินวิสัยที่เราจะใช้ได้ เพื่อความอยู่เป็นสุขในสภาพชีวิตที่ส่วนตัว อันนี้ท่านไม่เรียกว่าโลภ ท่านเรียกว่า สัมมาอาชีวะ ใช่ไหม คำว่าโลภ ในตอนต้น หมายถึง โกง แม่ค้าโกงตาชั่งน่ะ พวกชาวนาโกงข้าว เอาข้าวดีล่อเอาหน้าไวข้างบน เจ๊กมันบออกว่าข้าวดี แจ๋ว ข้างล่างข้าวหักทั้งนั้นใช่ไหม ไอ้นี่เรียกว่า การโกง การยื้อแย่งการลักขโมยเป็นตัวโลภ

 

ทีนี้ เราก็ ตัดตัวโลภ วิธีตัด ตัดแบบไหน ตัดด้วยการ ให้ทาน ถวายทานแก่ภิกษุสามเณรก็ดี ให้ทานกับคนยากจนเข็ญใจก็ดี ให้ทานกับคนจนหรือว่าคนเดินทางที่หิวมาก็ดี ให้ทานกับสัตว์เดียรัจฉานก็ดี มันเป็นอาการตัดโลภะ ความโลภ ให้ชิ้นหนึ่ง ความโลภมันขาดไปจุดหนึ่ง ให้ไปครั้งหนึ่ง ความโลภมันขาดไปจุดหนึ่ง  ให้บ่อยๆในที่สุดความโลภมันก็ขาดหมด ความโลภขาดหมด มันจะมีตัวไหน ก็มีตัวคำว่าพอ นี่ตัวนี้เรียกว่าการตัดใหญ่นะ คำว่าพอนั่นคือจิตสบายๆ มันมีเท่านี้ก็พอเท่านี้ แต่ไม่ใช่ไม่ทำนะ ทำตามฐานะที่ทรงตัวอยู่ แต่นี่มันเป็นอารมณ์ของอนาคามีแล้วนะ ถ้าตัดตัวโลภได้ ตัดราคะได้ ตัดโลภะได้ เป็นอารมณ์ของพระอนาคามิมรรคแล้ว

 

ทีนี้ต่อไปเราก็ ตัดความโกรธ ไอ้ความโกรธนี่ ถ้าเราคิดว่าไอ้คนทุกคนนี่ ถ้าเราจะฆ่ามันก็ตาย ใช่ไหม ถ้าเราไม่ฆ่ามันตายไหมโยม ตายไหม ตายไหมโยม ถ้าเราไม่ฆ่าเขา เขาจะตายไหม ตาย ไม่มีใครมันอยู่ค้ำฟ้าหรอก แล้วจะไปนั่งฆ่าให้มันเมื่อยมือทำไม ใช่ไหม มันไม่อยากทำให้ดีก็เป็นความเลวของมัน มันทำให้เราโกรธ แต่เราไม่โกรธ แล้วความโกรธ มันเป็นของเลว แต่ใหม่ๆก็อดโกรธไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นก็นิ่งเสีย บอกมันจะเลวก็เลวไปคนเดียว มันมาด่าเหว่ยๆๆเราก็อดใจ มันโกรธเราก็อดใจ ช่างมันเถอะ ทีนี้ถ้ามันเก่งจริง มันต้องด่าไม่เลิก ถ้ามันเลิกเมื่อไหร่ มันแพ้เราเมื่อนั้น ใช่ไหม อีตอนนี้ใหม่ๆ ก็ฝืนยากหน่อย แต่ฝืนบ่อยๆน่ะ อารมณ์มันจะชิน

 

ทีนี้การตัดความโกรธ พระพุทธเจ้าท่านให้ทรงพรหมวิหาร 4 พอตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้า คิดว่าตั้งแต่เช้าจนกว่าจะหลับ เราจะไม่มีจิตคิดว่าเป็นศัตรูกับใคร ถึงแม้ว่าเขาจะคิดว่าเป็นศัตรูกับเราก็ตาม เราจะไม่คิดตามนั้น เราจะถือว่าคนและสัตว์ทั้งหมดในโลกนี้เป็นเพื่อนที่ดี สำหรับเรา แต่ทว่าใจเราเป็นอย่างนั้น บังเอิญเขาเลว เราก็ต้องวางอุเบกขาพ่วงท้ายเฉย ไม่คบหาสมาคม แต่ไม่ได้โกรธนะ ใช่ไหม

ต้องถือตามมงคลหมวดที่หนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปู ชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ท่านบอกว่า

จงอย่าคบคนพาล คือไม่คบคนชั่ว 1

คบแต่บัณฑิต 1

จงบูชาบุคคลที่ควรบูชา 1

ทั้งสามประการจัดว่าเป็นอุดมมงคลใช่ไหม

ทีนี้ ในเมื่อ เรามีพรหมวิหาร 4 เราดีกับเขา แต่เขาเลวกับเรา เขาคิดว่าเป็นศัตรูเรา เราไม่คบ เราแยกออกมา วางเฉยเสียด้วยตัวอุเบกขา ใช่ไหม ทีนี้หากว่าจะถามว่า ถ้ายังงั้นไม่ถือว่าเป็นการถือตัวถือตนหรอ ไม่ใช่เราถือ ถ้าเขาดีเราก็คบ เพราะอะไร เพราะหากว่าขืนเราคบหาสมาคมกับคนเลว เราก็จะเลวไปด้วย ถึงแม้ว่าเราไม่เลว กลิ่นเลวมันก็ติด ท่านอุปมาไว้ในมงคลบอกว่า ถ้าเราเอาใบตองมาห่อของเน่า ไอ้ของเน่านี่มันไม่ซึมลงไปในเนื้อใบตอง แต่ทว่ากลิ่นเหม็นมันจะติดใบตอง โยนของเน่าทิ้งไป เอาใบตองมาดม มันยังเหม็น ใช่ไหม

 

ถ้าเราคบหาสมาคมกับคนพาล เขากินเหล้า เราไม่กินเหล้า เขาสูบเฮโรอีน เราไม่สูบเฮโรอีน เขาลักขโมย เราไม่ลักขโมย เขาไปข่มเหงชาวบ้าน เราไม่ไป แต่ถือว่าเป็นเพื่อนกัน เราเดินด้วยกัน คนเขาเห็นเข้า เขาจะหาว่าเราเป็นคนชั่วเท่ากับคนนั้น อย่างกลิ่นติดที่ใบตอง ใช่ไหม ทีนี้เราก็ต้องใช้วางอุเบกขา วางเฉยไว้ก่อน ในเมื่อเขาเลว เราไม่ใช่เกลียด แต่ว่าเราก็วางเฉย ยังคบไม่ได้เพราะเขายังเลวอยู่ ถ้าเขาดีเมื่อไหร่ เราคบเมื่อนั้น ทีนี้ ในเมื่อเราจะตัด ตัวนี้ ตัดตัวโกรธ โทสะ ความโกรธนี่ ต้องมีพรหมวิหาร 4 ประจำใจ คือ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา จิตอ่อนโยน อุเบกขา ความวางเฉย ไอ้ตัวนี้ ไหวหรือไม่ไหว ค่อยๆทำ มันก็ไหว

 

แต่บางทีอาจไม่ถูกใจเรา เราอยากจะใช้อารมณ์ปักให้มันทรงตัว แล้วก็ตัดโทสะ ตรงนี้ถ้าอันนี้ไม่ชอบ พระพุทธเจ้าก็มีให้อีก 4 นั่นก็คือ มี กสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว กสิณ 4 กสิณนี่ เป็นกสิณตัดโทสะ เราก็ใช้กสิณ 4 อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้อง 4  อย่าง เอามาทรงกำลังจิตให้มันเป็นฌานสมาบัติ พอจิตเริ่มเป็นฌานสมาบัติ กำลังของกสิณ 4 กสิณนี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะตามเข้าไปตัดอารมณ์ของความโกรธ เมื่อเข้าไปตัดอารมณ์ของความโกรธ ตอนนี้ความโกรธมันก็อ่อนกำลัง อ่อนกำลังนี่ หมายความมันลุกไม่ขึ้น แต่มันยังไม่ตาย ก็ต้องใช้ปัญญาตัดโมหะ ล้างมันให้ตายไปเลย ใช่ไหม

 

 

 ถ้าไม่มีร่างกาย คำว่าทุกข์ไม่มี

ปัญญาเข้ามาตัดโมหะ คือ ความหลง ที่เราหลงว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา ความจริงมันไม่ใช่ ถ้าร่างกายเป็นเราจริงเป็นของเราจริง มันต้องไม่แก่ ต้องไม่ป่วย ต้องไม่ตาย ต้องไม่พัง ใช่ไหม แต่นี่มันเกิดขึ้นด้วยกำลังของตัณหา เพราะว่าตัณหานี่น่ะมันสร้างมันฝังใจทำให้ชั่ว มันจึงได้ติดในอำนาจของโลภะ ความโลภ ราคะ ความรัก โมหะ ความหลง ทำให้เราเกิด ถ้าอารมณ์อย่างนี้ไม่มี เราก็ไม่เกิด ฉะนั้นในเมื่อราคะก็ดี โลภะก็ดี โทสะก็ดี มันเพลียลุกไม่ขึ้น การใช้วิปัสสนาญาณก็ง่าย

เราก็มองดูว่า ไอ้ที่เราต้องการมีอารมณ์รัก เพราะคิดว่าร่างกายเราดี ร่างกายบุคคลอื่นดี เวลานี้เราเห็นสภาพร่างกายสกปรกของร่างกายเราและของคนอื่น เห็นสภาพการพังของร่างกายของเราและของบุคคลอื่น ที่เรามีทุกข์ก็เพราะอาศัยมีร่างกายเป็นสำคัญ ถ้าร่างกายอย่างนี้ยังทรงอยู่เพียงใด เราก็ต้องทุกข์เพียงนั้น ฉะนั้นร่างกายประเภทนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก ถ้าชาตินี้เราตาย ร่างกายเราพังก็พังถึงที่สุด สิ่งที่เราต้องการนั่นคือพระนิพพาน เอาจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ตื่นเช้าขึ้นมาท่านจะทำความดีอะไรก็ตาม ตื่นขึ้นมาแล้วปั๊บใจเราจะจับไว้เสมอว่า มนุษยโลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี จะไม่มีสำหรับเรา เราต้องการถ้าตายไปคราวนี้ ต้องการพระนิพพานโโยเฉพาะ ด้วยความจริงใจนะ

ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะสงเคราะห์ใครต่อใคร เราไม่หวังผลตอบแทนชาติปัจจุบัน เขามายืมสตางค์ เราก็สงเคราะห์ไป เขาใช้ให้ก็ใช้ ไม่ใช้ก็ช่างมัน ทีนี้เราให้ของให้ทานใครไปแล้ว เราไม่ต้องการ ชาวบ้านใกล้เรือนเคียง เขาไม่มีไฟ เขาไม่มีข้าว เขาไม่มีน้ำปลา ไม่มีกะปิ เขามาขอเรา เมื่อเรามีเราให้ได้เราให้ ถ้าหากว่ามีเฉพาะที่เราจะกินมันให้ไม่ได้ เราจำเป็นต้องบอกว่า ให้ไม่ได้ ใช่ไหม ไม่ใช่อะไรก็ให้ไปซะหมด ดูความจำเป็น เมื่อให้ไปแล้ว เราอย่าไปนึกว่าถ้าเราขาดเขาจะให้เราบ้าง ถ้าเราขาด เราไปถามมีกะปิไหม เราเห็นว่าเขามีเป็นตุ่มๆ เขาบอกว่าไม่มีหรอก มีเหมือนกันแต่จะเอาไว้ขาย ก็อย่าไปโกรธเขา เพราะการที่เราให้มันไปเป็นการตัดโลภะ ความโลภ จิตมันสะอาดใช่ไหม ก็เป็นด้านวิธีตัด หรืออารมณ์ทีจะต้องคิดอย่างนี้ว่า ราคะ ความสกปรกของร่างกาย โลภะ ความโลภ คือการตอบสนองจะไม่มีสำหรับเราในการให้ทาน การทำทุกสิ่งทุกอย่างนี่เราทำเพื่อพระนิพพาน ใช่ไหม เราไม่รัก เราไปนิพพาน เราไม่โกรธ เราไปนิพพาน เราไม่โลภ เราไปนิพพาน เราไม่หลงในร่างกาย เราไปนิพพาน ถ้าร่างกายเราไม่หลงเสียอย่างเดียว เราก็ไม่หลงร่างกายใครอีก ไอ้ตัวเราเรารักมากคือตัวเรา นี่คือการเจริญวิปัสสนาญาณ ถ้ามัวแกะแบบ ชาตินี้ทั้งชาติไม่ไปที่ไหน แต่ว่าวิธีปฏิบัติจริงๆ เขารวบแบบนี้ ไอ้นี่ยังยาวไปนะ พูดให้ฟังนี่นะ เกรงว่าจะไม่เข้าใจ แต่เอารวบเวลาปฏิบัติจริงๆ ตัดพั้บ นึกว่า ไม่เอาแล้วร่างกายนี้ ช่างมัน ตายก็ตาย ช่างมัน กูไปนิพพาน ถ้าตั้งใจจริงน่ะ มันก็ไปได้

คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ 42 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) หน้า 53-63

 

#แอดมิน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view