.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

โลกหาที่สุดไม่ได้

โลกหาที่สุดไม่ได้

โลกหาที่สุดไม่ได้

ต่อแต่นี้ไป ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย โปรดตั้งใจเตรียมตัวเพื่อเจริญสมาธิจิต สำหรับการเจริญสมาธิจิตนี่ถ้าจะอาศัยให้จิตเป็นสมาธิให้ทรงตัวง่ายๆ ก็ขอให้บรรดาญาติโยมทั้งหลายจับภาพพระพุทธรูปก็ดี หรือว่าแสงสว่างของไฟก็ได้เป็นนิมิต ถ้าจับภาพพระพุทธรูปก็ถือว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐานด้วย แล้วก็เป็นกสิณด้วย ถ้าเห็นพระพุทธรูปเป็นสีเหลือง ก็ถือว่าเป็นปีตกสิณ ถ้าถือสีเป็นสำคัญ ถ้าถือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระพุทธปฏิมากรก็ถือว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน สำหรับจับภาพ นี่ถือว่าเป็นสมาธิหยาบ แต่ว่าทรงตัวได้ถึงฌาน 4 เป็นการทรงสมาธิจิต เป็นการสังเกตง่ายๆว่า ขณะใดที่ลืมตามองดูภาพพระ แล้วก็จำไว้ หลับตานึกถึงภาพพระ ถ้าภาพพระยังทรงอยู่ในจิตก็แสดงว่าขณะนั้นจิตยังทรงสมาธิอยู่ ถ้าหากว่าภาพพระเลือนหายไป ก็ลืมตาดูใหม่ แล้วก็หลับตาดู ก็เป็นอันว่าจะสังเกตจิตได้ว่าเราเป็นสมาธิหรือไม่ นี่แบบหนึ่ง

 

ถ้าอีกแบบหนึ่งก็กำหนดให้รู้ลมหายใจเข้าออก ทั้งนี้ก็ตามความสบายของญาติโยมทั้งหลาย แล้วการปฏิบัติมีถึง 40 แบบ จะจำกัดแบบใดแบบหนึ่งก็ไม่สมควร สุดแล้วความสบายของท่าน ถือว่าให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาเข้านึกว่า พุท เวลาออกนึกว่า โธ กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็น อานาปานุสสติกรรมฐาน และคำภาวนาว่า พุทโธ เป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน ได้ 2 อย่างควบกัน หรือว่าบางขณะภาวนาด้วย ใจของท่านไม่สบาย ท่านก็จับแต่ลมหายใจเข้าออก อย่างนี้ก็ใช้ได้ ขณะที่รู้ลมหายใจเข้า หายใจออก ก็ถือว่าอารมณ์เป็นสมาธิ แล้วบางขณะถ้าหากว่าจับลมหายใจเข้าออกไม่สบาย จะใช้คำภาวนาว่าอย่างไรมาคล่อง ก็ขอได้โปรดอย่าเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนแล้วจะยุ่ง มีผลเสมอกัน นี่ภาวนา จะใช้คำภาวนาเฉยๆก็ได้

 

การทำจิตให้เป็นสมาธิก็เพื่อเป็นการป้องกันอารมณ์นิวรณ์ ซึ่งเป็นอารมณ์ชั่ว ไม่ให้เข้ามาสิงในจิต เมื่อจิตมีสมาธิ มีอารมณ์สบาย อันนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ทรงแนะนำให้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายใช้ปัญญาพิจารณาหาตามความจริงในขันธ์ 5 ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ในตอนหนึ่ง ที่สอนบรรดาท่านพุทธบริษัทถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ ก็หมายถึงว่าเป็นการตะล่อมจิตของบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้สั้นเข้ามาเกาะที่จุดขันธ์ 5 ตัวเดียว แสดงว่าถ้ากำลังใจของท่านพุทธบริษัท จะมีความเข้มแข็งไม่พอ สอนให้ละขันธ์ 5 ก็ไม่สารถจะทำได้  ฉะนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงหาวิธีสอนตั้งแต่อันดับที่เบาที่สุดถึงแรงถึงสูงที่สุด

 

ธรรมดาของโลก

นี่โดยเฉพาะวันนี้ อาตมาภาพ ก็จะขอจับจุดปลายทาง ของการเจริญพระกรรมฐาน เพราะว่ากำลังจิตของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มีความเข้ขมแข็งพอ นี่อีกประการหนึ่ง ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายรับทราบไว้ว่า โลกจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อนอยู่เสมอ เราต้องคอยระวังจังหวะอีกนาน กว่าจะมีความสงบเข้าสู่ภาวะสันติ โดยเฉพาะเวลากระชั้นคืออนาคตอันใกล้ปัจจุบัน มันก็จะมีแต่ความเร่าร้อนทุกขณะ ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดว่าโลกจะมีความสงบ ระยะนี้หาความสงบ หาความสุขไม่ได้ทั่วโลก

 

ไม่ใช่แต่ประเทศไทย ในเมื่อบ้านอื่นเขาฝนตกเขาเปียก บ้านเราถึงฝนไม่ตกหนักก็ถูกละอองฝน มันก็เปียกเป็นหวัดได้เหมือนกัน ข้อนี้อุปมาฉันใด ภายในเขตของประเทศไทยเราก็เหมือนกัน ก็ยังมีความยุ่งกันอยู่ ฉะนั้น หากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทเอาจิตน้อมรับ ใช้ปัญญาพิจารณาตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมครู จิตก็จะมีความสุข

 

คือกฎธรรมดาของโลกมีอยู่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นของไม่เที่ยง ที่เรียกว่า อนิจจัง

 

ที่เราคิดว่าเราเกิดมานี่เราจะมีความสุข เราต้องการความสงบ เราไม่ต้องการประทุษร้ายใคร เราไม่ต้องการสร้างความลำบากยากเข็ญให้แก่ใคร เรามีความเมตตาปรานีในจิต แล้วคนอีกพวกหนึ่ง เขาอาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น จะสร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้น ถ้าอาการอย่างนี้ปรากฏขึ้น ก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ระงับใจเสีย อย่าไปโกรธในเขา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะถือว่าเป็นภาวะของโลก มันมีความยุ่งเป็นปกติ หากความเที่ยงไม่ได้

 

ประการที่สอง องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา ตรัสว่า โลกเต็มไปด้วยความทุกข์

 

นี่ข้อคำว่า ทุกข์ นี่ ถ้าเราจะพูดกันสักสิบวันก็ไม่จบ ก็จะเห็นได้ในปัจจุบันว่า บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่มีความเป็นอยู่ เวลานี้ต้องทำมาหากิน ต้องประกอบอาชีพ การจะได้ ของ จะได้ทรัพย์สินมาก็เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย มันก็เป็นความทุกข์ส่วนหนึ่ง

 

แล้วอีกประการหนึ่ง สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา เวลานี้ก็ไม่มีอะไรน่าไว้วางใจ วันนี้มานั่งอยู่ประเดี๋ยวเดียว ก็มีหลายคนถามว่า สภาวะของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ก็ตอบไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่ามันยุ่ง นี่สภาวะความยุ่งของบ้านเมืองก็ดี บ้านเราก็ดี เมืองอื่นก็ดี มันเกิดขึ้น ก็ถือว่านั่นมันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เราจะหลีกหนีให้มันพ้นไม่ได้ เมื่อเราอยู่ในโลกเพียงใด เราก็ต้องพบกับความยุ่งอย่างนี้ ก็นึกแล้วได้โปรดคิดต่อไปว่า ถ้าเราจะเกิดอยู่ชาตินี้มันก็เป็นทุกข์ มันพบกับความยุ่ง ถ้าเราจะเกิดไปอีกสักกี่สิบชาติ เราก็จะพบกับความยุ่งอย่างนี้ตลอดไป

 

ข้อที่สาม ข้อสุดท้าย องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาว่า คนที่เกิดมาแล้ว แม้จะมีความทุกข์ หาความเที่ยงไม่ได้ ก็ไม่ใช่ถึงที่สุด แต่ถึงเพียงนั้น ในที่สุดก็เป็น อนัตตา คือ สลายตัวไปหมด คนที่มีอำนาจวาสนาบารมี มีเงินมาก มียศใหญ่ มีอำนาจใหญ่ ก็รู้จักตายเหมือนกัน ตายไปแล้วหลายท่าน เรียกว่ามากท่านด้วยกัน ถ้าหากว่าเราจะไปสืบถึงต้นตระกูลของเรา ว่าเราเกิดมานี่ อาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิด บิดามารดาของเราก็ต้องอาศัยบิดามารดาของท่าน ที่เรียกว่า ปู่ ย่า ตา ยาย นี่ ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ต้องอาศัยบิดามารดาของท่านเรียกว่าทวด แล้วก็สูงขึ้นไปตามลำดับ ถ้าเราจะไปสาวหาว่าท่านผู้นั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน ท่านก็ตายไปหมดแล้ว

 

เป็นอันว่า คำสอนขององค์สมเด็จประทีปแก้วบอกว่า โลกหาที่สุดไม่ได้ อาตมาว่าจริง ขอบรรดาพุทธบริษัทคิดเอาไว้ด้วย ว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าเห็นว่าจริง ถ้าเราจะทำตัวให้พ้นจากอนิจจัง ความที่ไม่เที่ยง ให้พ้นจากทุกขัง คือ ความยุ่งของโลก พ้นจากอนัตตา คือการสลายตัวไม่มีการทรงตัว ให้มีอย่างเดียวคือคำว่า อมตะ คำว่าไม่ตาย ซึ่งเป็นการทรงตัว ให้มีธรรมอย่างเดียวคือ เอกันตบรมสุข คือ สุขอย่างยิ่ง ไม่มีอารมณ์เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าเราจะไปเป็นเทวดา หมดบุญวาสนาบารมี ก็ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ดีไม่ดีเลยก็ลงนรกไปก่อน

 

บารมีเต็ม

อย่างบรรดาท่านพุทธบริษัทที่มานั่งอยู่แล้วทุกคนนี่เคยเป็นเทวดา เคยเป็นทั้งพรหมกันมาแล้วทั้งนั้น นี่พูดอย่างนี้ก็ไม่ใช่เดา ถือเอาคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเขต องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ วัดนิสัยคนไว้ 4 ระดับด้วยกันคือ

อุคฆฏิ คนที่มีปัญญาดี บารมีเต็ม

วิปจิตัญญู คนที่มีปัญญาดี มีบารมีเต็ม แต่ว่าความเฉียบพลันของจิตตัดสินใจช้าไปนิดหนึ่ง

แล้ว เนยยะ บุคคลประเภทนี้ เข้าถึงสรณคมน์ พอมีปัญญาพอสมควร

ปทปรมะ บุคคลประเภทนี้สอนเอาดีไม่ได้ ไม่ปรารถนาในความดี

เมื่อเอาคนทั้ง ประเภทนี้ เข้ามาเปรียบกับบรรดาท่านพุทธบริษัท นี่มีอยู่ในคติ  2 ประการ คือ อุคฆฏิ กับ วิปจิตัญญู ก็หมายถึงว่า คนที่มัปัญญา มีความรอบรู้สร้างบุญบารมีมามาก

 

ทั้งนี้เพราะอะไร ที่พูดนี่ไม่ใช่ยอกัน ไม่มีประโยชน์ในการยอ เพราะอะไร เพราะว่าการมาของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทุกท่าน นั่งก็ลำบาก นั่งยัดเยียดเบียดเสียดกัน แล้วมานั่งนี่ ก็ไม่ได้อะไรเป็นค่าจ้าง ที่มานี่ต้องการอย่างเดียวคือ ต้องการความดี ความดีได้แก่อะไร ได้แก่การเจริญสมาธิ ได้แก่ทำจิตให้บริสุทธิ์

 

การทำจิตให้บริสุทธิ์ประเภทนี้ ถ้าคนไม่มีบารมีตามสมควร เขาจะไม่พอใจ ในการมาของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มาด้วยศรัทธาแท้ จึงกล่าวได้ว่า ท่านที่มานี่ทั้งหมด ตกอยู่ในเขต บุคคลสองประเภท คือ อุคฆฏิตัญญู  กับ วิปจิตัญญู นั่นก็สมควรรับคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมครู ขั้นสุดท้าย คำแนะนำขั้นสุดท้าย ถ้าทำได้ ก็เป็นแดนไปพระนิพพาน

 

คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ 32 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร)

หน้า 85-92

 

#แอดมิน

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view