.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

คำสอนก่อนฝึกมโนมยิทธิ

คำสอนก่อนฝึกมโนมยิทธิ

คำสอนก่อนฝึกมโนมยิทธิ

(ถอดเทปโดย คุณวินัย , พิสูจน์อักษรโดย คุณกชกร ใบไม้)

   ต่อนี้ไป ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายรับฟังคำแนะนำสักครู่หนึ่ง ตอนนี้จะขอพูดสำหรับท่านนักปฏิบัติเก่าก่อน ท่านทั้งหลายปฏิบัติมาได้แล้ว จงพยายามรักษาอารมณ์เดิมที่ครูแนะนำไว้ เพราะว่ามีหลายท่านที่ได้ไปแล้ว พอไปถึงบ้านปรากฏว่าสลายตัว ไม่สามารถจะทำได้ นั่นแสดงว่ากำลังใจของท่าน เป็นคนที่หาความแน่นอนไม่ได้

   คือแบบฉบับที่ครูแนะนำไว้เดิมว่า ทำอย่างไร เราจึงจะสามารถเห็นภาพได้ ทำอย่างไรจึงสามารถไปถึงจุฬามณีเจดียสถานได้ ทำแบบไหนจะไปเห็นนิพพานได้ ต้องจำอารมณ์อย่างนั้นไว้ แล้วก็อารมณ์ในการปฏิบัติจะต้องทรงตัว

   แล้วอีกประการหนึ่ง ก็รักษาอารมณ์ให้แจ่มใสเป็นปกติ

   การเห็นชัดเห็นเจน หรือไม่ชัดไม่เจนอยู่ที่นิวรณ์ 5

   สำหรับนิวรณ์ 5 ถ้าหากว่าจิตยังห่างจากปฐมฌาน มันก็กวนใจเป็นของธรรมดา

 

   นิวรณ์ 5 ประการ

นิวรณ์ 5 คือ

ข้อที่ 1 รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

ข้อที่ 2 ความโกรธ ความพยาบาท

ข้อที่ 3 ความง่วงเหงาหาวนอนในเวลาที่ปฏิบัติความดี

ข้อที่ 4 จิตไม่ทรงตัว คือ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ไม่รักษาอารมณ์ไว้โดยเฉพาะ

ข้อที่ 5 มีความสงสัยในผลของการปฏิบัติ

นิวรณ์ 5 ประการนี้ เวลาที่เราทำสมาธิ จงอย่าให้มีในจิตเป็นอันขาด

 

   ถ้าเรารักษาตลอดวันไม่ได้ กันตลอดวันไม่ได้ ก็กันไว้เฉพาะเวลาที่เราทำสมาธิ ให้ถือว่าในช่วงที่เราจะทรงจิตให้เป็นสมาธิหรือ วิปัสสนาญาณ เราจะไม่สนใจกับนิวรณ์ 5 ประการ เป็นอันขาด

   มันช่วงเวลาประเดี๋ยวเดียวนี่ ถ้าทำไม่ได้ก็ให้มันตายไปเสียเลย ก็หมดเรื่องหมดราวไป เอาดีไม่ได้ก็ปล่อยให้มันตายไป แค่จะระงับยับยั้งจิตให้มันดีชั่วแค่ครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง วันหนึ่ง มีเวลา 24 ชั่วโมง เราจะปล่อยจิตให้ชั่ว 24 ชั่วโมงนี่ มันก็เลวเกินไป ต้องสกัดกั้นความชั่วของจิตไว้ให้ทรงตัวได้สักวันละ 1 ชั่วโมงหรือว่าครึ่งชั่วโมงก็พอ

   รวมความว่า ในขณะใดที่ทำสมาธิจิตอยู่

1.เราจะไม่ยอมพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

2.เราจะไม่ยอมให้ความโกรธ ความพยาบาทเข้ามาแทรกจิต

3.เราจะไม่ยอมแพ้กับความง่วง

4.เราจะไม่ยอมปล่อยจิตให้ฟุ้งซ่าน นอกจากจะคุมคำภาวนาหรือพิจารณา

5.เราจะไม่สงสัยในผลของการปฏิบัติ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ จิตจะผ่องใส

 

   ภาวนาว่า “นะมะ พะทะ”

หรืออีกแบบหนึ่ง ขณะที่อยู่ธรรมดาๆ หรือก่อนที่จะเคลื่อนจิตไปสู่ภพต่างๆ ให้พยายามจับลมหายใจเข้าออก ตามธรรมดา ให้รู้ไว้ แล้วก็ใช้คำภาวนาว่า “นะมะ พะทะ”

เวลาหายใจเข้า นึกว่า นะมะ

เวลาหายใจออก นึกว่า พะทะ

   ให้จิตมันทรงตัวอยู่แค่นี้แหละ จิตมันทรงตัวแบบสบายๆ จนกระทั่งจิตทรงตัวแน่นอน ความสว่างไสวจากจิตจะเกิดขึ้น ภาพที่เราเห็นจะชัดเจนแจ่มใสขึ้นตามลำดับ จนกระทั่ง เห็นเทวดาหรือพรหม หรือพระอริยเจ้าที่นิพพานมาแล้ว เหมือนกับเห็นคนธรรมดา อันนี้ใช้ได้

   วิธีนี้จะต้องฝึกให้ทรงตัวอยู่เสมอ ควรใช้เวลาสักวันหนึ่ง คือ ก่อนหลับ เรานอนลงไป แล้วให้เอาจิตเข้าไปรับทราบลมหายใจเข้าออก แล้วภาวนาว่า นะมะ เวลาหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็นึกว่า พะทะ อย่างนี้แหละ ภาวนาโดยที่เราไม่ต้องการรู้ ต้องการเห็นอะไรทั้งหมด

   แต่ว่าพอจิตเป็นทิพย์ดีจริงๆ แล้วมันจะเห็นของมันเอง ชัดเจนแจ่มใสมาก จงพยายามทำนะ ที่มานั่งบ่นว่ากลับบ้านมืดไป เพราะว่าไม่รักษาอารมณ์ดีเข้าไว้

 

   อารมณ์ใจก่อนหลับและตื่นใหม่ๆ

   อารมณ์ใจที่มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ ก่อนจะหลับหรือว่าตื่นใหม่ๆ ให้ตัดสินใจว่า ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นคนนี่ นับตั้งแต่เวลาตื่นเช้ามาจนกว่าจะหลับ มันเต็มไปด้วยความยากลำบาก ยุ่งยากด้วยประการทั้งปวง หาความสุขความสบายไม่ได้ มีความหิวเข้ามารบกวน ความกระหายเข้ามารบกวน ความหนาว ความร้อนเข้ามารบกวน การปวดอุจจาระปวดปัสสาวะ การป่วยไข้ไม่สบาย อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ การงานหนัก ต้องยุ่งยากเรื่องการปฏิบัติงาน มันรบกวนตลอดเวลา

   เป็นอันว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี่มันไม่ได้ มีแต่ความทุกข์ หาความสุขจริงจังไม่ได้ ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมก็พักหาความสุขชั่วคราว ขึ้นชื่อว่าเราขอเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ถ้าตายจากความเป็นคนเมื่อไหร่ เราขอไปพระนิพพานตรง เราไม่ขอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาหรือพรหมต่อไป

 

ตัดความโลภ ,ความโกรธ ,ความหลง

แต่ว่าการที่จะไปนิพพานได้ ก็มีเหตุ 3 ประการ ที่จะทำให้เราไปนิพพานได้ นั่นก็คือ

1.เราพยายามตัดความโลภ ด้วยการให้ทานตามกำลังใจที่จะตัดได้ หรือว่าตามวัตถุที่เราจะพึงให้ได้ ถ้าเราเห็นคนยากจนเข็ญใจ เห็นสัตว์ลำบาก เราไม่สามารถให้ได้ เพราะทรัพย์สินมันไม่มี แต่ว่าจิตคิดว่าเราจะให้ ถ้าเรามี มีความสงสาร ถ้าอย่างนี้เรียกว่า จาคานุสสติกรรมฐาน เป็นการทำลายความโลภ เป็นก้าวหนึ่งที่จะไปนิพพาน

ประการที่ 2 คนที่เขาทำให้เราไม่ชอบใจ สร้างความขัดเคืองให้เกิดขึ้น มันก็เป็นของธรรมดา ถ้าเรายังไม่หมดกิเลสก็ต้องโกรธเป็นของธรรมดา

แต่พอรู้ตัวขึ้นมาว่าเราโกรธ เราพลาดท่าไปเสียแล้ว ต่อไปเราก็เข้าใจว่า คนที่ทำให้เราโกรธนี่ ความจริงเขาเป็นคนเลว เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตัวเอง  เขาทำให้เราโกรธ 1 คน เขาก็ขาดมิตรที่ดีไป 1 คน คนที่มีเพื่อนมาก มีคนรักมาก ก็มีความสุข แต่นี่เขาเป็นคนโง่ เป็นศัตรูกับเรา เขาก็สร้างความทุกข์ให้แก่ตัวเอง เราก็คิดว่าถ้าเขาโง่ ก็ปล่อยเค้าโง่ไปแต่ผู้เดียว เราจะไม่โง่ด้วย คือเราไม่ประกาศตนเป็นศัตรู แต่ว่าเขาไม่ดี เราจะวางเฉยเข้าไว้ จะไม่คบหาสมาคม ตั้งใจไว้อย่างนี้ ถือว่าเป็นก้าวที่สองที่เราจะเข้าไปหานิพพาน จะระงับความโกรธ

ก้าวที่ 3 เราได้แล้วคือ เข็ดในความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องการเป็นเทวดาหรือพรหม เราต้องการนิพพาน นี่เป็นก้าวที่สามที่จะเข้าถึงนิพพาน ใจเรารักษาอารมณ์อย่างนี้ไว้

แล้วก็ทุกคนให้ระมัดระวังความดีของจิตคือ จิตเคารพพระพุทธเจ้าด้วยความจริงใจ เคารพพระธรรม เคารพพระอริยสงฆ์ แล้วก็ตั้งอกตั้งใจรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ รักษาศีล 5 ด้วยการระมัดระวัง

แล้วจิตนึกไว้เสมอว่าถ้าตายเมื่อไหร่ ความเป็นคนชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ขอไปนิพพานเมื่อนั้น

   ถ้าใจของเรามีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง ในพระธรรมจริง ในพระอริยสงฆ์จริง เรามีศีล 5 บริสุทธิ์จริง จิตใจมีความแน่วแน่จริงว่าต้องการไปนิพพาน อย่างนี้ท่านเรียกว่าพระโสดาบันหรือพระสกิทาคามี

   ถ้าจิตตั้งใจแน่วแน่ได้อย่างนี้จริงๆ แล้วตายเมื่อไหร่ไปนิพพานเมื่อนั้น อย่าลืมว่าพระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ยังมีสามี ภรรยาได้ ยังร่วมรักกันแบบปกติได้ เพราะว่ามีศีลที่รักษาเพียงแค่ศีล 5 เท่านั้น นี่รวมความว่า เป็นอารมณ์ที่บรรดาท่านพุทธบริษัทควรจะทรงไว้

สำหรับผู้ฝึกใหม่

ตอนนี้ขอพูดกับคนที่ยังปฏิบัติไม่ได้ หรือคนที่มาใหม่ จงรักษากำลังใจตามสบายๆนะคนใหม่ อย่าทำอารมณ์ให้มันเครียดมันตึงเกินไป ปล่อยใจตามปกติเพราะว่า สมาธิแบบนี้ ไม่ต้องการอารมณ์สูงนัก ใช้อารมณ์ธรรมดาๆ เพื่อความเป็นทิพย์ของจิต

เวลาภาวนาให้ตัดสินใจตามนี้นะ เวลาหายใจเข้านึกว่า นะมะ เวลาหายใจออกนึกว่า พะทะ

เวลาที่ภาวนาอยู่นี้ จงอย่าอยากรู้อยากเห็นอะไรทั้งหมด คือปล่อยใจไปตามสบายๆ การที่ให้ภาวนาคือต้องการให้จิตมีกำลัง ที่เรียกกันว่า มีสมาธิ เวลาใดที่รู้ลมเข้ารู้ลมออก เวลานั้นจิตเป็นสมาธิเพราะอานาปานุสสติกรรมฐาน แล้วก็สามารถรู้คำภาวนาด้วย ถ้ารู้คำภาวนา ก็ถือว่าเป็นสมาธิของมโนมยิทธิ จำไว้ง่ายๆ ว่าเวลาหายใจเข้า หายใจออก นี่ปล่อยตามสบาย อย่าบังคับลม เวลาหายใจเข้านึกว่า นะมะ เวลาหายใจออกนึกว่า พะทะ เอาแค่นี้

พอภาวนาไปสักประเดี๋ยวจะหยุดแนะนำ จะตั้งเวลาไว้ประมาณ 10 นาที ในช่วงนั้นพยายามจับลม หายใจเข้าออก รับทราบ หายใจเข้านึกว่า นะมะ หายใจออกนึกว่า พะทะ ภาวนาเฉยๆอย่างนี้นะ จนกว่าจะได้ยินเสียงสัญญาณดัง ถ้าได้ยินเสียงสัญญาณดังขึ้น ทุกคนอย่าเพิ่งลืมตา เพราะไม่ใช่สัญญาณบอกเลิก เป็นสัญญาณบอกว่าจะมีคนเข้าไปแนะนำถึงตัว เพราะว่าการปฏิบัติวิธีนี้ ความจริงเป็นการปฏิบัติที่สูงและยากอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของอภิญญาหรือเป็นการเตรียมอภิญญาหก แต่ความจริงฝึกอภิญญาเขาดีกว่า เขาง่ายกว่า แต่ว่าอภิญญาต้องใช้กสิณยาว ต้องใช้เวลานาน สำหรับเรื่องนี้ เป็นเรื่องของจิตโดยตรง

มโนมยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ ทางใจ ฉะนั้นความรู้ทั้งหมด มันรู้จากใจอย่างเดียว

   คำว่า ทิพจักขุญาณ เขาแปลว่า มีความรู้ทางใจ คล้ายตาทิพย์ ใหม่ๆก็รู้สึกคล้ายๆ มันจะหลอกตัวเอง แต่ความจริงไม่ใช่ ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเองว่า ขณะนี้ เรามีสมาธิพอแล้ว ความรู้สึกของจิตที่มันเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง มันตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง ไม่ใช่เรานึกเอาเอง เพราะว่าขณะที่เราทรงสมาธิจิต นี่สมาธิมันบังคับ เราไม่สามารถจะนึกเอาเองได้ตามชอบใจ แล้วอารมณ์ของทิพจักขุญาณแบ่งเป็น 2 ชั้นคือ

   ชั้นแรก ที่เรียกว่า จิตยังหยาบ มันไม่เห็นภาพ เป็นแต่ความรู้สึก เหมือนกับบรรดาท่านพุทธบริษัทที่นั่งอยู่เวลานี้ ถ้าใครเข้ามาถามว่า บ้านท่านมีลักษณะอย่างไร ทุกคนตอบได้หมด ทาสีหรือเปล่า เป็นสีอะไร ก็ตอบได้ คนที่บ้านมีกี่คนเราก็ตอบได้ เป็นผู้หญิงเท่าไหร่ ผู้ชายเท่าไหร่ เราก็ตอบได้ เป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่เท่าใด เราก็ตอบได้ ของสำคัญที่เราวางไว้ในบ้าน เราสามารถจะบอกได้ทุกอย่าง การที่บอกได้เวลานี้ ไม่ใช่ตาเห็น เป็นความรู้สึกของใจ

   สำหรับทิพจักขุญาณตอนแรกๆ ที่ยังหยาบก็เหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกของใจ แต่ไม่เห็นภาพ

   หากว่าผู้แนะนำเขาถามท่านว่า เวลานี้ ท่านมีความรู้สึกว่าใครมาอยู่ข้างหน้าบ้างไหม ให้ตอบตามความรู้สึกแรก ถ้าความรู้สึกว่ามี ตอบเลยว่ามี อย่ายั้งตัว ถ้ายั้งตัวสงสัยนิดเดียว กิเลสแทรก วันนี้ไม่มีผล

 

ถ้าเขาถามว่าคนที่อยู่ข้างหน้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

ถ้าความรู้สึกบอกว่าผู้หญิง ก็ตอบว่าผู้หญิง ความรู้สึกว่าผู้ชาย ก็ตอบว่าผู้ชาย ตอนนี้มันยังไม่เห็นภาพ

ถ้าเขาถามว่านุ่งผ้าใส่เสื้อสีอะไร

ถ้าความรู้สึกมันบอกว่าสีอะไร ก็ตอบไปตามนั้น อันนี้หมายถึงว่า ถ้าจิตยังหยาบ สมาธิ ยังไม่ดีพอ

แต่ก็มีจำนวนมากที่สมาธิเขาดีเลย พอถามปั๊บเห็นภาพชัดทันที อันนี้ก็มีเยอะ

   สำหรับท่านที่ไม่เห็นนี่ ถ้าหากครูผู้ฝึก เขายืนยันว่าตรงตามความเป็นจริง เพียงสองสามครั้งใจจะสบายขึ้น จะเริ่มเห็นภาพทางใจ ภาพไม่ใช่เห็นทางตานะ เห็นทางใจนะ จงอย่าคุมสติให้มันหนักเกินไป ถ้าหนักเกินไปไม่มีทางได้ ต้องใช้สมาธิเบาๆ

   แล้วก็ได้ยินเสียงสัญญาณดังขึ้นมา ถ้าปรากฏว่ามีคนไปนั่งข้างหน้า ขอท่านที่มีคนไปนั่งข้างหน้าเลิกภาวนาเสียเลย ไม่ต้องภาวนาอะไรทั้งหมด ถ้ายังไม่มีคนไปนั่งข้างหน้าก็เลิกภาวนาเสีย แล้วก็ไม่สนใจกับลมหายใจเข้าออก ปล่อยใจสบายๆ ฟังคำแนะนำของผู้แนะนำ

ถ้าผู้แนะนำเขาให้ตัดสินใจอย่างไร ก็ตัดสินใจไปตามนั้นทันที

   ก็รวมความว่า เราจะต้องเชื่อผู้สอนด้วยความเต็มใจ แล้วก็ไม่มีความสงสัยในเวลานั้น

ต่อนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น

   สำหรับท่านที่ได้มาแล้ว ให้รวบรวมกำลังใจ ตัดสินใจว่ามนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ไม่ใช่ที่หมายของเรา เราตายเมื่อไหร่ เราขอไปนิพพานเมื่อนั้น

หลังจากนั้น ก็จับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใส มุ่งไปนิพพานโดยเฉพาะ

   สำหรับท่านที่มาใหม่ ยังไม่ได้ ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

เวลาหายใจเข้านึกว่า นะมะ

เวลาหายใจออกนึกว่า พะทะ

จนกว่าจะมีผู้เข้าไปแนะนำท่าน

ต่อไปนี้ขอทุกท่านเริ่มปฏิบัติได้

สวัสดี.

 

 

คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ปีที่ 34 ฉบับที่ 383

หน้า 33-39

 

 

#แอดมิน 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view