.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ทำสมาธิ

ทำสมาธิ

ทำสมาธิ

   สมาธิ แปลว่า ตั้งใจ ถ้าตั้งใจรักษาศีลให้ครบถ้วน ตั้งใจทรงอารมณ์ในกรรมบถ 10 ให้ครบถ้วน ก็เป็นสมาธิในศีลและกรรมบถ 10 ถ้ามีอารมณ์ทรงตัว โดยที่ศีลและกรรมบถ 10 ไม่คลาดจากใจ คิดไม่ลืม ไม่มีการปฏิบัติผิดพลาด อย่างนี้ท่านเรียกว่า ผู้ทรงฌานในศีลและกรรมบถ 10 ท่านที่มีอารมณ์นับถือว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์แน่นอน ไม่ปรามาสแม้แต่พูดเล่น อย่างนี้ท่านเรียกผู้นั้นว่า ผู้ทรงฌานในพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ท่านที่ไม่ลืมคือ มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตาย ไม่ประมาทในชีวิต คิดทำความดี ละความชั่วเป็นปกติ ท่านก็เรียกท่านผู้นั้นว่า มีฌานในมรณานุสสติ

   รวมความแล้ว สมาธิ มีแก่ท่านที่ทรงอารมณ์อย่างนี้อยู่แล้ว ท่านจะนั่งขัดสมาธิภาวนาหรือไม่ก็ตาม ท่านก็เป็นผู้มีฌานในสมาธิต่างๆอยู่แล้ว

   ถ้าจะถามว่า “จำเป็นไหมที่จะต้องนั่งขัดสมาธิ”

   ก็ขอตอบว่า “ตามใจท่าน” ท่านเป็นคนมีอริยทรัพย์ สมบูรณ์แล้ว ท่านจะขัดเกลาอริยทรัพย์ทั้งหลายนั้นหรือไม่ อริยทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่เศร้าหมอง เพราะอารมณ์บารมีของท่านสมบูรณ์แล้ว ปฏิปทาแบบนี้เป็นปฏิปทาของคนที่มีบารมีเต็มสมบูรณ์แบบ

 

 คนที่มีกำลังอ่อนกว่านั้น

   คำว่า บารมี แปลว่า มีกำลังใจเต็ม คนที่มีกำลังใจเต็มพร้อมทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องอธิบาย ทำอะไรก็ได้ทันที ตัวอย่างสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านเทศน์จบเดียวคนเป็นพระอริยะกันเป็นแถว ที่เป็นอย่างนั้นเพราะท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังใจเต็ม ไม่เป็นบารมีหัวเต่าผลุบเข้าผลุบออก เอาจริงบ้าง ไม่เอาจริงมาก แต่ปากชอบคุยโวอวดตัวว่าฉันทำอย่างนั้นอย่างนี้ เอาวิธีทำหรือเวลาที่ทำไปอวดเขา เนื้อแท้แล้วเหลวทั้งเรื่อง ทุกท่านโปรดทราบว่า น้ำที่เต็มกระบอกแล้วเขย่าไม่ดัง เพราะไม่มีช่องให้น้ำขยับตัว แต่กระบอกไหนถ้าน้ำไม่เต็ม เขย่าดัง เหมือนกับคนที่มีดีสมบูรณ์ ไม่บกพร่อง เขาก็ไม่คุยโวอวดชาวบ้าน คนที่หาความดียาก หรืออาจไม่มีเลย ชอบคุยอวด นั่นคือคนเลว

   ตอนนี้มาคุยถึง การทำสมาธิ คนที่มีกำลังใจไม่เข้มแข็ง ต้องฝึกใจให้เกิดสมาธิ คือฝึกใจให้ทรงอยู่ในความรู้สึกของความดีที่จะหนีนรกได้ ถ้าจะฝึกเราจะทำอย่างไร นั่งหรือนอน นอนหรือยืน ยืนหรือเดิน อย่างไหนถึงจะถูก ก็ต้องตอบว่า ถูกทุกอย่าง พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ทำความดีนั้น ทำได้ทุกอิริยาบถ นั่งนอนยืนเดิน ได้ทั้งนั้น ก็ต้องคิดอีกนิดว่า นั่งนอนยืนเดินแบบไหนจึงจะถูกวิธี ถ้าทำคนเดียว อยู่ในที่พักของเราเอง ก็ขอตอบว่า นั่งนอนยืนเดินตามสบาย ที่ไม่ฝืนอารมณ์ใจ ใช้ได้เลย ถ้าฝืนอารมณ์ใจ จิตจะไม่เป็นสมาธิ เพราะเราฝึกที่ใจ ไม่ได้ฝึกที่กาย เว้นไว้แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มมากด้วยกัน ต้องนั่งตามระเบียบของสถานที่

 

   จะภาวนาว่าอย่างไรดี

   เรื่องทำสมาธิ ไม่มีแต่ภาวนาอย่างเดียว ท่านให้มีพิจารณาด้วย ขอให้ทำตามชอบใจของอารมณ์ แต่อย่าตามใจอารมณ์มากเกินไป ให้คิดไว้ก่อนว่า วันนี้เราจะฝึกไปอยู่สวรรค์ พรหม นิพพาน มากกว่า ด้วยหนังสือนี้ มีชื่อว่า “หนีนรก” จึงไม่ขอแนะแนวทางไปนรก ขอแนะแนวเดียว คือ หนีนรก เมื่อจะหนีนรกก็เอาอย่างนี้ เวลานี้เราพูดกันถึง การลิดรอนกำลังของสังโยชน์ 3 สังโยชน์ 3 มีอะไรบ้าง ขอทบทวนอีกครั้ง เพื่อจะได้ไม่ต้องพลิกไปอ่านตอนต้น

   สังโยชน์ 3

   สักกายทิฏฐิ มีความรู้สึกที่สอนใจเรา ให้เข้าใจผิด ตามความเป็นจริง มีอารมณ์คิดว่า “เราไม่ตาย ร่างกายเราสวยและสะอาด ร่างกายเป็นเราเป็นของเรา”

   การที่เราปฏิบัตินี้ ต้องใช้อารมณ์ตรงกันข้าม เพราะยอมปฏิบัติตามอารมณ์ของสังโยชน์ข้อนี้เราตายไปตกนรกแน่ เพราะถ้าเราคิดว่าไม่ตาย หรือตายแล้วสูญก็จะทำความเลวทุกอย่างตามสบาย ตายเมื่อไหร่ ลงนรกเมื่อนั้น เมื่อทำสมาธิ อันดับแรก คิดก่อน ให้จิตทรงตัวว่า “ร่างกายนี้ มันต้องตายแน่ แต่จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ เมื่อมันยังไม่ตาย ขอทำความดีก่อน” และตั้งใจทำความมดีดังต่อไปนี้

   วิจิกิจฉา เป็นสังโยชน์ข้อที่ 2 คือ มีอารมณ์สงสัยพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า คิดว่าท่านดีจริงหรือไม่ดีจริง ไม่มีอารมณ์แน่นอน ยอมรับนับถือก็ไม่ใช่ สังโยชน์ข้อนี้ เป็นกำลังดึงลงนรกอีก ต้องใช้กำลังใจ เมื่อนั่งหรือนอนเป็นต้น ขณะฝึกสมาธิ ทำอารมณ์ตรงกันข้ามกับอารมณ์ที่บังคับใจ ตอนนี้ต้องใช้ปัญญา

  

   ปัญญาที่ใช้

   นึกถึงพระพุทธเจ้า เวลานี่เราไม่พบองค์ท่านแล้ว ก็เอาหลักฐาน คือคำสอนเป็นเครื่องพิจารณา คราวนี้ขออธิบายควบไปเลย จะได้ไม่ยืดยาด เอาคำสอนของท่านมาคิดว่าที่ท่านสอนให้ละชั่ว ประพฤติดี ตามคำแนะนำของท่านนั้น มันดีอย่างไร เอาตัวอย่างเล็กน้อยมาพิจารณาก่อน เช่น ท่านสอนให้มีความเคารพต่อผู้มีอายุสูงกว่า เป็นต้น ท่านบอกว่า เคารพเขาดี มีประโยชน์ ก็ลองดูสักหน่อยเมื่อเห็นคนที่มีอายุสูงกว่าเข้า เราก็ยิ้มให้ท่าน ยกมือไหว้ท่าน ทำอย่างนี้บ่อยๆ ลองพิจารณาผลในวันต่อไป เมื่อพบเห็นท่านผู้นั้นเข้าอีก ท่านจะยิ้มให้เรา หรือท่านจะด่าเรา เมื่อเรายกมือไหว้ท่านและยิ้มให้ท่าน ผลที่ได้รับจริงๆก็คือความเป็นมิตร ได้รับความเมตตาปรานีจากท่าน เราก็สบายใจ ท่านก็ชื่นใจเมื่อพบกัน ดีไม่ดี แค่ยกมือไหว้และยิ้มให้ ไม่ต้องลงทุนอะไร  อาจจะได้กินอาหารฟรี และได้รับของแจกฟรีก็ได้ และได้จริงๆด้วย ทั้งนี้เพราะเราละความชั่ว ประพฤติดี ตามพระพุทธเจ้าทรงแนะนำ

   ถ้าอยากมองดูผลของความชั่วที่ท่านบอกให้ละก็ไม่ยาก เจอหน้าใครก็ด่าดะ ผลที่ได้รับ ถ้าไม่เจ็บตัว ก็หาคนรัก คนยิ้มให้ไม่ได้ เราเมื่อหมดมิตรที่รักก็นอนเป็นทุกข์ เพราะเกรงภัย

   เอาตัวอย่างเท่านี้พอนะ แนะนำมากก็รำคาญ ทุกท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้ที่พระพุทธเจ้าสอนเรา เราได้มาจากพระอริยสงฆ์ ท่านอุตส่าห์รวบรวมแนะนำมาสั่งสอน ควรยอมรับนับถือท่านไหม ใช้ปัญญาคิดตามเอาความพอใจของแต่ละคน ที่พูดมาแล้วนั้นเป็นตอนใช้ปัญญาพิจารณา การคิดถึงความตาย การคิดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม  พระอริยสงฆ์ ขณะที่คิดถึงอยู่ จิตของแต่ละท่านก็ว่างจากกิเลส มีบุญมาก สามารถหนีนรกได้ เพราะอารมณ์คิดถึงตามที่กล่าวมาแล้วอย่างไม่ยากเลย

 

 

คัดลอกจากหนังสือ หนีนรก โดย พระราชพรหมยาน

หน้า 20-25

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view