.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ปัญหาเรื่องกฎของกรรม

ปัญหาเรื่องกฎของกรรม

ปัญหาเรื่องกฎของกรรม

   ผู้ถาม : “หลวงพ่อตัดกรรมได้ไหมคะ...?”

   หลวงพ่อ : “ตัดได้ ไปหยิบมีดมาซิ อยากจะตัดก็กำมือเข้ามา”

   ผู้ถาม : (หัวเราะ)

   หลวงพ่อ : “ตัดกรรมนี่มันตัดไม่ได้หรอก กรรมที่เป็นกุศลก็ตัดไม่ได้ กรรมที่เป็นอกุศลก็ตัดไม่ได้ นี่พูดตามพระพุทธเจ้านะ แต่ว่าที่เราทำดีนี่ คือ สร้างกรรมดีที่เป็นกุศลมากขึ้น หนีกรรมที่เป็นอกุศล คือ กรรมที่เป็นอกุศลมันมีอยู่ แต่เราสร้างกรรมดีที่เป็นกุศล กรรมที่เป็นอกุศลก็ตามช้าลง เราฝึกวิ่งหนีมันให้เร็วขึ้นเข้า ใช่ไหม...”

   ผู้ถาม : “อย่างนี้ก็ไม่มีทางหมดบาปน่ะซิคะ...?

   หลวงพ่อ : “การที่จะทำให้หมดบาปน่ะ ไม่มีทางหรอก ในทางพระพุทธศาสนา มีอยู่ทางเดียวก็คือ ทำบุญหนีบาป ใช้กำลังบุญให้สูงขึ้น ความชั่วที่มันเป็นบาปกรรมอยู่ มันก็ตามทันยากหน่อย ใช่ไหม...แต่ถ้าเป็นพระโสดาบันก็สบายเลย ตัดกรรมจริงๆ แต่ว่าเศษของกรรมยังมีอยู่บ้าง แต่กรรมก็ไม่สามารถจะดึงให้เราลงนรก เป็นเปรตหรืออสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานได้ แต่ถ้ามาเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีโทษปาณาติบาต มันก็ทำให้เราป่วยบ้าง ถ้ามีโทษอทินนาทานอยู่ก็ทำให้ของหาย ไฟไหม้ ขโมยลัก น้ำท่วม ลมพัด ถ้าเราเคยมีโทษกาเมสุมิจฉาจาร คนใต้บังคับบัญชาของเราก็หัวดื้อ ไม่เชื่อฟัง ถ้าเราเคยมีโทษมุสาวาท พูดโกหกเขา เราพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ ถ้ากินเหล้า เมายามาก่อน ก็เป็นโรคประสาทบ้าง เป็นคนบ้าบ้าง มันก็แค่นี้ แต่ว่าถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว มันไม่ถึงบ้า แค่มึนๆไปหน่อย นี่เป็นโทษจากเศษของกรรม”

   ผู้ถาม : “ถ้าสร้างพระพุทธรูปปางนิพพาน จะหนีกรรมได้ไหมคะ...?

   หลวงพ่อ : “หนีได้ เป็นการสร้างกำลังความดี ให้สูงเข้าไว้”

   ผู้ถาม : “ยังงั้นเราก็สร้างพระมากๆซิคะ...?”

   หลวงพ่อ : “ประเดี๋ยววัดไม่มีที่เก็บอีก มีกรรมอีก ต้องไปสร้างตึกให้พระอยู่อีก เอาไหม...?”

   ผู้ถาม : (หัวเราะ)

   หลวงพ่อ : “สร้างพระมากๆ เป็นพุทธบูชา เป็นพุทธานุสสติ ไม่ดีเรอะ...ในกรรมฐาน 40 กอง ท่านบอกว่า กำลังพุทธานุสสตินี่เป็นเหตุให้เข้าพระนิพพานได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่ากองอื่นที่สุด และรวดเร็วกว่าอย่างอื่น”

   ผู้ถาม : “เคยได้ยินหลวงพ่อบอกว่า คนที่เกิดมาในโลกนี้ แบ่งเป็น 4 ประเภท แล้วพวกที่มีปฏิภาณดี จัดอยู่ในประเภทไหนคะ...?”

   หลวงพ่อ : “พวกที่มีปฏิภาณดีอยู่ในพวก อุคฆฏิตัญญู พูดแต่เพียงหัวข้อก็เข้าใจเลย ส่วนอีก 3 พวกคือ

   วิปจิตัญญู พวกนี้พูดย่อๆยังไม่เข้าใจ ต้องขยาย ต้องอธิบายหน่อยจึงจะเข้าใจ

   เนยยะ พวกนี้หน้าหนานิดๆ ต้องตีแรงๆหน่อย จึงเจ็บ สอนได้แค่กามาวจรสวรรค์

   ปทปรมะ พวกนี้ พูดยังไงๆก็ไม่รู้เรื่อง แต่ประเภทพูดครั้งแรกแล้วไม่รู้เรื่อง จะถือว่าเป็นพวกปทปรมะไม่ได้นะ คือว่าต้องขึ้นอยู่กับวาระจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าตกอยู่ในวาระของอกุศล พระพุทธเจ้าท่านไม่สอน เมื่อเวลาที่กุศลให้ผล พระพุทธเจ้าจึงจะสอน ถ้าชื่อเป็นปทปรมะจริงๆ ไม่มีทางไปนิพพาน พอพูดมากก็กลัว เพราะไม่เข้าใจ”

   ผู้ถาม : “พวกที่มีปฏิภาณดี นี่ต้องเป็นคนฉลาด ใช่ไหมคะ...?”

   หลวงพ่อ : “ไอ้ตัวปฏิภาณนี่คือความฉลาด พวกปฏิภาณนี่มีปัญญาพิเศษเกินกว่าปัญญาธรรมดา มันมีความว่องไวมากกว่า ปัญญาธรรมดาต้องใช้อารมณ์ใคร่ครวญ ส่วนปฏิภาณนี่ไม่ต้องใช้ ปั๊บเดียวได้เลย เขาพูดมาสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที จึงเรียกว่า ปฏิภาณ”

   ผู้ถาม : “หลวงพ่อครับ คนเราเกิดมานี่นะครับ ต้องสร้างกรรมทั้งดีและชั่ว อันนี้เป็นเพราะว่าเนื่องจาก ผลกรรมของกรรมเก่าหรือว่าเราสร้างขึ้นใหม่ครับ...?”

   หลวงพ่อ : “ทั้งใหม่ทั้งเก่า คือกรรมบางอย่างมันให้ผลในชาติปัจจุบัน บางอย่างมันให้ผลในชาติถัดไป บางอย่างอีกหลายชาติจึงจะให้ผล เราเกิดมานี่ เราทำแต่กรรมดีอย่างเดียวหรือเปล่าล่ะ เคยทำความชั่วบ้างไหม...?”

   ผู้ถาม : “เคยครับ”

   หลวงพ่อ : ทีนี้ผลที่รับนี่ไม่แน่ ฉันตอบไม่ได้ว่าผลที่ได้รับ เป็นกรรมใหม่หรือกรรมเก่า”

   ผู้ถาม : “สิ่งที่เรากระทำลงไปเป็นสิ่งไม่ดี เป็นกรรมเก่าที่เราทำไม่ดี หรือว่าเราสร้างของเราใหม่ครับ...?”

   หลวงพ่อ : “บางทีเราก็สร้างใหม่ เพราะเราขยันสร้าง  อย่าไปโทษเก่าเสมอเลย โทษปัจจุบันดีกว่า ป้องกันตัวได้ บางอย่างก็อาศัยกรรมเก่าที่เราทำมามันให้ผล จึงมีความเห็นผิด บางอย่าง สิ่งแวดล้อมมันเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เราเห็นผิด ก็คิดว่าไอ้กรรมเก่ามันแค่ไหน ก็ช่างมัน ไม่สนใจ ทำกรรมใหม่ให้ดีไว้เสมอๆดีกว่า อย่าไปคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว กรรมเก่ามันจะเลวแค่ไหนก็ช่างมัน

   

   อย่าลืมว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ เพราะอาศัยความดีหลายอย่าง

   1.เราเคยมีศีล 5 บริสุทธิ์ หรือมีกรรมบถ 10 บริสุทธิ์ เราจึงเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ได้  

   2.เรามีทรัพย์สิน เพราะเราเคยให้ทาน

   3.เรามีปัญญาคิดอะไรได้บ้าง เพราะเราเคยอบรมในด้านความดี ในด้านธรรมมาก่อน

   เราต้องคำนึงของ 3 อย่างนี้ เพราะมันเป็นความดีเดิม ในเมื่อเราเป็นมนุษย์ได้แล้ว เราจะกลับไปเป็นสัตว์นรกอีกไหม ...ถ้าเราทำลายศีลข้อใดข้อหนึ่ง นั่นแสดงว่ามันจะกลับไปนรกอีก

   ประการที่ 2 เราเกิดมาเป็นคนตระหนี่ เป็นคนดี พอกลับไปเราก็ต้องกลับไปแก้ผ้าใหม่

   และประการที่ 3 เป็นการทำลายของเดิม ที่เราก่อมาแล้วให้สลายตัวไป ถ้าเราคิดอย่างนี้ แล้วจะดีขึ้น

   ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสั่งสอน อย่านึกตามถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว และจงอย่าคำนึงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง พยายามรักษาความดีปัจจุบันไว้ ถ้าปัจจุบันของเราดี เพราะอารมณ์ของเราจริงๆ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตหรอก มันมีแต่ปัจจุบัน คือให้มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้อยู่เสมอ

   คือ อารมณ์ ทำเป็นอาจิณกรรม ถึงแม้ว่าครั้งละเล็กละน้อย มันก็ชิน อาจิณกรรมถ้าเป็นฝ่ายอกุศล มันมีโทษถึงอนันตริยกรรมได้ แต่ถ้าอาจิณกรรมฝ่ายกุศล มันก็มีผลมหันต์เหมือนกัน

   ถ้าเราไม่นึกถึงมัน มุ่งหน้าทำแต่ความดี อันดับเลวที่สุด ถ้าเราเป็นพระโสดาบัน  กรรมที่ไม่ดีนั้นจะให้ผลลงอบายภูมิไม่ได้ มันจะให้ผลแต่เพียงว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์ใหม่เท่านั้น มันตัดอบายภูมิ ใช่ไหม...ได้กำไรตั้งเยอะ ดีไม่ดีเป็นอรหันต์เสียชาตินี้ หมดเรื่องหมดราวไปเลย เพราะมันเหลือแค่เศษกรรมใช่ไหม...ดอกเบี้ยมันนิดหน่อย เอาอย่างนี้นะ

   จำไว้แค่นี้ก็แล้วกันนะ เอาเวลานี้ให้มันดีอยู่เสมอ อย่าไปเอาเวลาอื่นนะ เวลาปัจจุบันนี้ เมื่อความรู้สึกยังมีอยู่ ให้จิตมันว่างจากอารมณ์ที่เป็นอกุศล ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ให้ทรงอนุสสติ อนุสสติก็แปลว่า การตามนึกถึง คือ ให้นึกถึงความดีอยู่เสมอ อนุสสติก็มี พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ มรณานุสสติ กายคตานุสสติ อุปสมานุสสติ และอานาปานุสสติ

   ถ้าเราตามนึกถึง อนุสสติอย่างใดอย่างหนึ่ง มันเป็นเรื่องของความดี ทีนี้ความดีที่เราจะไปชำระหนี้ความชั่วเดิมให้หมดไป ถ้าจะไปนิพพานรับรองไม่ได้ไปแน่ เพราะอะไร เกิดทุกชาติ ก็สร้างเรื่อย เสริมความชั่วอยู่เสมอ ทีนี้ทางพระพุทธศาสนา เราไม่มีการล้างบาป แต่ว่าในทางพุทธศาสนา ให้สร้างกำลังจิตในด้านความดีให้สูง เพื่อหนีบาปให้พ้น...”

 

คัดลอกจากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 3

หน้า 48-53

 

 



#แอดมิน 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view