.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

พระปิยมหาราช

พระปิยมหาราช

พระปิยมหาราช

   วันนี้เป็นวันปิยมหาราช (23 ตุลาคม 2531) ตั้งแต่เมื่อตอนใกล้ค่ำวันที่ 22 ตุลาคม จะคุยกับท่านท้าวมหาราช ที่ท่านเมตตาสงเคราะห์อยู่ใกล้ตลอดตั้งแต่ป่วย ปี 2530 ท่านช่วยในการเดิน นั่ง ลุก ยืน ถ้าไม่ได้ท่านช่วย ก็เห็นจะต้องนอนอยู่ที่เดียว ท่านมีคุณใหญ่ พอเขียนถึงตรงนี้ ท่านก็ปรากฏมาในเครื่องแต่งกายเต็มยศ ท่านบอกว่าไม่ได้ช่วยแต่ท่านเท่านั้น พระ พรหม เทวดา ต่างช่วยด้วยกันทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่สังเกตได้ถึง อารมณ์เทวดาที่เป็นพระอริยเจ้า ท่านไม่ยอมรับว่าท่านดีตามลำพัง พยายามแจ้งว่าการเมตตาสงเคราะห์ท่านช่วยกันมากท่าน ไม่เหมือนกับคนเราบางคนที่เลวแสนเลว ยังกล้าโมเมว่าตัวเองดี ทั้งนี้เพราะกิเลสเลยทับถมหัว เลยมองไม่เห็นความชั่ว เพราะความชั่วปกปิดมิดชิด

   เป็นอันว่าเมื่อตอนใกล้ค่ำของวันที่ 22 มองหาท่านมหาราชทั้ง 4 ไม่พบ พบแต่คณะท่านอินทกะมากท่าน แต่งตัวแพรวพราวเป็นระยับ สวยงามมาก เมื่อถามท่าน ท่านบอกว่าวันนี้ท่านท้าวมหาราช และเทวดาที่เป็นหัวหน้าทั้งหมดทุกชั้น ไปประชุมกันที่กรุงเทพฯ ด้วยทางราชการเชิญเนื่องในวันปิยมหาราช คิดในใจว่า ท่านใดเป็นผู้เชิญนะ ท่านผู้นั้นมีบุญจริงๆ เทวดาและพรหมถึงเมตตาอย่างนี้

   วันนี้ร่ากายพอดีขึ้นบ้าง นอนเวลา 24 นาฬิกา ตื่นตี 3 ภาวนาหลับไปอีกตื่น 6 นาฬิกา เป็นวันที่ร่างกายสบายมากใน พ.ศ.นี้ ทั้งปีที่ผ่านมาอาการโปร่งอย่างนี้ไม่มีเลย มีแต่พะอืดพะอม ปวดเสียดไม่มีแรงตลอดกาล ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 22 เวลา 22 นาฬิกา เป็นต้นไป จนถึงเช้าวันนี้ อาการโปร่งสบาย แต่ทว่าเมื่อ 6.15 น. ท่านโกมาภัจจ์ท่านมาบอกว่า ยาแก้ไข้จับสั่นให้กินไว้เสมอ เริ่มกินหลังอาหารกลางวัน ไข้มันยังไม่หมดฤทธิ์ ขอบพระคุณท่าน ท่านเมตตาเหลือเกิน เรามาคุยกันถึงเรื่อวันปิยมหาราชกันต่อไป

   เทวดาและพรหมที่มีตำแหน่งพระสยามเทวาธิราชประชุมกันพร้อมเพรียง ท่านจะทำอะไรกันบ้างเป็นเรื่องของท่าน แต่ที่ท่านประชุมกันเพราะมีคนเชิญ คนเชิญอาจจะเชิญตามหน้าที่ แต่ผู้ให้เชิญหรือประธานที่ให้เชิญ ต้องเป็นคนที่มีบุญมาก เทวดาและพรหมจึงเมตตากันขนาดนี้ หรือว่า ร.5 ท่านไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม แล้วเทวดาและพรหมท่านรักมาก เมื่อถึงวันของท่านจึงมาร่วมกันมาก ความจริงเป็นอย่างไรก็ไม่ขอเดา เพราะเดาก็ไม่เหมือนดู เมื่อดูไม่รู้ก็ไม่ขอเดา สมัยรัชกาลที่ 5 พระปิยมหาราช  เรื่องของความจริงที่เขียนไว้มีอะไรบ้าง ก็ไม่มีหนังสืออ่านมากนัก เวลาอ่านก็ไม่ค่อยมี เลยไม่รู้เรื่อง ขอนำเรื่องที่ชาวบ้านพูดๆกันต่อมาเล่าให้ฟัง

  

   หลวงเชษฐ์

   เรื่องที่หลวงเชษฐ์ท่านเล่าให้ฟังบางตอน ท่านเล่าถึงเรื่องประพาสต้น ในตอนหนึ่งบอกว่าฤดูนี้มีน้ำมาก เหมือนที่กำลังเป็นอยู่เวลานี้ น้ำป่านองเป็นระลอกที่สอง ต้องใช้รถวิ่งบนบกได้ว่ายในน้ำได้ ที่หมอสุภรณ์ พงษ์หล่อวิศิษฐ์ อยู่ที่ชิคาโก อเมริกา ซื้อมาให้หลายปีแล้ว เจ้าแอ๊คคันนี้ดีมาก ไม่กลัวบกและไม่กลัวน้ำ ท่านคุณหลวงเชษฐ์เล่าว่า วันหนึ่งที่ ร.5 ท่านออกไปตามหัวเมือง ท่านแต่งกายแบบชาวบ้านธรรมดา พายเรือแล่นในทุ่งนาที่มีน้ำมาก และมีเรือลำเล็กๆแบบเดียวกัน พายตามกันไป สนุกสนานกัน มีอาหารไปกินกันในทุ่งนา ของที่ ร.5 ท่านชอบมากคือสายบัว ถอนสายบัวมากกินร่วมกับปลาร้าน้ำพริก มีครั้งหนึ่งที่หลายครั้งที่คุณหลวงเล่าว่า ไปพบชาวบ้านที่ต่อเรือหาปลาในทุ่ง เขาไม่ทราบว่าท่านเป็นเจ้านาย เพราะในหมู่เรือที่ไปร่วมกันนั้น ก่อนไปหลวงเชษฐ์ต้องไปหาซื้อเครื่องแบบชาวนาเก่าๆ จากชาวนา ให้ชุดละ 1 ตำลึง หรือเงิน 4 บาท เจ้าของเสื้อผ้าชอบใจมาก เพราะเงิน 4 บาทสมัยนั้นหาได้ยากเต็มที

   เมื่อคณะคุณหลวงเชษฐ์อยู่ในชุดชาวนา ชาวนาผู้นั้นเลยไม่รู้ว่าเป็นใคร ได้พูดคุยกันถามความเป็นมาในฐานะชาวนาด้วยกัน เป็นที่ถูกใจกันแล้ว ก็กินเหล้าร่วมกัน ร.5 ท่านไม่ได้ร่วมวงด้วย เมื่อเสร็จพิธีกรรมเมาเรียบร้อยแล้ว เมาเพียงธรรมดาไม่ถึงขนาดเมาแหง ร.5 ท่านก็ให้สัญญาการเป็นเพื่อนกับชายคนนั้น จดชื่อเสียงที่อยู่ไว้เรียบร้อย เรื่องนี้เท็จจริงประการใดไม่ทราบ ฟังจากหลวงเชษฐ์เล่ามาอย่างนี้ ก็เอามาเขียนให้อ่านเล่นแก้เหงา

   เพื่อนต้น

   คุณหลวงเชษฐ์ท่านบอกว่า ร.5 ทรงปฏิบัติแบบนี้มาตลอดทุกสถานที่ที่เสด็จไป เมื่อกลับกรุงเทพฯ และเสด็จประพาสยุโรปกลับมา ซื้อไม้กระบองขนาดพอสวยงามมามาก เมื่อถึงเมืองไทยให้เลี่ยมหัวท้าย กำหนดให้ไม้นี้เป็นไม้เพื่อนต้น ต่อมาก็รับสั่งให้บรรดาเพื่อนทั้งหลาย ที่สาบานหรือตกลงเป็นเพื่อนกันไว้เข้าเฝ้า ท่านผู้เป็นเพื่อนบางคนอาจจะรู้จากเจ้าหน้าที่ ที่บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวให้เข้าเฝ้าก็ได้ ท่านพวกนี้เวลาพบ ร.5 ก็มีท่าทางปกติ แต่บางคนเจ้าหน้าที่อาจจะไม่บอก เพราะลืมบอกหรือแกล้งไม่บอก เพื่อให้ตกใจก็ได้ ดังนั้นเมื่อพบเข้าจริงๆคุณหลวงชษฐ์บอกว่า บางคนเหงื่อแตกพลัก แต่ในที่สุดท่านก็ตรัสให้เบาใจ ไม่แสดงอาการถือพระองค์ แล้วก็แจกไม้ถือหรือไม้ตะพด ที่ให้ชื่อว่าไม้เพื่อนต้น ทรงมอบหมายให้แจ้งข่าวทุกข์สุขส่วนตัว และเพื่อนในบ้านให้ทราบบ้าง แล้วท่านก็ให้กลับไป เรื่องมีมากกว่านี้ แต่ถ้าเขียนมากไปจะหาว่าฟุ้ง เรื่องนี้เท็จจริงอย่างไร ก็สุดแล้วแต่คุณหลวงเชษฐ์

   อานุภาพไม้เพื่อนต้น

   เรื่องราวตอนนี้ฟังมากจากท่านผู้แก่ท่านที่อยู่นอกเมืองหลวง ท่านบอกว่า ไม้เพื่อนต้นนี้มีอานุภาพมาก เจ้าของเก็บไว้ในที่บูชา กราบไหว้บูชาทุกวัน เวลาแรกนาก็เอาไปเป็นไม้มงคลเขี่ยดินเป็นปฐมฤกษ์ และก็โชคดีทุกราย เมื่อทำอย่างนั้นแล้ว ปรากฏว่าข้าวในนาเขาดีมาก ไม่มีโรคเพลี้ย บางตำบลถึงเวลาแรกนา กำนันนัดทำพร้อมกัน จัดขบวนแห่ทำคานหาบไม้เพื่อนต้น ใช้กลองยาวและเครื่องแห่ตามที่หาได้ แห่ไปที่ชาวบ้านทำพิธีแรกนา ทุกแห่งที่ทำก็เป็นอันว่าในตำบลนั้นไม่มีโรค

   ท่านผู้เล่าให้ฟังท่านหนึ่งบอกว่า พ่อของท่านเองเป็นเพื่อนต้น ไม้เพื่อนต้นขณะนั้นไม่เป็นของใคร พ่อให้เป็นของกลางประจำตระกูล ฟังเรื่องนี้มาเมื่อ พ.ศ.2480 อีกด้านหนึ่งของไม้เพื่อนต้นนั้นคือ เมื่อไปติดต่อทางราชการ ท่านเพื่อนต้นก็ถือไม้เพื่อนต้นไปร่วมกับหมู่คณะของตน ไปเสียค่าที่ดินและอย่างอื่นที่อำเภอ อาการถือไม้ไม่ได้ถือแบบแกว่ง ท่านถือแบบเจ้าหน้าที่ถือพระแสง เมื่อทางอำเภอทราบก็รีบจัดโต๊ะปูผ้าขาว วางพานไว้เพื่อวางไม้เพื่อนต้น ทุกคนยืนคำนับพร้อมกัน เมื่อวางไม้เพื่อนต้นเรียบร้อยแล้ว

   ในที่บางแห่งเมื่อเวลามีงานวัดหรืองานที่มีการรวมคนมาก ท่านกำนันก็นำเพื่อนต้นไปพร้อมกับอันเชิญไม้เพื่อนต้นไป และประกาศให้เพื่อนที่มาในงานทราบว่า เวลานี้เพื่อนต้นมาแล้ว ใครมีสารทุกข์สุขดิบให้มาบอกฉัน ฉันจะรายงานให้เพื่อนต้นทราบ เพื่อนต้นติดต่อกับทางราชการโดยตรงได้ และสามารถเข้าเฝ้ากราบทูลให้พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบโดยตรงได้ด้วยตนเอง เพียงเท่านี้งานนั้นก็มีแต่สงบ ไม่มีเหตุร้าย สนุกสนานรื่นเริง

   แต่ท่านที่เหนื่อยที่สุดก็คือเพื่อนต้น ต้องนั่งบอกเล่าเรื่องเวลาเข้าเฝ้าให้คนทราบ เหนื่อยทั้งวันเพราะต้องเล่าเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ถือพระองค์ และทรงห่วงใยราษฎรมาก เรื่องอื่นของไม้เพื่อนต้น ยังมีอีกมากตามที่ปากชาวบ้านพูด แต่ของดไว้เพียงเท่านี้ เพราะรู้สึกเหนื่อย ปวดแขนตาพร่า มองไม่เห็นเส้นหมึก เรื่องที่เขียนมานี้จริงเท็จแค่ไหน เป็นเรื่องของคนที่บอกเล่าให้ฟัง แต่ที่พบเองก็เคยพบ แต่เรื่องราวละเอียดไม่มี เพราะการที่รับฟังมาก็คงเหมือนๆกัน

   เอาอีกสักหน่อย ทนปวดแขนอีกสักนิด ท่านกำนันท่านหนึ่งชื่อกำนันอยู่ ท่านเป็นลูกชายของเพื่อนต้น ต่อมาท่านได้เป็นกำนันขุน จำชื่อไม่ได้ว่าขุนอะไร เมื่อพบท่านเมื่อปี พ.ศ.2467 มีงานวัดในตำบลของท่าน ปรากฏว่ามีนักเลงต่างถิ่นไปอาละวาดในงานวัด มีประมาณ 30 คน ทำเอาลูกน้องกำนันที่คุมงานกลัวหงอ เมื่อท่านกำนันรู้เรื่องเข้า ก็ไปที่งานวัด อันเชิญไม้เพื่อนต้นไปด้วย นำไปแบบเคารพมาก เมื่อไปถึงก็เอาลำโพงสังกะสีมาพูดในที่ประชุมว่า ไม้เพื่อนต้นนี้ พ่อฉันรับมาจากพระเจ้าอยู่หัว จงเคารพไม้เพื่อนต้นและเลิกเมา ถ้ายังไม่หายเมา ให้ออกจากวัดกลับบ้านเสีย ถ้าใครฝ่าฝืนฉันจะถืออำนาจของเพื่อนต้นจับและลงโทษอย่างหนัก คำประกาศของกำนันได้ผล อันธพาลออกจากวัดทันทีทั้งหมด คนทุกคนในงานก้มลงกราบไม้เพื่อนต้น ทุกคนอยู่ในความสงบ และสนุกสนานรื่นเริง ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น

   เป็นอันว่าเท่านี้นะ ตามองไม่เห็นเส้นหมึกเลย เขียนเดาเอาไม่ทราบว่าตรงเส้นบรรทัดหรือเปล่า ขอพักไว้ก่อน ปีหน้าถ้ายังไม่ตายจะเขียนต่อ แต่ไม่ทราบว่าตอนไหน เวลานี้เสียงนาฬิกาบอกเวลา 21 นาฬิกาพอดี ร่างกายดีขึ้นพระอาศัยบารมีของพระปิยมหาราช ด้วยวันนี้คนที่เคารพในพระองค์บำเพ็ญกุศลถวายกันมาก โดยเฉพาะที่รับแขกมีคนมางานบุญถวายพระราชกุศลกัน ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่ผู้เขียนอยู่ในเกณฑ์เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ จึงพลอยฟ้าพลอยฝนได้รับกุศลไปด้วย

   อาการทางร่างกายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม มันทำท่าจะตายแหล่มิตายแหล่ อาเจียนหลายวาระ ท้องปั่นป่วน ชวนให้ปวดท้องเป็นกำลังนั้น พอรุ่งเช้าตั้งแต่เวลา 4.00 น. หายเป็นปกติ ไม่มีอาการมึนงงเหมือนวันก่อน แต่ถึงเวลา 19.00 น. เริ่มแสดงอาการใหม่ไม่มากนัก ขณะเขียนนี้ยังมีอาการปั่นป่วนมาก แต่ทว่าอาการเบากว่าวันที่ 22 มาก ทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะพระบารมีของพระองค์ช่วยสงเคราะห์อนุเคราะห์เป็นแน่

 

 

 

คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ 34 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) หน้า 19-26

 

 

 

 

 

 

#แอดมิน 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view