.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

จิตสงบ

จิตสงบ

จิตสงบ

   ปรมัตถปฏิบัติ

   การนั่งขอให้นั่งตามอัธยาศัย ขัดสมาธิก็ได้ นั่งพับเพียบก็ได้ แต่ว่าที่มันแน่นนะ ขยับก็ไม่ค่อยไหว ในการเจริญพระกรรมฐานนี้มีอานิสงส์ใหญ่มาก ถ้าจะกล่าวถึงผลของการปฏิบัติก็เป็น ปรมัตถปฏิบัติ ถือว่าเป็นการปฏิบัติอย่างยิ่งคือ การเข้าถึงพระพุทธศาสนานี่ต้องใช้ใจเป็นสำคัญ คือพระพุทธเจ้ากล่าวว่า

   ถ้าใจเราดีเสียอย่างเดียว เราจะทำมันก็ดี เราจะพูดก็ดี เพราะจิตเราคิดดี

   นี่ความดีในด้านศาสนาก็ต้องอาศัยจิตดีเป็นสำคัญ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราจะดีได้ เราจะชั่วได้ก็อาศัยใจ

   ถ้าใจคิดดี ปากก็พูดดี กายก็ทำดี ถ้าใจคิดชั่ว ปากก็พูดชั่ว กายก็ทำชั่ว

   นี่การเจริญพระกรรมฐาน เรามารวบรวมกำลังใจ ให้อยู่ในขอบเขตของความดี

   จิตเป็นสมาธิ

   การเจริญกรรมฐาน ถ้าพูดถึงอานิสงส์ ขอพูดอานิสงส์เล็กน้อย อานิสงส์ของการเจริญกรรมฐานนี้มีคุณใหญ่ เพราะว่าเราฝึกจิตให้เข้าอยู่สู่ระดับของความดี ท่านทั้งหลายมานั่งภาวนากันว่า “พุทโธ” แต่ความจริงคำภาวนานี่จะเป็นบทใดบทหนึ่งก็ได้ แต่ว่าขอได้โปรดทราบ คำภาวนาอาตมาไม่จำกัด ถ้าท่านผู้ใดเคยเจริญพระกรรมฐานและอยู่ที่บ้านท่านเคยฝึกภาวนาว่าอย่างไร คำภาวนานั้นเนื่องด้วยพระรัตนตรัย หรือเนื่องด้วยกรรมฐานทั้ง 40 กอง ใช้ได้หมด

   พระกรรมฐานด้านสมถภาวนานี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ถึง 40 สาย มีอนุสติ 10 อสุภ 10 กสิณ 10 จาตุธาตุววัตถาน 1 อรูป 4 อาหารเรปฏิกูล สัญญา 1 พรหมวิหาร 4 เป็นต้น รวมกรรมฐานจริงๆเป็น 40 แบบ 40 แบบนี่ เราต้องการผลอย่างเดียวกันคือ จิตเป็นสมาธิ คำว่า “จิตเป็นสมาธิ” ขอได้โปรดทราบว่า การเจริญพระกรรมฐานนี้ ความมุ่งหมายจริงๆท่านไม่ต้องการเรื่องการเห็นภาพ แสง สี ต่างๆ มันย่อมปรากฏแก่นักปฏิบัติได้ ถ้าจิตของท่านเข้าถึง อุปจารสมาธิ สมมติว่าบังเอิญเกิดเห็นภาพอย่างนั้นขึ้นจริงๆ ของบรรดาท่านพุทธบริษัทจงอย่าสนใจในภาพ หมายความว่าภาพจะเกิดก็เกิดไป ไม่เกิดก็ช่างมัน ฉะนั้นความตั้งใจของเรามีความต้องการอยู่อย่างเดียวคือ จิตสงบ

   จิตสงบ

   นี่คำว่า “จิตสงบ” ก็ไม่ได้หมายความว่า มันสงบทั้งหมด จนกระทั่งไม่เกิดความรู้สึกใดใด คำว่า “จิตสงบ” ก็คือ ต้องการให้จิตตั้งอยู่เฉพาะอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง สมมติว่าเราภาวนาว่า “พุทโธ” ก็ให้จิตจับอยู่กับคำว่า “พุทโธ” หรือภาวนา ธัมโม หรือสังโฆ ก็ตาม ให้จิตอยู่เฉพาะอย่างนั้น หรือว่าจะพิจารณาขันธ์ 5 เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายมันเป็น อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา มันจะสลายตัวไปในที่สุด อะไรก็ตาม ถ้าเรากำหนดจิตไว้เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้จิตจับอยู่เฉพาะอารมณ์นั้นอย่างเดียว อย่างนี้ เราเรียกว่า “จิตสงบ”

   นั่นหมายความว่า สงบจากเรื่องอื่น มาจับเฉพาะอารมณ์นั้น นี่สมถภาวนามีความต้องการเพียงเท่านี้ ไม่ต้องการภาพ ไม่ต้องการแสง ไม่ต้องการสี เห็นวิมาน เห็นนรก เห็นสวรรค์ อันนี้ไม่ต้องการ ต้องการจิตสงบ ถ้าท่านทั้งหลายต้องการจะถามว่า ที่บุคคลอื่นเขาเห็นสวรรค์ เห็นนรก เห็นพรหมโลก เห็นเทวดา เห็นผีได้ ทำไมเขาจึงเห็น? ก็ขอตอบให้บรรดาท่านพุทธบริษัททราบว่ามันเป็นของไม่ยาก ถ้าท่านสามารถทำจิตให้สงบจากกิเลสได้จริงๆ ของเหล่านี้มันเห็นง่าย มันจำจะต้องเห็น

   เพราะอะไร เพราะการเห็นไม่ใช่การเห็นภาพลอยมา เราต้องการเห็นอะไรมันเห็นได้หมดเลย เพราะจิตของท่านว่างจากกิเลส คือพยายามฝึกจิตให้อยู่ เฉพาะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เมื่อมันทรงตัวจริงๆ จิตมันเป็นสมาธิ จิตมันก็เป็นทิพย์ ในเมื่อจิตเป็นทิพย์ มันก็ได้ยินเสียงที่มันเป็นทิพย์ได้ เห็นภาพที่เป็นทิพย์ได้ นี่มันไม่ใช่ของยาก มันยากอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจิตเราจึงจะสงบได้ ไม่ให้มีอารมณ์อื่นเข้ามายุ่ง นี่สำคัญตรงนี้ และวันนี้ไม่มีความประสงค์ที่ต้องพูดเรื่องการเห็นภาพ พูดถึงความมุ่งหมายในการภาวนาก่อน เพราะต้องการจิตสงบ หรือเวลาที่ญาติโยมพุทธบริษัท ที่อาตมาบอกต่อแต่นี้ไป ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกและภาวนา พิจารณาตามอัธยาศัยตรงนี้ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จงตั้งใจจับอารมณ์ไว้เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราต้องการ ให้จิตมันทรงอยู่ในอารมณ์นั้น โดยเฉพาะจิตมันจะส่ายบ้างเป็นของธรรมดา มันส่ายไป เดี๋ยวก็ดึงเข้ามา รู้ว่ามันไป รู้ตัวเมื่อไร ดึงกลับเข้ามา ไอ้การรู้ ที่จิตมันส่ายไปสู่อารมณ์ภายนอกนั้น ความจริงจิตมันดีแล้ว ถ้าไม่ดี มันไม่รู้

 

 

 

   คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือน กันยายน 2560

   หน้า 19-22





#แอดมิน

 

 


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view