.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ธรรมปฏิบัติ พรหมวิหาร 4

ธรรมปฏิบัติ พรหมวิหาร 4

ธรรมปฏิบัติเรื่อง พรหมวิหาร 4

วันนี้เป็นการเจริญพระกรรมฐานครั้งแรก (13พ.ค.2532) ของเดือนพฤษภาคม ก็ขอพูดเรื่องพรหมวิหาร 4 แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่อง พรหมวิหาร 4 ...

   ความหมายของคำว่า “สมาธิ”

   การเจริญกรรมฐาน บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกคนโปรดทราบว่า อารมณ์ที่ต้องทำเหมือนกันทุกกอง กรรมฐานจริงๆกองใหญ่มี 40 กอง แต่ว่าการขึ้นต้นเหมือนกันหมด ขึ้นต้นทีแรกคือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก คำว่า “สมาธิ” แปลว่า การตั้งใจ ตั้งใจรู้ลมหายใจเข้า ตั้งใจรู้ลมหายใจออก ขณะใดที่รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก เวลานั้นเราเรียก “สมาธิ” เป็นสมาธิใน อานาปานุสสติกรรมฐาน

   คำว่า “สมาธิ” นี่บรรดาท่านญาติโยมพุทธบริษัท บางท่านหรือหลายท่านยังมีความเข้าใจผิด คิดว่าจิตเป็นสมาธิแล้วจะต้องไม่ได้ยินเสียงภายนอก ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อย่างนี้ผิด คำว่า “สมาธิ” แปลว่า การตั้งใจ เป็นการทรงตัวของ สติสัมปชัญญะ ความระลึกนึกอยู่ มีความพร้อมบริบูรณ์ สติสัมปชัญญะรู้ตัวเร็ว แทนที่จะไม่รู้ตัวก็รู้ตัวเร็ว ใครสัมผัสเล็กน้อยก็รู้ตัวทันที แต่ว่าจิตไม่เคลื่อนจากอารมณ์ที่ตั้งไว้ อารมณ์ที่ตั้งไว้นั้นก็หมายความว่า การตั้งใจรู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก เราจะไม่ทิ้งอารมณ์นี้ เสียงจะมากระทบกระทั่งก็ดี หรือว่าอาการต่างๆ วัตถุมากระทบกระทั่งก็ตาม จิตใจของเราไม่ยอมทิ้งลมหายใจเข้าออก อย่างนี้ชื่อว่าเป็นสมาธิใน อานาปานุสสติ

   คำภาวนา

   ต่อไปก็เป็นคำภาวนา สำหรับคำภาวนา นี้ในตอนต้นๆคงจะสอนคำภาวนากันอย่างเดียว บางท่านก็ใช้คำภาวนาว่า พุทโธ บ้าง สัมมาอรหัง บ้าง อย่างนี้เป็นต้น บางสำนักก็ใช้ อิติสุคโต รวมความว่าในตอนต้นจะใช้อะไรก็ได้ ยังไม่หมายถึงกองโดยเฉพาะ ยังไม่เป็นกรรมฐานจำกัดกอง เป็นแต่เพียงว่า

   1.รู้ลมหายใจเข้าออก

   2.รู้คำภาวนา

  ถ้าใช้คำภาวนาว่า “พุทโธ” เวลาหายใจเข้านึกว่า “พุท” เวลาหายใจออกนึกว่า “โธ” อย่างนี้ใช้ได้ นี่ในระยะต้นเหมือนกันหมด

   พิจารณาไตรลักษณ์

   แต่ว่าวิธีปฏิบัติจริงๆในสำนักเก่าๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา ก่อนที่ทุกคนจะภาวนา อันดับแรกให้รู้ลมหายใจเข้าออกก่อน เมื่อรู้ลมหายใจเข้าออก พอสบาย จิตเป็นสุข ก็ให้ใคร่ครวญถึงวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณตอนแรกก็สอนแบบง่ายๆ คือการใช้ ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์ก็ดี สัตว์ก็ดี วัตถุธาตุก็ตาม ทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง ที่ว่าไม่เที่ยงเพราะ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความเสื่อมในท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด เหมือนกันหมด ในเมื่ออาการ ไม่เที่ยง ปรากฏขึ้น เราคิดว่าเที่ยง เราต้องการให้เที่ยง ในเมื่อมันไม่เที่ยงตามใจชอบ อารมณ์ใจเราก็มี ทุกข์ เราจะดึงทุกข์ไว้นานขนาดไหนก็ตาม มันไม่ยอมทรงตัวตาม ในที่สุดก็ อนัตตา สลายตัว โดยมากท่านจะแนะนำสอนแบบนี้กันก่อน แล้วจึงจะให้ภาวนา เพราะว่าการเริ่มต้นด้วยวิปัสสนาญาณ เวลาจิตเป็นสมาธิก็เป็นในวิปัสสนาญาณไปด้วยเสร็จ ถือว่าเป็นการทรงตัวด้วย ตัดกิเลสด้วย

   คุณประโยชน์ของพรหมวิหาร 4

   แต่ว่าสำหรับวันนี้ จะขอนำเอาคุณธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา มาเป็นพื้นฐานรองรับให้ทรงตัว สำหรับศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ถ้ามีคุณธรรม 4 ประการนี้ประจำใจ ทุกอย่างจะได้ครบถ้วนหมด

   นั่นคือ พรหมวิหาร 4 เป็นกรรมฐานกองหนึ่งใน 40 กอง (กรรมฐาน 40) พรหมวิหาร 4 ถ้าเราทรงได้

   ศีล ทุกสิกขาบทไม่ขาด แล้ว

   สมาธิจะทรงตัวดี

   ปัญญา ที่จะพิจารณาวิปัสสนาญาณจะมีสภาพแจ่มใสมาก เรียกว่าดีทุกอย่าง

   พรหมวิหาร 4 มีอะไรบ้าง

   1.เมตตา ความรัก

   2.กรุณา ความสงสาร

   3.มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นคนอื่นได้ดี พลอยยินดีด้วย

   4.อุเบกขา วางเฉย

   ทั้ง 4 อย่างนี้ ถ้ามีประจำใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้ามีพรหมวิหาร 4 อย่างอ่อน ก็จะสามารถทรงศีลให้บริสุทธิ์ ถ้ามีพรหมวิหาร 4 อย่างกลาง ก็สามารถทรงฌานได้ทุกขั้น ถ้ามีพรหมวิหาร 4 ขั้นสูงสุด ก็สามารถตัดกิเลสได้ทั้งหมด เป็นกำลังของวิปัสสนาญาณ

   คุณประโยชน์ของเมตตา

   พรหมวิหาร 4 ข้อต้น คือ เมตตา ความรัก ขอพูดสั้นๆ เมตตา ความรัก ให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่าเรามีความรู้สึกอย่างไรในบุคคลอื่น นั่นก็คือว่าเรามีความต้องการ

   1.ไม่ต้องการให้ใครมาทำร้าย ไม่ต้องการให้ใครเขามาฆ่า

   ประการที่ 2 ทรัพย์สินเรามี ไม่ต้องการให้ใครมายื้อแย่งทรัพย์สินของเรา

   ประการที่ 3 เรามีสามีภรรยา ไม่ต้องการให้ใครมาแย่งความรักของเรา

   ประการที่ 4 วาจาทุกวาจา เราต้องการวาจาตามความเป็นจริง ไม่ต้องการการโกหกมดเท็จ

   ประการที่ 5 เราต้องการเป็นคนปกติ นั่นก็หมายความว่าไม่เป็นโรคประสาท โรคบ้า

  

 

   รวมความว่า เมื่อเรามีเมตตา ความรัก เราก็ไม่ก่อเหตุวุ่นวายแก่คนอื่น มีความรู้สึกว่า เรามีความต้องการอย่างไร เขาก็ต้องการอย่างนั้น ในเมื่อเราไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเรา เราก็ไม่ทำร้ายร่างกายคนอื่น มีความรู้สึกว่า คนอื่นมีความต้องการเหมือนเรา

   ประการที่สอง เมตตา ความรักถ้ามีอยู่ ก็ไม่ยื้อแย่งสมบัติของใคร เพราะเรารักเขา เราไม่สามารถทำลายเขาได้

   ประการที่สาม ถ้าความรักมีอยู่ ก็แย่งคนรักของคนอื่นไม่ได้ เรารักเขา เราไม่กลั่นแกล้งเขา

   ประการที่สี่ ในเมื่อเรารักเขา เราก็ไม่โกหกมดเท็จ เป็นต้น เอาแค่สี่ข้อ

   รวมความว่า เมตตา ความรัก ให้มีความรู้สึกว่า เรามีความต้องการอย่างไร เขาก็ต้องการอย่างนั้น เรามีความรักตัว รักทรัพย์สินของเราขนาดไหน เขาก็รักขนาดนั้น เราจะไม่ฝืน นอกขากจะสร้างความเป็นมิตร

 

   แผ่เมตตาไปในจักรวาลทั้งหมด

   ทีนี้เวลาจะเจริญพระกรรมฐาน ท่านให้ใช้พรหมวิหาร 4 เป็นเบื้องต้น มีความสำคัญมาก อันดับแรก ให้แผ่เมตตาไปในจักรวาลทั้งหมด หมายความว่า โลกนี้ทั้งโลก จะมีใครอยู่ที่ไหนก็ตาม คนก็ตาม สัตว์ก็ตาม จะอยู่ที่ใดก็ตาม เรามีความรู้สึกว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั้งโลก เราจะไม่เป็นศัตรูกับใคร นี่คือข้อแรก

   ข้อที่ 2 กรุณา ความสงสาร เรามีความสงสาร ปรารถนาจะสงเคราะห์คนและสัตว์ทั้งโลกให้มีความสุขตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ แต่ถ้าบังเอิญทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องใช้ พรหมวิหารข้อ 4 คือ อุเบกขา โอกาสที่จะช่วยมี แต่ทรัพย์สินมีไม่พอที่จะช่วยได้ ก็วางเฉยไว้ก่อน ไม่ซ้ำเติม

   ข้อที่ 3 มุทิตา มีจิตอ่อนโยน คือมีอารมณ์ไม่อิจฉา ริษยาใคร เห็นใครได้ดีก็พลอยยินดีด้วย จิตเป็นสุข

   ข้อที่ 4 อุเบกขา วางเฉย หมายความว่า ถ้าเห็นบุคคลใด มีความทุกข์ ทุกข์ทางใจก็ดี ทุกข์ในด้านทรัพย์สินก็ตาม ถ้าโอกาสที่จะพึงช่วย ช่วยไม่ได้แต่อยากจะช่วย เมตตามี กรุณามี อยากจะช่วยให้เขามีความสุข อยากจะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ แต่โอกาสที่จะช่วยมันไม่มี เราก็วางเฉยไว้ ไม่ซ้ำเติม รวมความว่า ก่อนที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกคนจะเจริญกรรมฐาน ให้ใช้อารมณ์ใจทรงพรหมวิหาร 4 ไว้ก่อน ทุกคนนะ

   แล้วทุกครั้งที่เราทำ ตั้งความรู้สึกว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงนิพพาน เราจะไม่เป็นศัตรูกับใครทั้งหมด นี่เขาคิดตามนี้นะ เราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั้งโลก

   ประการที่ 2 ถ้าบุคคลใดมีความทุกข์ คนก็ตาม สัตว์ก็ตาม เราจะช่วยให้เขามีความสุข ตามกำลังที่เราพึงจะทำได้ ถ้าบังเอิญเราทำไม่ได้ก็ใช้อุเบกขา วางเฉยไว้ก่อน ไม่ซ้ำเติม

   ข้อต่อไปเหลือข้อที่ 3 ข้อเดียวคือ มุทิตา ถ้าใครดี เราก็พลอยยินดีด้วย ไม่อิจฉาริษยาเขา

   ถ้าจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททรงอย่างนี้เฉพาะก่อนหน้าเวลาภาวนา จิตใจจะเป็นสุข อารมณ์จะเป็นสุขมาก เมื่อจิตใจเป็นสุข มีอารมณ์เยือกเย็น ฌานก็เกิดง่าย

 

 

คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือน เมษายน 2560

หน้า 51-55

 

 

#แอดมิน

 

   

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view