.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

พิจารณาความดีของพระรัตนตรัย

พิจารณาความดีของพระรัตนตรัย

การพิจารณาความดีของพระรัตนตรัย

   อานาปานุสสติกรรมฐาน

   มหาสติปัฏฐานสูตร ขึ้นเป็นบาทต้นในการเจริญมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าสอนให้บรรดาท่านพุทธบริษัทกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

   เวลาหายใจเข้า รู้อยู่ว่าหายใจเข้า

   เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่าหายใจออก

   หายใจเข้าสั้นหรือยาว ก็รู้อยู่ว่าหายใจเข้าสั้นหรือยาว

   หายใจออกสั้นหรือยาว ก็รู้อยู่ว่าหายใจออกสั้นหรือยาว

   ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะต้องการให้พุทธบริษัททั้งหลายคุมอารมณ์อยู่เฉพาะที่ลมหายใจ ถ้าเรารู้ตามนั้นเป็นปกติ แสดงว่าจิตของเราเป็นสมาธิ เรียกว่า อานาปานุสสติกรรมฐาน และ อานาปานุสสติกรรมฐานนี่ เป็นกรรมฐานที่ควบคุมอารมณ์ของใจ ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปสู่อารมณ์อื่น ขณะที่จิตใจมันฟุ้งซ่านไปสู่อารมณ์อื่น เราใช้อานาปานุสสติกรรมฐาน โดยไม่ต้องภาวนาอะไรทั้งหมด เพื่อเป็นการกดอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่าน ให้ทรงสติ

   นี่การที่องค์สมเด็จพระบรมครูสอนอย่างนี้ ก็เพราะว่าเข้าใจจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทดี ว่ายังไม่สามารถจะคุมอารมณ์ให้อยู่ได้เป็นปกติ ฉะนั้นหากว่า บรรดาท่านพุทธบริษัทมีความประสงค์จะปฏิบัติตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะทรงศีลให้บริสุทธิ์ เราจะเข้าถึงไตรสรณคมน์ทั้ง 3 ประการ ทุกวันในยามเช้า หรือทุกวันก่อนเข้านอน เราก็ตั้งใจไว้เสมอว่านับแต่บัดนี้นี้เป็นต้นไป เราจะไม่ปรามาสในคุณพระรัตนตรัย คือ ยอมรับนับถือความดีของพระพุทธเจ้า ของพระธรรมและของพระสงฆ์

   ความจริงเราอย่าไปถือเนื้อหนังเป็นสำคัญ ไอ้เนื้อหนังนี่มันไม่ทรงกายอยู่ได้นาน เกิดขึ้น แล้วก็แก่ แล้วก็ป่วยแล้วก็ตายในที่สุด ทีนี้ การจะเข้าถึงพระพุทธเจ้าจริง คือ เข้าถึงความดีของท่าน ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

   “บุคคลใดเห็นธรรม บุคคลนั้นชื่อว่าเห็นตถาคต”

ความเป็นพระพุทธเจ้ามาจากธรรมะ ไม่ใช่มาจากเนื้อหนัง ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นขึ้นมาได้เพราะอาศัยเนื้อหนัง พระพุทธเจ้าพอออกจากครรภ์ของพระมารดาใหม่ๆ ก็ไม่ต้องไปแสวงหา โมกธรรม คือธรรมเป็นเครื่องพ้น

   นี่ที่องค์สมเด็จพระทศพลต้องไปค้นคว้าทำถึง 6 ปี ก็อาศัยว่าเนื้อหนังนี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่ความดี แล้วบรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาจะนับถือพระ ก็ให้นับถือเฉพาะจุดของความดี อย่าไปถือเนื้อถือหนังเป็นสำคัญ

   ทีนี้ถ้าหากอารมณ์ใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทฟุ้งซ่าน นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม และพระสงฆ์ มันทรงอยู่ไม่ได้ ก็ให้ละอารมณ์นั้นเสีย

มาจับอานาปานุสสติกรรมฐาน ควบคุมกำลังใจให้อยู่เป็นปกติ

 

   พิจารณาความดีของพระรัตนตรัย

   และเมื่อควบคุมอารมณ์ใจอยู่ได้แบบสบายแล้ว ก็มานั่งนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีมหากรุณาธิคุณกับเรามาก ในฐานะที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์แล้ว ถ้าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วมีความประสงค์จะมีความสุขเฉพาะพระองค์ พระองค์ก็ไม่ต้องเดินมาสอนพวกเรา พระองค์ก็มีความสุข นี่พระองค์ต้องมาทรมานร่างกายถึง 45 พรรษา ก็เพราะว่าองค์สมเด็จพระบรมศาสดามีพระมหากรุณาธิคุณในเรา ต้องการให้พวกเรามีความสุข ฉะนั้นจึงได้นำธรรมทั้ง 3 ประการ ตามที่กล่าวมาแล้วว่า ท่านทั้งหลายจงละความชั่วทั้งหมด และประพฤติแต่ความดี ทำอารมณ์ใจให้ผ่องใส นี่ถ้าเรามีความเคารพในองค์สมเด็จพระจอมไตรจริงๆ ก็ต้องปฏิบัติตามนี้ และสำหรับพระสงฆ์นั้นก็รับบัญชามาจากพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงแนะนำอย่างนั้น พระสงฆ์ก็มาปฏิบัติตาม

   คือว่าคำแนะนำสั่งสอน บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ตาม อย่างนี้ชื่อว่าเรามีความเคารพจริง และก็ชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัยทั้ง 3 ประการ เข้าถึงสรณคมน์ 3 เป็นจุดหนึ่งของความเป็นพระโสดาบัน

   ทีนี้หากว่าเราจะใช้กรรมฐานปกติ พูดแบบนี้มันยุ่งเกินไป เราจะหาวิธีใหม่ให้สั้นเข้ามาหรือจำง่ายๆ อยู่ที่นี่ก็ดี กลับไปบ้านก็ดี ยามกลางวันก็ตาม กลางคืนก็ตาม จะเดินไปไหนมาไหนก็ตาม ก็ตั้งใจคิดถึง พุทธานุสสติ นึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ที่เราภาวนาว่า “พุทโธ”  ธัมมานุสสติ นึกถึงคุณของพระธรรม  เป็นอารมณ์ที่ภาวนาว่า “ธัมโม” สังฆานุสสติ นึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์ภาวนาว่า “สังโฆ”

   เราจะจับแต่เฉพาะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หรือว่าเพื่อความแน่ใจ ไม่มั่นใจว่าจับอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วอีก 2 อย่างจะเข้ามาไม่ถึง

   ก็นึกในใจว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เรื่อยๆไปก็ได้ ทำให้อารมณ์ชักชิน อารมณ์จิตมันชิน อารมณ์มันก็จะทรงอยู่ได้ ที่เราเรียกกันว่า กำลังฌาน จิตใจก็จะมีความสบาย จิตใจไม่คลายจากความดี ขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

   ถ้าอารมณ์ใจของเราฟุ้งซ่าน ไม่สามารถจะทรงอารมณ์อย่างนี้ได้เป็นปกติ เราก็ทิ้งคำภาวนาเสีย แล้วก็ จับอานาปานุสสติ คือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ให้อารมณ์จิตมันทรงตัว ถ้าอารมณ์จิตมันทรงตัวดีแล้ว ก็จับคำภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นปกติ อย่างนี้ถ้าจิตเราชิน อยู่ว่างๆ มันก็ว่างจากกิจการงานจากธุระอื่น อารมณ์มันก็จับอยู่เฉพาะคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นปกติ อย่างนี้ชื่อว่าเราเข้าถึงสรณคมน์ อย่างแน่นอนแล้ว ตรงนี้องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่า คนที่เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันได้ ก็ต้องมีศีล 5 บริสุทธิ์

   ทีนี้ศีล 5 บริสุทธิ์นี่ ถ้าเรานึกๆ ไปจริงๆควบคุมมันไม่ไหว องค์สมเด็จพระจอมไตรให้ถือว่ามี เมตตาพรหมวิหาร เป็นสำคัญ ถ้าเรามีเมตตาเสียอย่างเดียว ศีล 5 ไม่ขาด ไม่ต้องไประวังในศีล 5 เพราะว่าคนที่ทำลายศีล 5 ก็คือเป็นคนไม่มีเมตตา คนที่ฆ่าชาวบ้านหรือฆ่าสัตว์ได้ก็เป็นเพราะว่าไม่มีเมตตา คนที่ลักขโมยเขาได้ก็เพราะขาดเมตตา ถ้าเรารักเขาจริงๆแล้ว เราเมตตาปรานี เราก็ลักขโมยเขาไม่ได้ คนที่ทำ กาเมสุมิจฉาจาร ก็เพราะขาดเมตตาในคนที่เราปกครองกันอยู่ พยายามละเมิดจิตใจเขา คนที่จะโกหกมดเท็จได้ ก็เพราะขาดเมตตาความรัก เราจะดื่มสุราเมรัยได้ ก็เพราะขาดเมตตา ความรักทั้งตัวเอง และก็ความรักในบุคคลที่ร่วมกัน  คือว่าสุราเมรัยเป็นเหตุทำลายจิตใจให้คลาดเคลื่อนไปจากอารมณ์ดี มีความมึนเมา มีความประมาท สามารถจะสร้าง ทำความชั่วอะไรก็ได้

   สีลานุสสติกรรมฐาน

   ทีนี้ การจะทรงศีล 5 มาได้ดี ถ้าทำอย่างอื่น มันไม่สามารถจะทรงอยู่ได้ ก็ให้เจริญ สีลานุสสติกรรมฐาน นึกถึงความดีของศีลเป็นอารมณ์ นี่ถ้าเราพยายามทำอย่างนี้เป็นอารมณ์ปกติ ก่อนที่จะทำอย่างนี้ ก็จงคิดหาความจริงว่า เราเกิดมาแล้ว มันก็มีแก่ มีป่วยไข้ไม่สบาย แล้วก็ตาย ร่างกายนี่มันไม่ทรงตัว เราบังคับมันไม่ได้ ก็ชื่อว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ถ้าตายไปแล้วก็มีความเป็นไปได้ 2 ประการ กล่าวคือ ไม่ขึ้นสวรรค์ มันก็ลงนรก หรือไปเป็นพรหม หรือไปพระนิพพาน ผู้ที่จะไปก็คิดไว้ตามนี้ ถ้าเราสร้างความดี อย่างน้อยเราก็ไปสวรรค์ ถ้าจิตใจเป็นฌานเราก็ไปพรหมโลก ถ้าตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เราก็ไปพระนิพพาน

   ทีนี้อันดับขั้นต้นเราตั้งใจไว้แล้วว่า เราพบพระศาสนาขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร เราจะตัดอบายภูมิให้ได้ เกิดเป็นมนุษย์แล้วเราจะไม่กลับไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ทีนี้การที่จะป้องกันอบายภูมิได้ ต้องอาศัยจิตใจของเราเคารพอยู่ในศีล 5 ประการ

   ถ้าเกิดบรรดาท่านพุทธบริษัท มีความมั่นคงใน พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ แล้วก็มี สีลานุสสติ เป็นตัวปฏิบัติ หมายความว่า เรามีความประพฤติปฏิบัติ ในศีล 5 ครบถ้วน

   สีลานุสสติ แปลว่า การนึกถึงศีลเป็นปกติหรือเป็นอารมณ์ คอยระมัดระวังศีลเข้าไว้ ไม่ยอมปล่อยให้ศีลของเราสลายตัว ไม่ช้าจิตมันก็จะทรงอยู่เป็นอัตโนมัติ ไม่ทำลายศีล  

   เมื่ออารมณ์ของเราทั้งสองประการนี้ครบถ้วนแล้ว ก็นึกถึงความดีขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว นี่ท่านกล่าวว่า ถ้าเราปิดอบายภูมิได้แล้ว เราจะไปไหน ถ้าเราจะไปอยู่แค่ สวรรค์ ไม่ช้าหมดบุญวาสนาบารมี มันก็กลับมาเกิดใหม่ มันก็มีทุกข์แบบนี้ ถ้าเราจะไปพรหมโลก พอหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องกลับมาเกิดใหม่

 

   อุปสมานุสสติกรรมฐาน

   ทีนี้เราต้องการความสุขจริงๆ ในฐานะที่พบศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา เราจะไปไหน เราก็ไปพระนิพพาน พอใจสบายก็จับ อุปสมานุสสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ จิตจับกำหนดพระนิพพานเป็นอารมณ์ ภาวนาว่า “นิพพานัง”

   นี่ละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน วันนี้ที่ปรารภมาจนยาว ก็เพื่อเป็นการบอกให้บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายทรงทราบว่า ถ้าอารมณ์จิตมันฟุ้งซ่าน ก็ให้ใช้ อานาปานุสสติกรรมฐาน เข้าควบคุม คือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้า รู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่าหายใจออก อันนี้เป็น ตัวสติ ทีนี้ตัวสัมปชัญญะ ความจริงนึกไว้ประจำว่า รู้ลมหายใจนี่มันเป็นสติ แต่การรู้ด้วยสัมปชัญญะ ถ้ารู้เข้ารู้ออกอย่างเดียวจิตไม่ละเอียดพอ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้กำหนดต่อไปว่า ไอ้ลมหายใจเข้าสั้นหรือยาว ออกสั้นหรือยาวให้มันรู้ด้วย อย่างนี้ชื่อว่า จิตทรงสมาธิที่สูง คือ กำลังของฌาน ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิบัติได้ ก็จะสามารถป้องกันอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิตไว้ได้

   เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อาตมาพูดมากพูดมาย เลยเวลาเสียแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ให้ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา สวัสดี.

 

 

คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือน พฤษภาคม 2560

หน้า 34-38

 

 

 

#แอดมิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view