.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

อารมณ์พระโสดาบัน

อารมณ์พระโสดาบัน

อารมณ์พระโสดาบัน

  ผู้ถาม : บางวันนั่งสมาธิชั่วขณะหนึ่ง รู้สึกว่าเคารพพระรัตนตรัย ไม่กลัวความตาย มีศีล 5 แล้วสมาทานโดยบริสุทธิ์ อย่างนี้จะเรียกว่ามีอารมณ์พระโสดาบันหรือเปล่าครับ

   หลวงพ่อ : พระโสดาบันนี่ เขาไม่ใช่บางวัน บางเวลานะ เขาตลอดเวลานะ

   ผู้ถาม : นึกว่าจะเป็น “ขณิกโสดา”

   หลวงพ่อ : “ขณิก” แปลว่า “เล็กน้อย” ถ้าขณิกโสดา ก็มหานรก (นรกใหญ่) คิดอย่างนั้นไม่ถูก แต่ว่าอารมณ์เวลานั้น นี่พูดเฉพาะเวลานะ จิตบริสุทธิ์เฉพาะเวลา นี้ได้อยู่ มีจิตใจเคารพในพระรัตนตรัยจริง มั่นคงในศีล 5 จริง จิตไม่ห่วงอะไรทั้งหมด มุ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถือว่าเวลานั้นอารมณ์เข้าถึงพระโสดาบัน แต่ว่ายังทรงไม่ได้ อย่างพวกที่เขาได้ มโนมยิทธิ แล้วไปนั่งเล่นนอนเล่นบนนิพพาน เวลานั้นอารมณ์เท่าพระอรหันต์นะ

   ผู้ถาม : ครับ ! ทีนี้เข้าใจแล้วครับ เมื่อก่อนนี้ เข้าใจว่า การเป็นพระโสดาบันมันยาก เพราะคิดว่าพระอรหันต์กับพระโสดาบันเหมือนกัน

   หลวงพ่อ : ความจริง แม้แต่ฉันเองก็เหมือนกัน เมื่อตอนเรียนหนังสือฝ่ายธรรมะใหม่ๆ ไปเข้าใจอารมณ์พระโสดาบันว่าเป็นอารมณ์พระอรหันต์ เข้าใจอารมณ์พระอรหันต์ว่าเป็นพระโสดาบัน ตีตั๋วสูงเกินไป ก็คิดว่ากว่าจะเป็นพระโสดาบันได้คงไม่มีโอกาส แต่ความจริง เมื่อไปดูแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอนจริงๆ อันนี้ต้องดูตัวอย่างของคน

   คนที่ได้พระโสดาบันเขาทรงตัวอย่างไร จะไปดูพระไม่ได้นะ ต้องดูชาวบ้าน เพราะตามปกติพระต้องอยู่คนเดียวอยู่แล้ว แต่ชาวบ้านเขามีคู่ครอง ก็ต้องดูคนที่เขาเป็นพระโสดาบัน มีคู่ครองแล้วเขาต้องหย่าจากสามีภรรยาไหม และคนที่เขายังไม่มีคู่ครอง เขาเป็นพระโสดาบัน เขาแต่งงานหรือเปล่า ก็รวมความว่า คนที่เป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อมีคู่ครองก็ไม่ต้องหย่าขาดจากคู่ครอง คนที่ไม่แต่งงานก็แต่งงานได้ ก็ไม่เห็นมีอะไรยาก แถมคนไม่มีลูกก็มีลูกได้ แต่ไม่ใช่คนหาลูกไม่ได้ ไม่ใช่เป็นพระโสดาบันแล้วหาลูกไม่ได้ อย่าไปเหมาหมด

   เมื่อวานนี้มีคนมาขอลูก อยากจะมีลูก ถามว่าเมื่อไหร่จะมีลูก ฉันก็ตอบไม่ได้ ก็เป็นอันว่า พระโสดาบัน ก็เป็นชาวบ้านชั้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ว่าจิตอยู่ในขอบเขตของศีล 5 เท่านั้นเอง แต่ว่ามีอารมณ์ก้าวเข้าไปอีกนิด คือมีความรู้สึกว่า โลกมนุษย์มันเป็นทุกข์ เทวโลกและพรหมโลกพักทุกข์ชั่วคราว แล้วก็ต้องกลับมาเสวยทุกข์ใหม่ อารมณ์ของพระโสดาบันไม่ต้องการมนุษยโลก เทวโลกและพรหมโลก ต้องการจุดเดียวคือพระนิพพาน การทำความดีทุกอย่าง ทำดีน้อยทำดีมากก็ตาม ต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน ไม่ต้องการผลที่ตอบแทนในชาติปัจจุบัน เท่านี้ไม่ยาก ยากไหม?

   ผู้ถาม : พอสมควรครับ

   หลวงพ่อ : ก็สำคัญอยู่ศีล 5 กับอารมณ์ต้องการพระนิพพานเท่านั้นเอง ปกติก็เหมือนเดิมทุกอย่าง ทีนี้คนที่เขียนให้เราอ่านน่ะซิ ท่านว่าเตลิดเปิดเปิงไปเลย ขึ้นต้นก็สังโยชน์ สังโยชน์มี 10 พระโสดาบันกับพระสกิทาคามีตัดสังโยชน์ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส  พังเลย ! สักกายทิฏฐิตัวเดียวก็พัง

   คำว่า “ตัดสักกายทิฏฐิ” ก็ต้องไปดูตอนพระสารีบุตร แนะนำพระก่อนที่จะเข้าไปอยู่ป่า เมื่อพระไปเรียนพระกรรมฐานจากพระพุทธเจ้า เวลาเข้าป่า พระพุทธเจ้าก็ถามว่า

   “ไปลา พระสารีบุตร แล้วหรือยัง?” พระพุทธเจ้าท่านทรงทราบว่า พระสารีบุตร จะสอนว่ายังไง

   พระก็บอกว่ายัง “ถ้ายังนั้นก็ไปลาพระสารีบุตรก่อน”

   เมื่อพระไปถึง พระสารีบุตรก็อธิบายถึงวิธีปฏิบัติพอสมควร ส่วนมาก พระสารีบุตร ท่านสอน ท่านมุ่งจุดเดียวคือ อรหันต์ พระก็เลยถามว่า

   “เมื่อผมเป็นปุถุชนอยู่ ผมต้องการเป็นพระโสดาบัน ผมจะทำยังไง?”

   ท่านก็บอกว่า “ตัด สักกายทิฏฐิ คือ ขันธ์ 5 เห็นว่ารูป เวทนา สัญญาณ สังขาร วิญญาณ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา ถ้าคุณตัดได้แบบเบาๆ คุณก็เป็นพระโสดาบัน”

   ทีนี้พระท่านก็ถามต่อไปว่า “เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว ต้องการจะเป็นพระสกิทาคามีจะทำยังไง?”

   ท่านก็บอกว่า “พิจารณาแบบนั้นแหละ จิตละเอียดไปอีกหน่อยก็เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี ตัดได้หมดก็เป็นพระอรหันต์”

   พูดไปก็ซ้ำ พระพวกนั้นท่านก็ดี ท่านถามข้อที่ 5 ถามว่า “เป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องทำอะไรเลยใช่ไหม?”

   นี่มีมุม ขี้เกียจ พระสารีบุตรบอก

   “ไม่ใช่ พระอรหันต์ทำมากกว่า เพราะทำเพื่อให้จิตเป็นสุข”

   คือว่า อรหันต์ท่านขยันมากกว่าคนที่ยังไม่ได้ ต้องใคร่ครวญไว้เสมอเพื่อจิตสบาย และไอ้ขันธ์ 5 นี่มันก็ไม่มีการทรงตัว ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์แล้วไม่ปวดท้องปวดขี้ ไม่มีเวทนา ทุกขเวทนา ยังมีทุกอย่าง แต่ว่าท่านเข้าใจว่า

   “ไอ้เวทนาพวกนี้ เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย ยังเมื่อยังมีร่างกายอยู่ ยังหนีไอ้นี่ไม่พ้น ถ้ามันจะเกิดขึ้น มันเกิดกับร่างกาย ไม่เกิดกับใจ ใจยอมรับนับถือมัน ถ้าหากว่า ไม่มีร่างกาย ความเป็นรังของโรคมันก็ไม่มี ถ้ามีร่างกายเพียงใด ก็ต้องมีโรคเพียงนั้น ถือว่าเป็นกฎธรรมดาของมัน จิตก็เป็นสุข”

 

 

 

คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560 หน้า 79-81

 

 

 

#แอดมิน

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view