.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

คำสอนบ้านสายลม

คำสอนบ้านสายลม

คำสอนบ้านซอยสายลม

   ญาติโยมทั้งหลาย วันนี้ก็เป็นวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ วันนี้ป่วยนะ ใครจะแบ่งไข้ไปบ้างมีไหม จะแจกให้นะ มีไหม รับโดยดุษณีภาพ (หัวเราะ) เมื่อวานเดินทางมาก็เป็นไข้พอดี

   วันนี้เป็นต้นของเดือนนี้ ก็ขอแนะนำบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทแบบเบาๆ เพราะว่าการเจริญพระกรรมฐานนี่จริงๆแล้ว ปฏิบัติไม่ยาก ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ปฏิบัติก็ไม่หนัก อาศัยความเข้าใจเป็นสำคัญ ความเข้าใจก็คือปัญญา

   อานาปานุสสติ  

   วิธีปฏิบัติตอนต้น พระพุทธเจ้าแนะนำให้ทุกคนใช้อานาปานุสสติ เพราะคำว่าอานาปานุสสติก็คือลมหายใจเข้าออก

   อันดับแรก ให้รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าก็ทราบ ลมหายใจออกก็ทราบ ถ้าลมหายใจเข้ายาวหรือสั้น ลมหายใจออกยาวหรือสั้นเราก็ทราบ  

   การรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ หรืออีกนัยหนึ่งก็เรียกว่า เป็นการทรงสมาธิในอานาปานุสสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้ลมหายใจเข้า มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าจิตใจของท่านทั้งหลายย่อมมีความฟุ้งซ่านเป็นปกติ

   การรู้ลมหายใจแก้ฟุ้งซ่าน

   การแก้การฟุ้งซ่านของกำลังใจก็คือ ลมหายใจเข้าออก ขณะใดที่รู้ลมหายใจเข้าออก ขณะนั้นชื่อว่าจิตเป็นสมาธิ เขาเรียกว่า สมาธิในอานาปานุสสติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอานาปานุสสติ ถ้าทำได้คล่องตัวจริงๆ ทุกคนจะเข้าฌานออกฌานได้ ตามปกติตามความต้องการ นั่นก็หมายความว่า เรานั่งอยู่ เราพูดอยู่เวลานี้ เราต้องการเข้าฌานเวลานั้น เราต้องการออกฌานเวลานั้น การเข้าฌานออกฌานจะเป็นไปตามความต้องการของเรา

   แต่บางองค์เขาจะฝึกแบบนี้คือ เอาชอล์คหรือเอาสีขีดไว้ ถ้าเดินไปถึงตรงนี้เราจะเข้าฌาน พอถึงตรงนั้นปั๊บ จิตจะเข้าถึงฌานทันทีทันใด กำลังของอานาปานุสสติสามารถบังคับใจได้

   ทีนี้วิธีปฏิบัติอานาปานุสสติจริงๆ ขอให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกคน พยายามรู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก อันนี้เวลาจะปฏิบัติจะนั่งหรือจะยืนจะเดินหรือจะนอนก็ได้ทั้งหมด นั่งยืนเดินนอนก็ปฏิบัติได้

   การนั่งก็เหมือนกันไม่บังคับว่าต้องนั่งขัดสมาธิ ต้องนั่งพับเพียบ ถ้าเราอยู่ในกลุ่มมากๆ ก็มีความจำเป็น เพราะว่าคนมากด้วยกัน จะนั่งเหยียดขาน่ะเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องนั่งขัดสมาธิบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง

   ถ้าเวลาที่ภาวนาอยู่ หรือพิจารณาก็ตาม รู้ลมหายใจเข้าออกอยู่ เวลานั้นถ้ามันปวดมันเมื่อยขึ้นมา ก็พลิกซ้ายพลิกขวาได้ เปลี่ยนได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราอยู่ที่บ้าน การนั่งก็ไม่จำกัด นั่งแบบไหนมีความสุขก็นั่งแบบนั้น นั่งขัดสมาธิ เราชอบใจขัดสมาธิ เราก็นั่งขัดสมาธิ ถ้านั่งขัดสมาธิไปนานๆมันเกิดปวด เมื่อย อยากจะนั่งพับเพียบก็นั่งพับเพียบได้

   ถ้าขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบไม่ไหว อยากจะเหยียดขาก็เหยียดได้ นั่งเก้าอี้ห้อยขาก็ได้ตามชอบใจ นี่พูดถึงการนั่ง

   การนอนก็เหมือนกัน จะนอนตะแคงซ้าย จะนอนตะคงขวา นอนหงายอย่างไรก็ได้ ถ้าร่างกายสบายแบบไหนก็ทำแบบนั้น และถ้าถามว่า การนั่งยืนเดินนอนมีผลต่างกันไหม ก็ต้องขอตอบว่าผลไม่ต่างกัน จะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนอนก็ได้ ทั้ง 4 อิริยาบถ ทั้ง 4 อย่างนี้ กำลังใจย่อมเข้าถึงฌานเหมือนกัน แต่ว่าถ้ากรรมฐานกองไหนได้จากการเดินที่เราเรียกกันว่า จงกรม กรรมฐานที่ได้จากการเดินจะไม่เสื่อม

   คำว่า จงกรม ทำอย่างไร ก็ขอตอบว่า ทีแรกก็เดินช้าๆ ให้สติสัมปชัญญะมันทรงตัว คำภาวนาพร้อมไปกับการเดิน ต่อไปถ้ามีการคล่องตัวก็พยายามเดินแบบปกติ เคยเดินแบบไหนก็เดินแบบนั้น

การฝึกการเดินก็หมายความว่าท่านมีความต้องการให้ขณะที่เราเดินอยู่เราสามารถจะทรงสติสัมปชัญญะได้สมบูรณ์ในเวลาเดิน ถ้ากรรมฐานกองไหนได้จากการเดินกองนั้นไม่มีทางเสื่อม ทีนี้ถ้าถามถึงฌานสมาบัติล่ะ ฌานสมาบัติจริงๆ มันได้ทุกอิริยาบถ เดินก็ได้ ยืนก็ได้ นอนก็ได้ นั่งก็ได้

   กรรมฐานก่อนนอนมีความสำคัญ

   แต่ทว่าสำหรับนักปฏิบัติที่มีความฉลาด ต้องการผลหรือหลักในการปฏิบัติจริงๆ ยามปกติเราจะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ แต่เวลาสุดท้ายภายหลังเวลาที่จะนอนจริงๆก่อนจะหลับ เวลานั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนอย่าทิ้งกรรมฐาน ขณะที่นอนศีรษะถึงหมอนแล้ว ให้ใช้คำภาวนาหรือพิจาณาก็ได้ ตามชอบใจ

   ถ้าเราจะรู้ลมหายใจเข้าออก ก็พยายามรู้ลมหายใจเข้าออกโดยเฉพาะ อย่าส่งจิตไปที่อื่น คำว่าอย่าส่งจิตไปที่อื่นนี้ เราคุมกันได้นะ แต่ว่าการทำจริงมันไม่ได้ อารมณ์เริ่มเป็นของฟุ้งซ่านเป็นของธรรมดา

   ทีนี้ถ้าบังเอิญอารมณ์ฟุ้งซ่านออกนอกลู่นอกทาง ในเมื่อเราระลึกได้ ก็หันไปจับลมหายใจเข้าออกใหม่ หายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก

 

 

   คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือน กรกฎาคม 2559

   หน้า 26-29

 

 

   #แอดมิน 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view