.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ทุกคนต้องมีศรัทธา

ทุกคนต้องมีศรัทธา

ทุกคนต้องมีศรัทธา

   มโนมยิทธิ เป็นเรื่องของอภิญญา ก็ไม่ขออธิบาย เพราะรู้มาแล้ว วิธีปฏิบัติจริงๆทุกคนต้องมีศรัทธา ศรัทธาคือ ความเชื่อ ถ้าขาดศรัทธาจริงจัง จะไม่มีผลในการปฏิบัติ ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัทที่หวังในการปฏิบัติ ถ้าไม่มี ศรัทธา แล้ว จงอย่าฝืนทำ ทำแล้วก็ไร้ประโยชน์ เมื่อยเปล่าๆใช่ไหมคุณ สามพันกิโลเมตรมีศรัทธาไหม ไม่มีไม่มาตั้งสามพันกิโลเมตรหรอก สามพันไมล์หรอ โอ้โฮ! เดินมาได้อย่างไร

   อันดับแรกต้องมี ศรัทธา ก่อนในพระพุทธศาสนา ศรัทธา คือ ความเชื่อในพระพุทธเจ้า นี่ขอทุกคนตั้งใจตามนี้นะ

  

 

   ทุกคนต้องมีศีลบริสุทธิ์

   แล้วประการที่สอง ต้องมี ศีล บริสุทธิ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์ สมาธิไม่เกิด แต่ว่าเรื่อง ศีล นี่ก็เป็นธรรมดาของบรรดาท่านพุทธบริษัทที่ยังไม่เป็นพระโสดาบัน ยังต้องมีความบกพร่องอยู่บ้าง ฉะนั้นก่อนที่จะเจริญกรรมฐาน ให้ตั้งใจสมาทานศีลด้วยความเคารพ ก่อนหน้านี้อาจบกพร่อง ในเมื่อสมาทานศีลแล้ว แล้วก็มีความเคารพในศีล ถือว่าเป็นผู้มีศีล ถือว่าศีลบริสุทธิ์ในขณะนี้ใช้ได้

  

 

   ทุกคนต้องมีสมาธิ

   ประการต่อไป ก็ต้องมี สมาธิ คำว่า สมาธิ แปลว่า “ความตั้งใจ” ให้ตั้งใจไว้ โดยเฉพาะ ครูแนะนำว่า ภาวนาอย่างไร ให้ตั้งใจภาวนาแบบนั้น กำหนดรู้ลมหายใจแบบไหน กำหนดตามนั้น ในขณะที่ภาวนาอยู่ก็ดี ในตอนนั้น จงอย่าอยากรู้อยากเห็นอะไรเป็นอันขาด ถ้าอยากรู้อยากเห็นในเวลานั้น ถือว่าจิตฟุ้งซ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า สมาธิ หรือตามที่เขาเรียก “สมถภาวนา” สมาธิตัวนี้จะเกิดได้ เพราะการระงับความชั่วของจิต 5 อย่าง

  

 

   ต้องระงับความชั่วของจิต 5 อย่าง

   ในขณะที่เราปฏิบัติ เรื่องความชั่วของจิต 5 อย่างนี่ ตามปกติมันมีอยู่กับทุกคน ก่อนเจริญสมาธิก็เป็นเรื่องของมัน เลิกแล้วมีก็เป็นเรื่องของมัน เพราะว่าความชั่ว 5 อย่างนี้ สองข้อแรกจะตัดได้จริงๆก็ต่อเมื่อเป็นพระอนาคามี อีกสามข้อหลังจะตัดได้จริงๆเมื่อเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้นเมื่อยังไม่เป็นพระอนาคามีก็ดี ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ดี เราก็เอาเพียงแค่ระงับชั่วคราวเฉพาะเวลาที่ปฏิบัติ

   การระงับชั่วคราว ถ้าทำบ่อยๆก็เกิดมีความชิน สามารถบังคับระงับได้ตามความต้องการ แต่ไม่ใช่ทั้งวัน

 

   นิวรณ์แปลว่าอะไร

   ความชั่วของจิต 5 อย่าง ตามภาษาบาลีเรียกว่า “นิวรณ์” คำว่า นิวรณ์ นี่ในหลักสูตรนักธรรมโท แปลว่า คุณชาติกั้นความดี แต่ว่าในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นกิเลสหยาบที่ทำให้ปัญญาถอยหลัง นั่นก็หมายความว่า ขณะที่เราเจริญสมาธิ ถ้าปล่อยให้ความชั่ว 5 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งเข้าสิงใจในเวลานั้น เราก็เป็นคนไร้ปัญญา การเจริญกรรมฐานจริงๆก็ต้อง

   1.มีศรัทธา

   2.มีศีล

   3.มีสมาธิ

   4.มีปัญญา

   นิวรณ์ 5 ประการ

   ถ้าเราเป็นคนไร้ปัญญาเสียอย่างเดียว ผลทุกอย่างจะไม่เกิด นี่ความชั่วของจิต 5 อย่าง ก็ขอยืนยันให้ทราบก็คือ

   1.ความชั่วที่เรียกว่า “กามฉันทะ” ท่านแปลว่า มีความต้องการในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

   2.อารมณ์ไม่พอใจ

   3.ความง่วง

   4.อารมณ์ฟุ้งซ่านเกินไป

   5.สงสัยในผลของการปฏิบัติ

   และเวลาที่เราปฏิบัติจริงๆ วิธีระงับก็คือ ไม่นึกถึงมันเลย นึกถึงมันแต่เพราะลมหายใจเข้าออกกับคำภาวนา ในเมื่อจิต ถ้ามันสามารถระงับนิวรณ์ 5 ประการได้เมื่อไร ขณะนั้นจิตเป็นฌานทันที ถ้าจิตเป็นฌานสมาบัติ ปัญญาก็เกิด ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ เป็นปัญญาตัวตัดกิเลส

 

   ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ

   ปัญญา ตัวนี้จะมีความรู้สึกว่า การเกิดในโลกมนุษย์นี่มันเต็มไปด้วยความทุกข์ การประกอบกิจการงานก็เต็มไปด้วยความทุกข์ การป่วยไข้ไม่สบายก็เป็นความทุกข์ ความแก่เข้ามาครอบงำก็เป็นความทุกข์ ความปรารถนาไม่สมหวังก็เป็นความทุกข์ ความตายเข้ามาถึงก็เป็นความทุกข์ ถ้าเรายังหวังเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปในโลกมนุษย์นี้ ชาติไหนก็ตาม ความทุกข์อย่างนี้จะครอบงำเราเป็นปกติ

   ปัญญา ตัวนี้เกิดขึ้นก็คิดว่า เราไม่ควรเกิดในโลกมนุษย์นี้ต่อไปเพราะมันทุกข์ และปัญญาตัวเกิดจากสมาธิไม่ยับยั้งแค่นี้ เพราะกำลังสูง ปัญญา ก็ใช้ต่อว่าการเกิดเป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี สภาพเป็นทิพย์ มีความปรารถนาสมหวังทุกอย่าง แต่ทว่าเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี ไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ไม่ป่วยไข้ไม่สบาย การเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่มี ความปรารถนาสมหวัง แต่ถ้าหมดบุญวาสนาบารมี ก็ต้องจุติ คือพ้นจากความเป็นเทวดาหรือพรหมลงมาเกิดใหม่เป็นคนอีก

   ฉะนั้น ตัวปัญญา ตัวนี้จึงเห็นว่า การเกิดเป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี ไม่ควรสำหรับเรา เพราะไม่พ้นทุกข์ จิตใจยังมีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ดินแดนพระนิพพาน เป็นแดนที่มีความสุข หาความทุกข์ไม่ได้ ถ้าไปถึงที่นั่นจะไม่มีการเคลื่อนตัวไปไหน จะอยู่เฉพาะนิพพานไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

   ในที่สุด ปัญญา ตัวนี้ก็ตัดสินใจ ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ ขอเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ร่างกายพังเมื่อไหร่ การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดีไม่มีสำหรับเรา เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน

 

 

   คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2560

   หน้า 86-89





   #แอดมิน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view