.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

คำว่าเราอยู่ที่ไหน

คำว่าเราอยู่ที่ไหน

คำว่า“เรา”อยู่ที่ไหน

   ความมุ่งหมายของสมถภาวนา

   การเจริญสมถะก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทจำไว้เพียงง่ายๆ ว่าเราต้องการอย่างเดียวคือ อารมณ์นิ่ง คือ อารมณ์ไม่สอดส่ายไปสู่อย่างอื่น เห็นภาพแสงสีเราไม่ต้องการ ภาพก็ดี แสงสีก็ตาม สิ่งที่เราต้องการนั้นต้องเป็นโน่น ตอนท้ายโน่น ที่เราเรียกกันว่าเราฝึก ทิพจักขุญาณ อันนั้นใช้ได้ สำหรับ ทิพจักขุญาณ นี่ไม่ใช่นั่งๆ ภาพลอยเข้ามาไม่ใช่อย่างนั้น เรื่องฝึก ทิพจักขุญาณ นี่ เขาต้องการจะเห็นอะไร ตั้งใจว่าเราต้องการนี่ เราได้เห็นทันที จะเห็นทางใจ ไม่ใช่หมายความว่า เรานั่งอยู่แล้วก็เห็นภาพลอยมาเป็นใช้ได้ เป็น ทิพจักขุญาณ อันนี้จงปล่อยเสีย

   ขอได้โปรดทราบด้วย จำไว้แต่เพียงง่ายๆว่า สมถภาวนาเป็นอุบายเครื่องสงบใจ เราต้องการอย่างเดียวคือ อารมณ์สงบ คืออารมณ์ดิ่ง อารมณ์ที่จับอยู่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรง นั่นเป็นผลที่เราต้องการทำ

   เมื่อเราเจริญสมถภาวนา ใจสบายแล้ว เมื่อจิตสบายถึงที่สุด อารมณ์ทรงดีแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ทรงให้ละองค์ภาวนานั้น ละอารมณ์สมถะ หันมาจับอารมณ์วิปัสสนาญาณ แต่ก็ทำควบคู่กันไปได้ ถ้าอารมณ์สมถะอย่างเดียวเราไม่มีวิปัสสนาญาณควบคู่กันไป อารมณ์สมาธิก็ไม่ทรงได้นาน มันจะสลายตัวเร็ว

 

   วิปัสสนาญาณนี่ใช้อารมณ์คิด

   เมื่อใจสบายดีแล้วก็หันมาพิจารณาขันธ์ 5 คือ ร่างกาย ที่เราเรียกกันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ถ้าเรียกอย่างนี้ ก็ต้องไปนั่งนึกแปลกัน ไปนั่งแปลกันก็หมดเวลาพอดี เรานิยมเรียกกันว่าใช้ขันธ์ 5 นี่ เรานิยามตัวเองว่า ร่างกาย เพราะร่างกายมองด้วยตาภายนอกเห็น พิจารณาว่าร่างกายนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ตอนนี้ใช้อารมณ์คิดแล้ว ไม่ใช่ใช้อารมณ์ตัด ก็นั่งคิดไป วิปัสสนาญาณนี่ใช้อารมณ์คิด ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา

   ตอนนี้เราก็ต้องเริ่มสงสัย แต่ในเมื่อร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วใครล่ะ มันเป็นเรา คำว่า “เรา” นี่อยู่ที่ไหน นี่ต้องตั้งปัญหาขึ้น แล้วก็มาพิจารณาดูว่า ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นอย่างไร ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไปว่า ร่างกายนี้ถ้ามันเป็นเราจริง มันเป็นของเราจริง มันก็ต้องเป็นไปตามความปรารถนาของเรา เราเกิดมาแล้วพยายามไม่แก่ เราไม่ต้องการความป่วยไข้ไม่สบาย แล้วความต้องการของเรานี้ มันเป็นความปรารถนาที่สมหวังหรือเปล่า ป่วยไหม ยังจะไปนั่งนึกบนบานศาลกล่าว ไปนั่งภาวนาหรือตั้งใจบังคับขู่เข็ญร่างกายเพียงใดก็ตาม เราตั้งใจจงอย่าป่วยนะ ต้องการกินอะไร ฉันจะหามาให้ ต้องการเครื่องประดับแบบไหน ฉันจะหามาให้ แล้วมันเชื่อไหม เคยเห็นไหมคนที่เกิดมาในโลกแล้วไม่ป่วยเลย นี่มันมีบ้างหรือเปล่า พบว่าไม่มี

   ในเมื่อเราไม่ต้องการให้มันป่วย มันก็จะป่วย เอาละข้อหนึ่งเราอาจจะให้อภัย มาดูต่อไปอีกทีหนึ่ง เราป่วยก็ไม่ได้ว่า มึงอย่าแก่ นี่ฉันไม่อยากจะแก่ เอายาขนานดีมาบำรุงกำลังป้องกันเข้าไว้ เอาอาหารอย่างดีมารับประทาน บำรุงร่างกายเข้าไว้ แล้วก็บริหารร่างกายทุกประการที่เขาเห็นว่าดี ทำแบบนี้ทุกอย่าง เมื่อร่างกายต้องการกินอะไร ปรารถนาอะไร เราหาให้ทั้งหมด แล้วบอกร่างกาย มึงอย่าป่วยนะ ถ้าหากว่ามึงไม่แก่แล้วกูจะหาให้ทุกอย่าง แต่ก็หาได้เป็นตามความปรารถนา

   แล้วก็สังเกตดูว่าคนเราแก่บ้างหรือเปล่า เป็นอันว่า เราจะขอร้องมันแบบไหน เอาใจแบบไหนก็ตาม มันก็ต้องแก่ มันไม่ยอมเรา แล้วในที่สุด เมื่อแก่แล้วก็ไม่เป็นไร แก่ก็ช่างปะไร ขอมึงจงอย่าตายเลย เพราะไอ้เรื่องตายนี่ ลูกก็ดี หลานก็ดี เหลนก็ดี มันยังรวยไม่พอ มันยังเลี้ยงตัวไม่รอด ขอให้อยู่ประคับประคองลูก หลาน เหลน ต่อไป

   ร่างกายจะต้องการกินอะไร เราหาให้กินทุกอย่าง บำรุงบำเรอทุกอย่าง แล้วร่างกายมันเชื่อบ้างหรือเปล่า นี่จะเห็นว่าร่างกายของเรามันก็ไม่เชื่ออีก พอมันจะตาย ใครจะห้าม นี่เราพิจารณากันแบบย่อๆ

   แต่ความจริง เวลาที่เราพิจารณาให้ละเอียดกว่านี้นี่เวลาจำกัด ในเมื่อร่างกายของเรา เราไม่ต้องการให้มันป่วย มันก็จะป่วย เราไม่ต้องการให้มันแก่ มันก็จะแก่ เราไม่ต้องการให้มันตาย มันก็จะตาย นี่แสดงให้เห็นชัดว่า ร่างกายนี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริงๆ ถ้ามันเป็นเราหรือเป็นของเราแล้วเราต้องบังคับได้

   อย่างเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า มันก็เงินของเรา เราจะใช้มันไปซื้ออะไรก็ได้ ซื้ออะไรก็ได้ตามความประสงค์ หากว่ามันมีพอจะใช้เมื่อไร จะเอาเข้าเมื่อไร จะออกเมื่อไรก็ได้ตามความปรารถนา แต่ว่านี่ ร่างกายนี้ เราเรียกว่าเรา หรือว่าของเรา นี่เราบังคับไม่ได้ ก็เป็นอันว่า ร่างกายนี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริงๆ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส

   เราคือใคร

   นี่ต่อไปเราก็มานั่งดูตัวเรา เมื่อร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วเราคือใคร ทั้งนี้ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ขยับใจขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ที่ท่านบอกว่า คนตายแล้วนี่อาจจะไปเกิดใหม่ คือเมื่อตายแล้วต้องไปเกิดใหม่

   เกิดที่ไหน เกิดในนรกบ้าง เกิดเป็นเปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง เกิดเป็นคนบ้าง เกิดเป็นเทวดาบ้าง เกิดเป็นพรหมบ้าง แล้วก็ไปพระนิพพานบ้าง นี่เราก็มานั่งดูกันอีกทีว่าเราตาย ร่างกายมันตายแล้ว มันก็วางกองอยู่พื้นปฐพี ใครเขาจะทำอะไรก็ช่าง เราไม่บ่นไม่ว่า ในเมื่อร่างกายของเราตาย ร่างกายมันกองอยู่บนพื้นดิน แบบนี้แล้วใครมันจะไปนรก ใครมันไปสวรรค์ ใครเป็นพรหม ตัวนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ไอ้ตัวที่ไปนรก ไปสวรรค์ ไปพรหม หรือไปนิพพาน หรือไปเกิดใหม่ ตัวนั้นนั่นล่ะคือเรา

   ถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทจะถามว่า “เราตัวนี้มันอยู่ที่ไหน?” อาตมาก็ขอจะตอบว่า ตัวเรานี้มันอาศัยอยู่ในกายเนื้อเรานี้นี่เอง ที่เราเรียกกันว่า “อทิสสมานกาย” คือเป็นกายที่เราไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เว้นไว้แต่เพียงว่า ถ้าใครเขาได้ ทิพจักขุญาณ คนนั้นเห็นกายของตนเอง

   นี่หากว่า บรรดาท่านพุทธบริษัทยังสงสัยอีกว่า ร่างกายที่เรียกว่า “อทิสสมานกาย” บางคนเรียกว่า “กายทิพย์” นี่มันไม่ถูก ถ้ากายทิพย์เราต้องมีคุณธรรมความเป็นเทวดา นี่ถึงจะเรียกว่า “กายทิพย์” ถ้าเรามีความชั่ว จะต้องเป็นสัตว์ในอบายภูมิหรือสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่างนี้เรียกกายทิพย์ไม่ได้ ไม่ใช่ทิพย์ เราก็เลยเรียกกันคล่องๆว่า “อทิสสมานกาย” คือกายนี้ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ

   กายเนื้อนี้ หากว่าเราไม่ได้ ทิพจักขุญาณ เราก็จะพิสูจน์ด้วยการฝัน เวลาที่เรานอนหลับไป แล้วเราก็ฝันไป ว่าไปเที่ยวที่ไหน ไปทำอะไรต่ออะไรที่ไหนก็ตาม แล้วในที่สุดเวลาจะตื่น มันก็นอนอยู่ที่เดิม มันไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปอยู่ในสถานที่นั้น อทิสสมานกาย มันสิงอยู่ในกายเรา ก็คือ ร่างกายที่เราฝันนั่นเอง

   จึงขอบรรดาท่านพุทธบริษัททราบตามนี้ เมื่อเราทราบแล้วว่า ร่างกายนี่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราคือ อทิสสมานกาย คือเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ที่สิงอยู่ในกายเนื้อ นั่นก็คือ เราแท้ ในเมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว เราก็ตัดความอาลัยในชีวิต คือ ร่างกายเสีย เรามุ่งหน้าทำความดีโดยเฉพาะ ถือว่าร่างกายที่เราทรงอยู่ เป็นเรือนร่าง หรือบ้านเช่าที่เราอยู่ชั่วคราวเท่านั้น...

 

   คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2560

   หน้า 24-27



   #แอดมิน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view