.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ทิพจักขุญาณแปลว่าอะไร

ทิพจักขุญาณแปลว่าอะไร

ทิพจักขุญาณแปลว่าอะไร

   ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป ตัดสินใจแบบนี้ คือ ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ ขอเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ร่างกายพังเมื่อไหร่ การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นพรหมก็ดีไม่มีสำหรับเรา เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน ความเป็นทิพย์ของท่านจะมีความแจ่มใส เพราะว่าการเจริญกรรมฐานแบบนี้ต้องได้ ทิพจักขุญาณ ก่อน

   คำว่า “ทิพจักขุญาณ” ขออธิบายให้ทราบว่า ไม่ใช่ลูกตาเป็นทิพย์ ถ้าลูกตาเป็นทิพย์เค้าเรียก “ทิพย์เนตร” ต้องเป็นเทวดาหรือพรหม เพราะกายเป็นทิพย์ตาจึงเป็นทิพย์ เมื่อเรามีกายเป็นเนื้อ ตาเป็นทิพย์ไม่ได้ มีได้เฉพาะ ทิพจักขุญาณ

   คำว่า “ญาณ” นี่แปลว่า รู้ ถ้าแปลเป็นคำศัพท์ก็แปลว่า มีความรู้สึกทางใจคล้ายตาทิพย์ ก็คือ ใจทิพย์ นั่นเอง การรู้การเห็นทุกอย่างเกิดจากใจ ความรู้ความเห็นจะเกิดจากใจได้ ก็อาศัย

   1.ศรัทธา มีความเชื่อในพระพุทธเจ้าด้วยความจริงใจ

   ประการที่สอง มีศีล 5 เป็นพื้นฐาน

   ประการที่สาม มีสมาธิเพราะนิวรณ์ระงับ

   ประการที่สี่ ปัญญาเกิด ความเป็นทิพย์ก็เกิด

   ความเป็นทิพย์ของจิต

   ในเมื่อความเป็นทิพย์เกิด ความเป็นทิพย์นี่จะมีได้ไม่เหมือนกัน เพราะกำลังใจคนไม่เท่ากัน ถ้าเวลานั้น จิตสะอาดน้อย จะมีความรู้สึก แต่จิตไม่เห็นภาพ ทั้งนี้ให้เชื่อทันทีว่า ความรู้สึกนั้นเป็นไปตามความเป็นจริง ถ้าอารมณ์แรกมีความรู้สึกอย่างไร ต้องเชื่อตามนั้นมันไม่ผิด

   ถ้ามีจิตเป็นทิพย์ปานกลางจิตสะอาดปานกลาง จิตจะมีความรู้สึกของจิตเห็นภาพแต่ไม่ชัดเจนแจ่มใสนัก ให้เชื่อความรู้สึกของจิต ถ้าจิตสะอาดถึงที่สุด จะมีความรู้สึกของจิต เห็นภาพชัดเจนแจ่มใสมาก สว่างกว่าที่เรานั่งอยู่นี่

   เมื่อสรุปแล้ว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทให้ถือความรู้สึกของจิตเป็นสำคัญ ถ้าหากว่าท่านทรงสมาธิจริงเวลานั้นอารมณ์อื่นแทรกไม่ได้ ความรู้สึกต้องตรงความเป็นจริงเสมอ

   ฉะนั้นวิธีปฏิบัติ อันดับแรก ท่านให้รู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก เวลาหายใจเข้านึกตามว่า “นะมะ” เวลาหายใจออกนึกตามว่า “พะทะ” แต่ว่าขณะที่ครูเขาให้ภาวนาประมาณ 10 นาที ในช่วง 10 นาทีนี่ ก็จงอย่าคิดว่าจิตจะไม่ฟุ้งซ่าน มันอาจจะมีอารมณ์อื่นเข้ามาแทรกบ้างเป็นธรรมดา ถ้ารู้สึกตัวว่ามีอารมณ์อื่นเข้ามาแทรกบ้างเป็นธรรมดา ถ้ารู้สึกตัวว่ามีอารมณ์อื่นเข้ามาแทรกก็เริ่มต้นใหม่ หายใจเข้านึกว่า “นะมะ” หายใจออกนึกว่า “พะทะ”

   มีครูแนะนำในการตัดกิเลส

   แล้วต่อจากนั้นไป เมื่อครูเขาเห็นว่า จิตสะอาด จิตเริ่มมีการทรงตัวพอสมควร 10 นาที คือเวลาภาวนา นี่ไม่ต้องทำจิตให้เครียด สมาธิไม่ต้องสูง ทำอารมณ์แบบสบายๆ ใจเบาๆ เพราะความเป็นทิพย์เกิด ถ้าจิตถึงอุปจารญาณ ถ้าจิตไม่ถึงอุปจารสมาธิ ความเป็นทิพย์ก็ไม่เกิด ความเป็นทิพย์จะเกิดขึ้นเฉพาะจิตอยู่ในอุปจารสมาธิเท่านั้น

   อารมณ์ไม่ถึงฌานเป็นธรรมดา แต่พอได้เวลาแล้ว ครูเขาจะเข้าไปสอน ถ้าหลายคนด้วยกันต้องนั่งเป็นวง ถ้าเขาแนะนำคนไหน ให้ถือว่าแนะนำทุกคนในวงนั้น แนะนำเราด้วย

   ถ้าเขาถามคนไหนถือว่าถามทุกคน ขณะที่ครูเข้าไปนั่งกลางวง ให้ทราบว่าคนนั้นจะเข้าไปแนะนำทุกคน ตอนนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัทหยุดภาวนา คือ เลิกไปเลยไม่ต้องภาวนา แล้วก็ไม่ต้องสนใจลมหายใจเข้าออก ตั้งใจฟังคำแนะนำของครู ครูแนะนำให้ตัดกิเลสให้จิตน้อมไปตามนั้น ถ้าเขาเห็นว่าจิตสะอาดพอสมควร เขาถามให้ตอบตามความรู้สึกทันที อย่ายั้งตัว อย่ากลัวผิด สวัสดี.

 

   คัดลอกจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2560

   หน้า 89-90

 

  


#แอดมิน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view