.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

สงสัยความเป็นพระโสดาบัน

สงสัยความเป็นพระโสดาบัน

สงสัยความเป็นพระโสดาบัน

   “หลวงพ่อครับ บางวันนั่งสมาธิชั่วขณะหนึ่ง รู้สึกว่าเคารพพระรัตนตรัย ไม่กลัวความตาย มีศีล 5 แล้วสมาทานโดยบริสุทธิ์ อย่างนี้จะเรียกว่ามีอารมณ์พระโสดาบันหรือเปล่าครับ”

  

   พระโสดาบันนี่ เขาไม่ใช่บางเวลานะ เขาตลอดเวลานะ จิตบริสุทธิ์เฉพาะเวลานี้ได้อยู่ มีจิตใจเคารพพระรัตนตรัยจริง มั่นคงในศีล 5 จริง จิตไม่ห่วงอะไรทั้งหมด มุ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถือว่าเวลานั้นอารมณ์เข้าถึงพระโสดาบัน  แต่ว่ายังทรงไม่ได้ อย่างพวกที่เขาได้ มโนมยิทธิ แล้วไปนั่งเล่น นอนเล่นบนนิพพาน เวลานั้นอารมณ์เท่าพระอรหันต์นะ

 

   “ครับ ทีนี้เข้าใจแล้วครับ เมื่อก่อนนี้เข้าใจว่าการเป็นพระโสดาบันมันยากมาก เพราะคิดว่าพระอรหันต์กับพระโสดาบันนั้นเหมือนกัน”

 

   ความจริงแม้แต่ฉันเองก็เหมือนกัน เมื่อตอนเรียนหนังสือฝ่ายธรรมะใหม่ๆไปเข้าใจอารมณ์พระโสดาบันว่าเป็นพระอรหันต์ เข้าใจอรหันต์ว่าเป็นพระโสดาบัน ตีตั๋วสูงเกินไป ก็คิดว่ากว่าจะเป็นพระโสดาบันได้คงไม่มีโอกาส

   แต่ความจริงเมื่อไปดูแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอนจริงๆ อันนี้ต้องดูตัวอย่างของคน คนที่ได้พระโสดาบันเขาทรงตัวอย่างไร จะไปดูพระน่ะไม่ได้ ต้องไปดูชาวบ้าน เพราะพระตามปกติต้องอยู่คนเดียวอยู่แล้ว แต่ชาวบ้านเขามีคู่ครองก็ต้องดูคนที่เขาเป็นพระโสดาบัน มีคู่ครองแล้วเขาต้องหย่าจากสามีภรรยาไหม และคนที่เขายังไม่มีคู่ครองเขาเป็นพระโสดาบัน เขาแต่งงานหรือเปล่า

   ก็รวมความว่า คนที่เป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อมีคู่ครองก็ไม่ต้องหย่าขาดจากคู่ครอง คนที่ยังไม่แต่งงานก็แต่งงานได้ ก็ไม่เห็นมีอะไรมาก แถมคนไม่มีลูกก็มีได้ ไม่ใช่คนหาลูกไม่ได้อย่างพระ

   ก็เป็นอันว่าพระโสดาบันก็เป็นชาวบ้านชั้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ว่าจิตอยู่ในขอบเขตของศีล 5 เท่านั้นเอง แต่ว่ามีอารมณ์ก้าวไปอีกนิด คือ มีความรู้สึกว่า โลกมนุษย์มันเป็นทุกข์ เทวโลกและพรหมโลกพักทุกข์ชั่วคราว แล้วก็ต้องกลับมาเสวยทุกข์ใหม่ อารมณ์ใจของพระโสดาบันไม่ต้องการมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ต้องการจุดเดียวคือ พระนิพพาน

   การทำความดีทุกอย่าง ทำดีน้อย ทำดีมากก็ตาม ต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน ไม่ต้องการผลที่ตอบแทนในชาติปัจจุบัน เท่านี้ ไม่ยาก ยากไหม

 

   “พอสมควรครับ”

 

   ก็สำคัญอยู่ที่ศีล 5 ศีล 5 กับอารมณ์ต้องการพระนิพพานเท่านั้นเอง ปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง

   ทีนี้คนที่เขียนให้เราอ่านน่ะซิ ท่านว่าเตลิดเปิดเปิงไปเลย ขึ้นต้นก็สังโยชน์ 10 สังโยชน์มี 10

   พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ตัดสังโยชน์ 3 ข้อคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตปรามาส พังเลย สักกายทิฏฐิตัวเดียวก็พัง คำว่าตัดสักกายทิฏฐิก็ต้องไปดูตอนพระสารีบุตรแนะนำพระก่อนที่จะไปอยู่ป่า เมื่อพระไปเรียนพระกรรมฐานกับพระพุทธเจ้า เวลาเข้าป่า พระพุทธเจ้าก็ถามว่า

   “ไปลาพระสารีบุตรแล้วหรือยัง”

   พระพุทธเจ้าท่านทรงทราบว่า พระสารีบุตรจะว่ายังไง”

   พระก็บอกว่า “ยัง”

   “ถ้าอย่างนั้นก็ไปลาพระสารีบุตรก่อน”

   เมื่อพระไปถึงพระสารีบุตร พระสาลีบุตร ก็อธิบายถึงวิธีปฏิบัติพอสมควร ส่วนมากพระสารีบุตรท่านสอน ท่านมุ่งจุดเดียวคือพระอรหันต์

   พระก็เลยถามว่า “เมื่อผมเป็นปุถุชนอยู่ แล้วผมต้องการเป็นพระโสดาบัน ผมจะทำอย่างไร”

   ท่านก็บอกว่า “ตัดสักกายทิฏฐิ คือ ขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา ถ้าคุณตัดได้แบบเบาๆ คุณก็เป็นพระโสดาบัน”

   ทีนี้พระก็ถามต่อไปว่า “เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว เป็นพระสกิทาคามีจะทำอย่างไร”

   ท่านก็บอกว่า “พิจารณาแบบนั้นแหละ จิตละเอียดหน่อยก็เป็นพระสกิทาคามี เป็นอนาคามี ตัดได้หมดก็เป็นอรหันต์”

   พูดไปก็ซ้ำ พระพวกท่านนั้นก็ดี ท่านถามข้อที่ 5 ถามว่า “เป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องทำอะไรเลยใช่ไหม” มีมุมขี้เกียจ

   พระสารีบุตรบอก “ไม่ใช่ พระอรหันต์ทำมากกว่า เพราะว่าทำเพื่อให้จิตเป็นสุข”

   คือว่าอรหันต์ท่านขยันมากกว่าคนที่ยังไม่ได้ ต้องใคร่ครวญไว้เสมอ เพราะจิตสบาย และไอ้ขันธ์ 5 นี่มันไม่มีการทรงตัว ไม่ใช่เป็นอรหันต์แล้วไม่ปวดท้องปวดขี้ ไม่มีเวทนา ทุกขเวทนายังมีทุกอย่าง

   แต่ว่าท่านเข้าใจว่า ไอ้เวทนาพวกนี้ เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย ในเมื่อยังมีร่างกายอยู่ ยังหนีไอ้นี่ไม่พ้น ถ้ามันจะเกิด มันเกิดขึ้นแก่ร่างกาย ไม่เกิดกับใจ ใจยอมรับนับถือมัน ถ้าหากว่าไม่มีร่างกาย ความเป็นรังของโรคมันก็ไม่มี ถ้ามีร่างกายเพียงใดก็ต้องมีโรคเพียงนั้น ถือว่าเป็นกฎธรรมดาของมัน จิตก็เป็นสุข

 

 

   คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ 47 โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร)

   หน้า 57-61

 

 

 

 

   #แอดมิน 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view