.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

พิจารณาร่างกายไว้เสมอ

พิจารณาร่างกายไว้เสมอ

พิจารณาร่างกายไว้เสมอ 


   อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พิจารณาร่างกายไว้เสมอ ว่าร่างกายนี้มันไม่ใข่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายมันเป็นแต่เพียงธาตุ 4 คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟผสมเข้ากันเป็นร่างกาย ทรงไว้ได้ชั่วคราว เพื่อการทรงตัวอยู่ มันก็มีความทรุดโทรมเป็นปกติ ในที่สุดมันก็ทำลายตัวเอง ในเมื่อร่างกายสลายตัว ทำลายตัวเอง แล้วเราก็ต้องไป ร่างกายมันต้องตาย ใครไป เราไป เราไม่ใช่ร่างกายแน่ เราคืออทิสสมานกาย หรือที่เขานิยมเรียกว่า "จิต" นี่มันสิงอยู่ภายในกายเนื้อ นั่นคือเราแท้

   ตอนนี้ถ้าเราไปไม่ดี มันลงอบายภูมิ มันเป็นทุกข์ ถ้าเราไปเพื่อความเกิดอีก มันก็ต้องกลับมาทุกข์อย่างนี้ เราก็เลิกเกิดกันเสีย ก็ให้เอาจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ตั้งใจไว้โดยเฉพาะว่า การที่เรายอมรับนับถือคุณพระรัตนตรัย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นต้น รักษาศีลให้บริสุทธิ์ นี่เราต้องการพระนิพพาน แล้วทำใจไม่ประมาทไว้เสมอว่า

   ร่างกายนี่มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราเกิดมาเพื่อเเก่ เพื่อเจ็บ เพื่อตาย เราจะเกิดต่อไปเพื่ออะไร เราไม่ต้องการความเกิด นี่ถ้าหากว่าเราจะไม่เกิดได้ ก็มีอารมณ์อยู่ 2 ประการ ที่เราจะทรงไว้เป็นปกติคือ 
   1.ตัดฉันทะ ความพอใจในการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาหรือพรหมเสีย เพราะการเกิดในจุดทั้ง 3 จุด ถึงแม้ว่าจะเป็นแดนของความสุขอยู่บ้าง สำหรับมนุษย์ มนุษย์นี่สุขไม่จริง สุขไม่ตลอดกาล ไม่ตลอดสมัย และมีทุกข์มากกว่าสุข 
แล้วก็สำหรับเทวดาหรือพรหม สุขจริงๆแต่ว่าสุขไม่นาน พอหมดจากวาสนาบารมีก็ต้องพ้นจากความเป็นเทวดาหรือพรหม ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เลยไปเกิดเป็นสัตว์นรกก็ถมไป เพราะอำนาจกุศลที่เราทำไว้มันยังไม่ให้ผล มันก็เป็นผลให้ไปเสวยทุกขเวทนา ฉะนั้นความพอใจที่เรียกว่า "ฉันทะ" จะเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ไม่ดีสำหรับเรา เราต้องการอย่างเดียวคือ พระนิพพาน 
   2.ตัดราคะ แล้วธรรมอีกข้อหนึ่งที่บรรดาท่านพุทธบริษัทลืมไม่ได้เพื่อความไม่เกิดคือ ราคะ 
ราคะ ได้แก่ ความกำหนัดยินดี เราตัดความกำหนัดยินดีในความเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหมทิ้งทั้งหมด เพราะสิ่งทั้ง 3 ประการนี่ แดนทั้งสามประการนี่ องค์สมเด็จพระบรมสุคตกล่าวว่าเป็นแดนที่ไม่พ้นจากความทุกข์ แดนที่มีความสุขแดนเดียวนั่นคือ พระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

   ฉะนั้น เมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัทจับอารมณ์ทั้งสองประกานี้ไว้เป็นปกติ และก็ยอมรับนับถือทำอารมณ์สบาย ทุกข์ ก็รู้ไว้ว่าเราเกิดมาพื่อแก่ ถ้ามันแก่เราก็ไม่ตกใจ เรารู้ตัวอยู่แล้ว เราเกิดมาเพื่อความป่วยไข้ไม่สบาย ถ้าความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้น เราก็ไม่รำคาญใจ เพราะเราทราบอยู่แล้วว่ามันจะเป็นอย่างนั้น

   เราเกิดมาเพื่อการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ จำเป็นจะต้องพลัดพรากไปจริงๆ เราก็สบายใจ เพราะเราเตรียมใจไว้แล้ว ทรงอุเบกขาอารมณ์ไว้ วางเฉย เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องพลัดพรากจากกัน

   ถ้าเวลาขันธ์ 5 มันจะพัง ความตายเข้ามาถึงเมื่อไหร่ เราก็ยิ้มได้ ไม่ใช่แช่งให้ตาย 
   คิดว่าดีแล้วเจ้าขันธ์ 5 นี่ เจ้าเป็นจุดพักของความทุกข์ เป็นดินแดนแห่งความทุกข์ มันพังเสียได้ก็ดี มันพังปล้วคราวนี้ เราจะไม่มีร่างกายคือขันธ์ 5 นี่อีกต่อไป ขึ้นชื่อว่าความเกิดเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายแบบนี้ก็ดี เป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี เราไม่ต้องการ เรามีความต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน 
   ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทพิจารณา หรือคิดไว้อย่างนี้เป็นปกติ แล้วก็ให้พิจารณาดูร่างกายของเรา สักวันหนึ่งข้างหน้า หรือในอนาคตอันใกล้ จิตใจมันจะมีความรู้สึกว่า การเกิดนี่มันไม่ดีจริงๆ จะเกิดความเบื่อจริง 
   เมื่อเกิดความเบื่อ จิตก็เข้าไปยอมรับนับถือกฎของธรรมดา อาการต่างๆที่กล่าวมาแล้ว มันปรากฎ จิตใจจะรู้สึกว่ามันเฉยๆ จะตายหรือจะอยู่มันไม่มีความหมาย คนนั้นจะทรงอยู่หรือตายไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่ออารมณ์มันมีความรู้สึกออกมาอย่างนี้ จิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท จะรู้สึกว่ามีความต้องการพระนิพพานมากขึ้น ทุกขณะจิตที่มีความรู้อยู่หรือมีอารมณ์ว่างจากกิจการงาน ใจเราจับอย่างเดียวคือพระนิพพาน 
   ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิบัติได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวว่าผู้นั้นเป็น พระโสดาบัน พูดไปพูดมาก็จบแค่พระโสดาบัน ว่าจะพูดถึงเรื่องพระอนาคามี เวลานี้ก็หมดเวลาลงเสียแล้ว จะนานเกินไป

   และขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงอย่าประมาท ค่อยๆทำตามที่อาตมากล่าวไว้แล้วข้างต้น เพราะว่าท่านทั้งหลายจะได้รับความดีของตนคือความสุข คือทางปิดอบายภูมิเอาไว้ก่อน ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใดก็ตามที แต่ทว่าเรานี้เกิดในระหว่างเทวดาบ้าง พรหมบ้าง มนุษย์บ้าง เวียนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ ก็ยังดีกว่าตกในอบายภูมิ

   พระโสดาบันนี่ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบว่า ยังมีความรักในเพศ แต่ว่ารักอยู่ในขอบเขตของศีล ยังมีความอยากรวย แต่ว่าความร่ำรวยเกิดในขอบเขตของศีล ไม่คดโกงใคร พระโสดาบันยังมีความโกรธ โกรธนั้นโกรธ แต่ว่าไม่ทำร้ายใคร มันโกรธอยู่แค่ในใจ พระโสดาบันยังมีความหลง หลงตรงไหนล่ะ ก็พิจารณากันง่ายๆ ว่า ถ้ายังมีความรักในระหว่างเพศ ยังมีความอยากรวยอยู่ ยังมีความโกรธ ก็ยังชื่อว่ายังมีความหลง ถ้าหากความหลงไม่มี ความรักในระหว่างเพศ ความโกรธ ความอยากรวยมันก็หมดไปเหมือนกัน

   ให้พิจารณากันง่ายๆ ว่าถ้ายังหลงอยู่ หลงในสิ่งที่ไม่ถาวรและไม่มั่นคง ว่ามีความมั่นคง มีความถาวร เอาละพูดกันไปก็จบแน่ ก็ขอหยุดไว้แต่เพียงเท่านี้ สวัสดี.


   

คัดลอกจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2560 หน้า 16-19

#แอดมิน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view