.
  สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

การคุมอารมณ์จิต

การคุมอารมณ์จิต

การคุมอารมณ์จิต

   ขณะที่ปฏิบัติเริ่มต้น ท่านบอกให้ใช้ อานาปานุสสติกรรมฐานเข้าควบคุมใจ อันนี้เรื่องใหญ่มาก ถือว่าอานาปานุสสติกรรมฐานนี่เป็นกรรมฐานที่คุมกรรมฐานอีก 39 ข้อ หรือ 39 กอง จะเจริญกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม ถ้าเว้นอานาปานุสสติกรรมฐาน กรรมฐานกองนั้นจะไม่มีผลเลย เหมือนกับบ้านที่เราจะปลูก ถ้าบ้านไม่มีเสา บ้านก็เป็นบ้านไม่ได้ ฉะนั้นต้องเริ่มต้นด้วยอานาปานุสสติ จะใช้กรรมฐานกองไหนอีกเข้าควบก็ภาวนาไปตามรูป

   ทีนี้ในเมื่อถ้าเราจะนำเอาผลในด้าน สุกขวิปัสสโก ก็ไม่ต้องไปสนใจในสมาธิสูงเกินไป ใช้อารมณ์สบายๆ พอเริ่มต้นปั๊บ จิตรู้ลมหายใจเข้าออก เวลานั้นก็พิจารณาไปเลยในด้านสุกขวิปัสสโก พิจารณาแบบไหน ถ้ากำลังใจไม่ถึงวิปัสสนาก็ใช้สมถะ คิดตามความเป็นจริงว่า ร่างกายของเราก็ดี ของบุคคลอื่นก็ดี ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายก็ดี มีสภาพเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ เกิดแล้วแก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ในเมื่อสภาพของร่างกายมันเป็นอย่างนี้นะ เราจะยังยึดถือเอาร่างกาย นี้เป็นที่พึ่งอีกต่อไปหรือ

   ถ้าหากว่าเราคิดจะเกิดต่อไป มันก็ต้องมีทุกข์อย่างนี้อีก แต่การเกิดนี้มันไม่สุข มันมีแต่ทุกข์ หิวข้าวก็ทุกข์ ปวดอุจาระก็ทุกข์ หนาวเกินไปก็ทุกข์ ร้อนเกินไปก็ทุกข์ คนเขามาพูดจาไม่ถูกใจก็ทุกข์ มีความปรารถนาไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ทั้งหมด ตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายเราไม่มีคำว่าสุข สุขที่สุดจริง มีที่ไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า นั่นคือนิพพาน ภาวนาอย่างนี้เขาเรียกมรณานุสสติ ต้องคิดว่าชีวิตเราก็ดี สัตว์ก็ดี ตายทั้งหมด ไม่มีใครเหลือ อันนี้ต้องคิดไว้เป็นประจำ เพราะถ้าคิดตัวนี้แล้ว มันจะไปเข้ากับวิปัสสนาญาณ ที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิ เป็นตัวตัดกิเลสที่มีความสำคัญมาก

   เพราะว่าพระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี ท่านใช้คำว่าตัวตาย คือ มรณานุสสติเป็นพื้นฐาน ยังไม่เข้าถึงขั้นสักกายทิฏฐิ ที่ว่ามีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ต้องตาย ถ้าสักกายทิฏฐิคิดว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ไอ้ตัวนี้มันเอาจริงเอาจัง ตอนเป็นพระอนาคามี ตอนต้นก็เป็นมรณานุสสติกรรมฐานก่อน คิดว่าชีวิตในเมื่อมันจะต้องตาย แล้วก็ร่างกายเรามีความสกปรกหรือสะอาด ก็ไม่จำเป็นต้องไปดูร่างกายของชาวบ้าน ดูร่างกายของเรา เบื้องสูงจะต้องมองตั้งแต่เส้นปลายผมลงไป ต่ำถึงที่สุดของฝ่าเท้า ต่ำที่สุดจากฝ่าเท้าขึ้นมาถึงปลายผม มันสกปรกทั้งหมด

   ก็รวมความว่า ร่างกายเราจะต้องตายด้วย มันสกปรกทั้งหมดของการมีชีวิต ตัวนี้เป็นสมถภาวนา แล้วนอกจากมันจะสกปรกแล้ว มันจะต้องตายแล้ว ในขณะที่ทรงชีวิตอยู่มันก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ไอ้ตัวนี้ก็เป็นวิปัสสนา แล้วในเมื่อความทุกข์ทรงตัวอยู่อย่างนี้ มันทรงตัวได้จริงๆ มีทุกข์อยู่เราพอทนได้ แต่ร่างกายก็ยังเคลื่อน ทรุดโทรมคลานเข้าไปหาความสลายตัวทุกๆวัน วันเวลาล่วงไปๆ ชีวิตก็เดินทางเข้าไปหาความตายอยู่ทุกขณะ

   คือว่าร่างกายจริงๆนี้ แล้วมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ถ้ามันเป็นเราจริง เป็นของเราจริงๆ มันต้องไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเราเลี้ยงมันทุกวัน ไม่ต้องการให้มันแก่ เราไม่ต้องการให้มันทรุดโทรม เราไม่ต้องการให้มันตาย แต่มันเว้นไม่ได้ ตัวนี้เป็นวิปัสสนาภาวนา อย่าลืมว่าสมถภาวนามันตีคละกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตคิดอย่างนี้ ผลที่ได้จิตของบรรดาท่านพุทธบริษัทจะมีความเข้มแข็งมาก แล้วก็ถ้าต้องการคุมให้อยู่ ก็ต้องคุมตามนี้ ถ้าจะคุมทิพจักขุญาณให้ทรงตัว หรือมโนมยิทธิให้ทรงตัว ก็ต้องพิจารณาแบบนี้เสมอ

 

   คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ 53 หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ

   หน้า 70-73

   #แอดมิน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view