Full Version จิตอยู่บนพระนิพพานไม่ได้ตลอด (หลวงพ่อฤๅษี)

www.manomayitthi.com > Article

จิตอยู่บนพระนิพพานไม่ได้ตลอด (หลวงพ่อฤๅษี) Date : 2012-08-25 09:21:06

หลวงพ่อท่านมาบอกว่า

๑. ตัวยังไม่ตาย อยู่ตลอดไปไม่ได้หรอก แค่นึกเมื่อไหร่ก็ถึงเมื่อนั้นก็พอแล้ว ขืนคิดว่าอยู่ได้ตลอด พวกเอ็งก็ดีกว่าพระอรหันต์ซิ”

๒. “รู้ไว้ด้วยจะได้หายโง่ อย่างหลวงพ่อนี่บางทีขึ้นไม่ได้ ก็ยกเอาภาพพระนิพพานเข้ามาไว้ในจิต วิมานมีกี่หลังก็นิมิตขึ้นมาไว้ในจิต หรือในสมองและที่ไม่ลืม คือองค์สมเด็จพระชินสีห์ ประทับนั่งเป็นประธานอยู่ในวิมานหลังนั้นๆด้วย พวกเอ็งเอาไปทำตามก็ได้ ตัวอย่างนี้หลวงพ่ออนุญาต”หมายเหตุ ผู้ที่สนใจในการปฏิบัติธรรม เวลาไปวัดท่าซุงตอนวัดมีงาน จะได้ยินเทปม้วนนี้บ่อยๆ มีความโดยย่อๆว่า บางครั้งร่างกายหลวงพ่อป่วยมาก จนยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานไม่ไหวจึงน้อมเอาพระนิพพานมาไว้ในจิต หรือในสมอง 
แล้วท่านถามพระพุทธเจ้าว่า หากกายตายตอนนั้น จิตจะไปถึงพระนิพพานไหม พระองค์ทรงตรัสว่าย่อมถึงพระนิพพานได้โดยไม่ต้องสงสัย เป็นต้น

นี่แหละคือเหตุผลสำคัญที่หลวงพ่อท่านเมตตาให้กับพวกเราอย่างหาประมาณมิได้ ที่ท่านยกเอาวิมานบนพระนิพพานมาจำลองสร้างไว้บนโลกมนุษย์ 
เพื่อให้พวกสุกขวิปัสสโกและพวกฝึกมโนยิทธิ แล้วจิตยังเห็นภาพพระนิพพานไม่ชัด เพราะหากความสงสัยเกิดขึ้นกับจิต ก็กลายเป็นนิวรณ์รบกวนจิต ทำปัญญาให้ถอยหลัง หมายความว่า โง่ทุกครั้ง ที่เกิดความสงสัยขึ้นในธรรมที่ตนเองปฏิบัติได้ ผมจะไม่เขียนรายละเอียด เพราะให้พูดให้ฟังแล้วหลายสิบครั้งในรอบ ๑๕ ปี ที่สนทนาธรรมกันที่ซอยสายลมและที่วัดท่าซุง)

๘. เพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมของผม ท่านนึกถึงครูบาชัยวงศ์ ที่นำแตงนำผักมาบริจาคเป็นทานกับวัดทุกครั้งที่ท่านมา ไม่รู้จุดประสงค์และไม่เข้าใจกรรมจุดนี้ของท่าน พระพุทธองค์ก็ทรงพระเมตตามาสอนให้หายสงสัยมีความสำคัญว่า

๘.๑ การบริจาคทานเป็นวิสัยของพุทธภูมิ บุคคลผู้มีความดำริเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง ตั้งมั่นอันที่จะปรารถนาพุทธภูมิวิสัยนั้นก็พึงควรสักการะ เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นได้ยาก กาลนั้นเป็นอุดมมงคล เพราะกว่าจักบำเพ็ญบารมีให้ครบทั้ง ๓๐ ทัศได้นั้น จักยากกว่าบุคคลผู้ปรารถนาสาวกภูมิมาก กำลังพุทธวิสัยเป็นกำลังใหญ่ ขอให้พึงสังเกตปฏิปทาของพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่มีกล่าวมาแล้วในพระสูตร ชั่วขณะจิตที่รู้ว่าสามเณรผู้เป็นศิษย์คิดมีความปรารถนาอยากจักเป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านนั้นยังจักต้องให้สามเณรเดินหน้าด้วย เพราะเหตุใด เพราะวิสัยพุทธภูมินั้นเป็นกำลังใหญ่ 

แม้แต่คิดริเริ่มเพียงชั่วขณะจิตก็ยังมีกำลังใหญ่ บารมีธรรมจุดนี้อย่านำไปตำหนิแก่ผู้ใดที่ปรารถนาพุทธภูมิ เพราะตำหนิแล้วจักเป็นกรรมเข้าตัวเอง โดยหาประโยชน์มิได้”

๘.๒ “อนึ่ง พุทธจริตก็คือพุทธภูมิเดิมที่ลาออกมาสู่สาวกภูมิทั้งสิ้น พวกเจ้าถ้าไปตำหนิพุทธภูมิเข้า ก็เท่ากับตำหนิกำพืดของตนเอง ขอจงอย่าทำกรรมนี้ให้เกิดอีกต่อไป รู้แล้วก็ต้องหมั่นศึกษาให้รู้จริง ควรจักโมทนาไปกับพุทธภูมิวิสัยของท่านนั้นๆ”

๘.๓ “หมั่นกราบขออโหสิกรรม ต่อบรรดาผู้ปรารถนาพุทธภูมิด้วย เพราะกรรมอันนี้มีผลมิใช่เบา ซึ่งตำหนิกรรมไปในท่านทั้งหลายแล้ว จักเป็นอุปสรรคขวางกั้นการปฏิบัติธรรมของพวกเจ้าได้ จงอย่าประมาทในธรรมทั้งปวง”

๙. ,มีบุคคลท่านหนึ่งที่กล่าวตำหนิกรรม ๒ เรื่อง พระองค์ก็ทรงพระเมตตาสอนต่อให้ มีความสำคัญว่า 

๙.๑ “ขอให้พวกเจ้าดูไว้เป็นตัวอย่าง ในบุคคลที่ยังตัดสักกายทิฏฐิเบื้องต้นไม่ได้ (ทรงหมายถึง สังโยชน์ข้อที่ ๑-๒และ๓ ยังไม่ได้) ยังไม่ได้รับการศึกษาธรรมตามขั้นตอนยังไม่เข้าใจถึงกฎของกรรม โทษของกาม ไม่เข้าใจถึงการนำจิตไปเกิดตามกรรม ไม่เข้าใจถึงตัวกรรม ผลของกรรม ก็จักไม่สามารถตัดความดี-เลวไปจากจิตได้ ยังมีการติกรรมดี-เลวทั้งในบุคคลอื่น ในตัวเองอยู่เป็นธรรมดา”

๙.๓ “ในเมื่อความจริงมันเป็นอย่างนี้ จิตของคนธรรมดามันเป็นอย่างนี้ การยกเอาธรรมศึกษา ที่พวกเจ้ากำลังเรียนรู้และเพียรปฏิบัติอยู่ไปบอกกล่าวกับหมู่คนทั่วไปที่ยังไม่เข้าใจถึงกฎของกรรม จักมีประโยชน์อันใด มีแต่โทษ กล่าวไปแล้วเขาจักยิ่งตำหนิธรรม ในเมื่อดี-เลวยังไม่หมดไปจากใจ เขาก็ย่อมไม่ยอมรับกฎของกรรมเป็นธรรมดา”

๙.๓ “พวกเจ้าก็ยังละดี-เลวไม่หมดไปจากใจ ยอมรับกฎของกรรมไม่ได้ ทั้งกาย-วาจา-ใจแล้ว ก็จงอย่าริไปพูดหรือสอนใครในธรรมที่ยังปฏิบัติไม่ได้นั้นๆ จักพูดได้ก็แต่สังโยชน์ ๓ ที่ตัดได้แล้วเท่านั้นเอง ธรรมพรตปรามาสจักได้ไม่เกิดอาบัติปาราชิกอวดอุตริมนุษยธรรมจักได้ไม่เกิด เข้าใจไว้ด้วยนะ”





ที่มา.... ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น (เล่ม ๕) พล.ต.ท.นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน


ความคิดเห็น